บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2156 เข่นฆ่าด้วยความหาญกล้าไร้พ่าย
บทที่ 2156 เข่นฆ่าด้วยความหาญกล้าไร้พ่าย
สุดทิศบูรพาของหมู่บ้านเฉาซี มีสนามเต๋าสำหรับฝึกฝนขนาดใหญ่อยู่
นี่คือสถานที่ฝึกฝนสำหรับเยาวชนในหมู่บ้าน
ถัดจากนั้นคือที่อาศัยของผู้อาวุโสลี่ฉางชิง
แสงอัสดงลึกล้ำ ตะวันรอนเยี่ยงโลหิต
ในสนามเต๋าสำหรับฝึกฝนเวลานี้ ชาวบ้านหมู่บ้านเฉาซีทุกผู้ต่างมารวมตัวกัน
ผู้ยืนอยู่หน้าสุดคือผู้อาวุโสลี่ฉางชิง และผู้อาวุโสคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน
“แม้ผลเก็บเกี่ยวจากการเข้าสู่ภูเขาในครั้งนี้จะไม่ได้น้อย แต่ก็ต่ำกว่าความคาดหวังของใต้เท้าทั้งหลายจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์”
“ดังนั้น พวกเจ้าเผ่ามนุษย์ชั้นต่ำจากหมู่บ้านเฉาซีต้องนำสมบัติทั้งหมดในบ้านของพวกเจ้าออกมาเพื่อปลอบประโลมใต้เท้าทั้งหลาย!”
นอกสนามเต๋าฝึกฝน ชายชุดสีเงินไพล่มือไว้เบื้องหลัง กล่าวเสียงฉะฉาน
ทันใดนั้น เหล่าชาวบ้านต่างเผยสีหน้าเดือดดาล หลายคนกำหมัดแน่น
“อันใด ไม่พอใจหรือ?”
ชายชุดสีเงินขมวดคิ้ว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เขาชี้หน้าเซวียเฟิงในกลุ่มชนและกล่าวว่า “คิดสิว่าพ่อเจ้า ผู้นำหมู่บ้านของเจ้าตายเช่นไร!!”
วจีนั้นสนั่นลั่นเยี่ยงอัสนี ทำให้ชาวบ้านมากมายมีสีหน้าลนลาน
เซวียเฟิงผู้ถูกชี้หน้ามีสีหน้าบึ้งตึง ก้มหน้าลงตัวสั่นด้วยโทสะ แต่ไม่กล้าเอ่ยวาจาใด
กลางอากาศ
เรือสมบัติอันเรืองรองรัศมีลอยค้างอยู่
บนเรือสมบัติในขณะนี้มียอดฝีมือหกเจ็ดคนจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์กำลังร่ำสุราสังสรรค์
ผู้นำเป็นชายชุดทองผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเย้ายวน
เขามีนามว่าจื้ออิน
ทายาทของผู้อาวุโส ‘เซียนไก่ฟ้าวิญญาณ’ แห่งสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ ราชันแห่งภูมิขอบเขตอสงไขยแท้เที่ยงในวิถีสู่สวรรค์
เขาคือผู้นำคณะมารวบรวมสมบัติในภูเขาอีกามารในหนนี้
ขณะนี้ จื้ออินและสหายอีกห้ากำลังร่ำสุราสังสรรค์ โดยมีสาวใช้งดงามรับใช้ข้างกาย ดูสำราญใจยิ่งนัก
ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องล่างนั้น ในสายตาพวกเขาหาแตกต่างจากการกำลังชมมหรสพอันสนุกสนานไม่
“รีบส่งสมบัติทั้งหมดมาเร็วเข้า!!”
ด้านนอกสนามเต๋าฝึกฝน ชายชุดสีเงินตวาดลั่นอย่างมาดร้าย “สองเค่อต่อจากนี้ หากพวกเจ้ายังไม่ส่งสมบัติทั้งหมดมา หากข้าหาเจอ พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องตาย!”
ทันใดนั้น สายตาของชาวบ้านหมู่บ้านเฉาซีทั้งหลายต่างมองไปยังผู้อาวุโสลี่ฉางชิง
ลี่ฉางชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก “ทุกท่าน ฟังคำของใต้เท้าท่านนี้แล้วร่วมมือแต่โดยดี ส่งสมบัติทั้งหมดที่เจ้ามีไปเสีย!”
