บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2157 หยางซวงเอ๋อร์
บทที่ 2157 หยางซวงเอ๋อร์
ก่อนหน้านี้ ยอดฝีมือจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ยังคงสังสรรค์เฮฮา สุขสำราญสบายใจ
ทว่าเพียงชั่วพริบตา สรรพสิ่งล้วนมลายสิ้น
ผู้คนในหมู่บ้านเฉาซีเคยเห็นภาพเช่นนี