ชาวบ้านทั้งหลายต่างอดแสดงสีหน้าเศร้าโศกมิได้ และทำได้เพียงยอมจำนน
ชายชุดสีเงินซึ่งอยู่ไม่ห่างไปนักแย้มยิ้ม กล่าวออกมาอย่างแดกดัน “ถูกต้อง ในฐานะเผ่ามนุษย์ชั้นต่ำ หากอยากอยู่รอด ก็ทำได้เพียงต้องก้มหน้าจำนนแล้วร่วมมืออย่างว่าง่าย!”
กลางอากาศ ทุกผู้จากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์บนเรือสมบัติอดส่ายหน้าอย่างรู้สึกเบื่อ
เผ่ามนุษย์เหลือขอเหล่านี้ช่างไร้ทางสู้โดยแท้ ด่าไปก็ไม่กล้าแข็งขืน ไร้น้ำยาสิ้นดี!
ไม่นานนัก ลี่ฉางชิงก็นำสมบัติทั้งหมดที่เขามีออกมาส่งให้ก่อนใคร
เมื่อมีเขาเป็นผู้นำ ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างกล้ำกลืนฝืนทนความโศกเศร้าอาวรณ์ ส่งสมบัติของตนออกมาทั้งหมด
ชายชุดสีเงินมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม กล่าวชมว่า “ไม่ผิด พวกเจ้าพูดรู้เรื่องดี แต่นี่ยังห่างไกลเกินจะพอ ต่อจากนี้ ไปจงนำสมบัติทั้งหมดที่เจ้าซ่อนไว้ที่บ้านออกมาเสีย!”
“อันใดนะ?”
ทันใดนั้น เกิดเสียงเอ็ดอึงขึ้นในบริเวณ หลายคนเดือดดาลเสียจนดวงตาแดงก่ำ
ชายชุดสีเงินผู้นี้ก็เป็นเผ่ามนุษย์เหมือนกันแท้ๆ แต่หลังจำนนเป็นทาสรับใช้เผ่าปีศาจ เขาก็ป่าเถื่อนไร้ปรานีต่อเผ่าพันธุ์เดียวกันยิ่งกว่าปีศาจเหล่านั้นอีก!
“ท่านเอ๋ย หากทำเช่นนี้ กะจะไม่ให้พวกเราอยู่รอดเลยหรือ?”
เซวียเฟิงกล่าวอย่างเดือดดาล
ขวับ!
ทันใดนั้น ดวงตาของชายชุดสีเงินยิ่งวาวโรจน์เยี่ยงคมมีด จับจ้องไปยังเซวียเฟิง “อันใด ความตายพ่อเจ้าไม่ทำให้เจ้าสำเหนียกบ้างเลยหรือไร? หรือเคืองแค้นที่พ่อเจ้าตายมาถึงยามนี้?”
ว่าแล้ว เจ้าตัวตะโกนลั่น “คุกเข่า! หาไม่ ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ!”
เซวียเฟิงกำมือแน่น ใบหน้าบูดบึ้ง ดวงตาแดงก่ำ
ตู้ม!
ชายในชุดสีเงินใช้มีดศึกขาวพิสุทธิ์เล่มหนึ่ง จิตสังหารคุกรุ่นดุเดือด
ทว่ายามเซวียเฟิงผู้เดือดดาลสุดขีดเห็นเช่นนี้ ร่างของเขาพลันสั่นสะท้าน คุกเข่าลงเสียงดังตุ้บต่อหน้าสายตาคนทุกผู้
เมื่อทุกผู้เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็อดรู้สึกเศร้าสร้อยมิได้
ลี่ฉางชิงลอบถอนใจ
เด็กคนนี้ แม้จะมีความกล้าอยู่บ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่น่าเผยความโกรธเป็นวาจาออกมาเลย
“ฮ่าๆๆ ขยะเอ๊ย! ไม่กล้าขัดขืนเลยสักนิด! ไร้ประโยชน์!”
ชายในอาภรณ์สีเงินเสสรวล วาจาเสียดหูเหนือใดเปรียบ
“อย่ามัวพิรี้พิไร เร่งลงมือเสีย!”
เสียงของจื้ออินดังออกมาจากเรือสมบัติกลางอากาศ
แม้จะเป็นวาจาสั้นๆ อันเลื่อนลอย ทว่าชายในชุดสีเงินก็แสนพรั่นพรึง รีบกล่าวอย่างประจบประแจง “น้อมรับบัญชาใต้เท้า!”
อึดใจต่อมา ชายในชุดสีเงินได้เงื้อมีดศึกในมือชี้ที่ลี่ฉางชิง “เจ้ามาช่วยข้าเก็บสมบัติ ภายในสองเค่อต้องส่งสมบัติทั้งหมดมา หาไม่……”
เขาแค่นยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม “ข้าก็ไม่ถือ หากต้องล้างหมู่บ้านเฉาซีเสียวันนี้!”
ลี่ฉางชิงลอบถอนใจ กำลังจะกล่าวบางอย่าง
ทว่าทันใดนั้น เสียงเอี๊ยดอ๊าดของรถเข็นบดไปตามพื้นก็ดังขึ้นจากไกลๆ
มันดังสนั่นเป็นพิเศษในบรรยากาศอันกดดันนี้
ตะวันคล้อยต่ำ แสงอัสดงเยี่ยงเปลวเพลิง และเห็นได้จากไกลๆ ว่ามีสาวน้อยในอาภรณ์หนังสัตว์ผู้หนึ่งกำลังเข็นรถเข็นไม้มาทางนี้
บนรถเข็นไม้ มีชายหนุ่มอีกคนซึ่งก็สวมอาภรณ์หนังสัตว์นั่งอยู่
ชายหนุ่มนั่งเงียบๆ อยู่บนนั้น ใบหน้าซีดเซียว เรือนผมยาวปรกเอว
พวกเขาคือซูอี้และหลิงเอ๋อร์
ก่อนหน้านี้ ซูอี้เป็นเพียงผู้พิการอัมพาต อยู่ในการดูแลของหลิงเอ๋อร์ทุกวัน ทั้งหน้าที่ล้างหน้าล้างตัวก็ล้วนจัดการโดยหลิงเอ๋อร์
กระทั่งอาภรณ์หนังสัตว์บนร่างของเขา หลิงเอ๋อร์ก็เย็บมันขึ้นมาเอง
เมื่อเห็นหลิงเอ๋อร์และซูอี้มาจากไกลๆ
ทันใดนั้น ลี่ฉางชิงก็เผยสีหน้ากังวล หัวใจร้อนรน ไม่ใช่ว่าเขาให้ยายหนูนี่หนีไปกับเซียวเจี่ยนแล้วหรือ ไฉนจึงกลับมาอีก!
นี่ไม่ใช่พาตนเองมาติดร่างแหหรือ?
“ไฉนขยะในรถเข็นนั่นจึงมาปะปนด้วยได้?”
บนเรือสมบัติ จื้ออินและคนอื่นๆ ต่างผงะไป แต่ละคนดูประหลาดพิกล
“แม่สาวนั่นใช้ได้เลย เปี่ยมชีวิตชีวา มากด้วยจิตวิญญาณ!”
จื้ออินลูบคาง จับจ้องหลิงเอ๋อร์และกล่าวบัญชา “หลัวซาน พาแม่สาวนั่นมานี่ จำไว้ว่าอย่าทำร้ายนาง!”
ชายในชุดสีเงินข้างสนามเต๋าฝึกฝนฉีกยิ้ม “ขอใต้เท้าโปรดรอสักครู่!”
สีหน้าของลี่ฉางชิงพลันแปรเปลี่ยน “ใต้เท้า เราส่งสมบัติทั้งหมดให้ก็ได้ ขอวอนใต้เท้าอย่า……”
“หุบปาก!!”
ชายชุดสีเงินตวาดลั่น “หากกล้าพูดมากกว่านี้แม้เพียงคำ ตาย!!”
ว่าแล้ว เขาเร่งสาวเท้าเดินไปหาหลิงเอ๋อร์และซูอี้ผู้กำลังเดินมาจากไกลๆ
“ยายหนู นับว่าเจ้ามีวาสนาเป็นที่ชมชอบของใต้เท้าจื้ออินแห่งสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ของเรา เจ้าจะได้อยู่ข้างกายใต้เท้าจื้ออินในภายหน้า รับใช้ท่านให้ดี แล้วเจ้าจะมีอนาคตอันสว่างไสว!”
ชายชุดสีเงินเสสรวล
หลิงเอ๋อร์กระวนกระวาย
ชายชุดสีเงินผู้นั้นเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสานพันธะลึกล้ำ เทียบชั้นได้กับการฝึกฝนของผู้อาวุโสลี่ฉางชิง!!
ซูอี้บนรถเข็นกล่าวอย่างใจเย็น “ใช้ยันต์ลับอัสนีประหารฆ่าเขาเสีย”
“พอแล้ว! ยังจะบังคับคนจนตายอีกหรือ!?”
แทบจะพร้อมกันนั้น ลี่ฉางชิงก็ทะยานเข้ามา ดวงตาแดงก่ำ เดือดดาลยิ่ง
สีหน้าของชายในชุดสีเงินบิดเบี้ยว ตวัดมีดเข้าใส่ลี่ฉางชิง
รัศมีมีดดุจหิมะนั้นเจิดจรัสพริบพรายเยี่ยงน้ำตกจากสวรรค์
ทว่าอึดใจต่อมา รัศมีมีดนี้กลับถูกอสนีบาตอันเจิดจรัสทิ่มแทงยิ่งกว่ากลบไปสิ้น
เปรี้ยง!!
ทุกผู้สัมผัสได้เพียงสายฟ้าแล่นปลาบตรงหน้า พุ่งเข้าใส่ร่างของชายในชุดสีเงิน
สิ้นลักษณ์ดับวิญญาณ!
เหลือเพียงมีดศึกขาวพิสุทธิ์ร่วงลงพื้นดังเคร้ง
เหล่าผู้ชมตกตะลึง
ชาวบ้านทั้งหลายล้วนตะลึงงัน
ลี่ฉางชิงเองก็ผงะไปชั่วขณะ จากนั้นสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยน ลอบร้องในใจว่าแย่แล้ว!
“ผู้ใดกล้าฆ่าคนของข้า รนหาที่ตาย!”
จริงดังนั้น ยอดฝีมือจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์บนเรือสมบัติทั้งหลายต่างตื่นตัว ลุกจากที่มามองหลิงเอ๋อร์และซูอี้ด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
ก่อนหน้านี้ พวกเขาสังเกตเห็นแล้วว่าหลิงเอ๋อร์เป็นผู้ใช้ยันต์ลับแผ่นหนึ่งสังหารชายในชุดสีเงินหลัวซาน
อันที่จริง พวกเขาไม่ได้สนใจชีวิตของหลัวซานหรอก
ข้าทาสเผ่ามนุษย์เช่นนี้ พวกเขามีเยอะแยะ
สิ่งที่พวกเขาห่วงคือหน้าตาตนเองต่างหาก!!
ตีสุนัขยังต้องดูเจ้าของ อย่าว่าแต่หลัวซานเป็นสุนัขรับใช้พวกเขาเลย?
จิตสังหารอันร้ายกาจได้ปกคลุมทั่วทุกแห่งหนในขณะนี้
หลิงเอ๋อร์ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
สาวน้อยแค่ทำตามคำสั่งโดยสัญชาตญาณ และเมื่อนางสังหารคนลงจริงๆ สาวน้อยพลันตระหนักว่าปัญหานี้ร้ายแรงยิ่ง!
เพราะนี่เทียบได้กับการล่วงเกินสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์อย่างสมบูรณ์! และชาวบ้านหมู่บ้านเฉาซีทั้งหมดต้องแบกรับภาระนี้!!
ซูอี้กล่าวเบาๆ “หลิงเอ๋อร์ เจ้าล่าสมบัติบนเขามาหลายปี มีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน ไฉนต้องกังวลยามเผชิญกับลิ่วล้อชั่วร้ายพวกนี้ด้วย?”
โดยไม่รีรอให้อีกฝ่ายเอ่ยวาจาใด ซูอี้ก็กล่าวแทรกขึ้นว่า “อย่ากลัวไป จากนี้ ข้าจะสอนเจ้าว่ายามฆ่าศัตรู ความกล้านั้น…ขัดเกลาจากการฆ่า และมีเพียงการทลายความกลัวในใจเท่านั้น เจ้าจึงจะแปรเปลี่ยนเป็นผู้แข็งแกร่งได้โดยแท้จริง”
บนเรือสมบัติ จื้ออินและยอดฝีมือจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ต่างรู้สึกขบขัน
ขยะพิการบนรถเข็นกล้าเรียกพวกเขาเป็นลิ่วล้อชั่วร้าย?
ทั้งยังคิดจะสอนยายหนูน้อยนั่นฆ่าคนอีก?
ไม่รู้จักสะกดคำว่าตายโดยแท้!!
“ทุกท่านรอเดี๋ยว ข้าจะไปจับแม่หนูนั่น และจะให้เจ้าคนบนรถเข็นนั่นสอนเราหน่อยว่าฆ่าศัตรูเช่นไร”
ชายชุดดำผู้หนึ่งกล่าวล้อเลียน “ข้าล่ะอยากเห็นจริงๆ ว่าผู้ใดบ้างจะกล้าขัดขืน!”
ว่าแล้ว เขาพลันกระโจนออกจากเรือสมบัติ
“ใช้ยันต์ลับถล่มอัคคี”
ซูอี้กล่าวอย่างเยือกเย็น
ร่างของหลิงเอ๋อร์แข็งทื่อ เมื่อได้ยินวาจาของซูอี้ นางก็ทำลายยันต์ลับแผ่นหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว
ตู้ม!
เพลิงทิพย์ประหลาดสีดำสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากนภา ดุจน้ำตกจากทะเลเพลิง หลอมละลายได้ทั้งฟ้าดิน
ชายชุดดำเพิ่งพุ่งเข้ามา และก่อนจะทันมีเวลาหลบ เขาก็ถูกเพลิงทิพย์สีดำเหนือนภากวาดตัวไป
เพียงชั่วพริบตา แม้กระทั่งเถ้าธุลียังไม่เหลือ!
เสียงกรีดร้องก่อนตายทำให้ทุกผู้ที่นี่ขนลุกขนพอง
บนเรือสมบัติ จื้ออินและยอดฝีมือจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ทั้งหลายต่างเดือดดาล
ตีพวกเขาให้ตายก็หาคาดคิดไม่ว่า คนเผ่ามนุษย์ต่ำต้อยสองคนจากหมู่บ้านเฉาซีจะกล้าลงมือกับพวกเขาจริงๆ!
นี่บ้ากันไปหมดแล้วหรือ?
“ศิษย์พี่ ยันต์ลับในมือแม่หนูนั้นประหลาดนัก!”
มีผู้กระซิบเตือนจื้ออิน “ข้าว่า เราดูสถานการณ์กันก่อนเถิด”
คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นชอบ
ชายชุดดำผู้นั้นเป็นศิษย์พี่น้องร่วมสำนัก เป็นราชันแห่งภูมิผู้สูงส่งในขอบเขตอสงไขยแท้เที่ยง ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็ถูกเผามอดไหม้เป็นจุณ ใครเล่าจะไม่ตกใจ?
ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจอดทนดูสถานการณ์กันก่อน
ทว่าซูอี้ไม่ให้โอกาสนั้น
ก็แค่ลิ่วล้อเผ่าปีศาจ ไม่จำเป็นต้องมากความ จะฆ่าก็ฆ่าได้เลย!
“หลิงเอ๋อร์ ใช้ยันต์ดาบสะบั้นจิตถล่มใส่เรือสมบัตินั่นเสีย” ซูอี้ออกบัญชาอย่างเยือกเย็น
“ได้!”
หลิงเอ๋อร์ยกมือขึ้น
แควก!
ยันต์ลับแผ่นหนึ่งระเบิดออก
ตามด้วยปราณดาบสายหนึ่งทะยานผ่านนภาเยี่ยงแสงสัญจรเหนือเก้าชั้นสรวง
ท้องนภาสั่นสะท้าน สุญตาแหลกสลาย
เรือสมบัติลำนั้นพลันแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ละล่องเป็นเถ้าอันตรธาน
ขณะที่จื้ออินและคนจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์คนอื่นๆ บนเรือสมบัติล้วนถูกกวาดล้างสิ้นจนไม่เหลือซาก
ไร้ผู้ใดหลงรอด!
เหล่าผู้ชมต่างเงียบสงัด
สมองทุกผู้พลันว่างเปล่า
นั่นมันยอดฝีมือจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์นะ!!
ถูกฆ่าไปได้ง่ายๆ เช่นนั้นหรือ?
ลี่ฉางชิงเองก็ผงะไป
ดวงตาของหลิงเอ๋อร์นิ่งค้าง ไม่คาดคิดเลยว่ายันต์ลับที่พี่ใหญ่เซียวสอนนางให้สร้างขึ้นกับมือเมื่อไม่กี่วันก่อน จะน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้!!
ขณะที่ซูอี้กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า “ดูสิ ฆ่าศัตรูง่ายนิดเดียว ขอเพียงเจ้าทิ้งความกลัวในใจ ผู้ที่เจ้าเคยกลัวก็เป็นแค่ไก่บ้านสุนัขเมือง จะฆ่าจะแกงก็ง่ายเพียงดีดนิ้ว”
ภายใต้ตะวันอัสดง ทั่วทั้งกายซูอี้อาบแสงตะวัน ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวเผยเค้าปริศนาอันแยบยล
“ทว่า นี่เป็นเพียงโหมโรงอันเล็กจ้อยเท่านั้น ไม่เพียงพอล้างแค้นให้ผู้นำหมู่บ้านได้”
“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะไปที่สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์กับเจ้า”
ซูอี้กระซิบ “หากเจ้าคิดจะฆ่า ก็จงเข่นฆ่าด้วยความหาญกล้าไร้พ่าย อาละวาดสังหารให้สาแก่ใจ!”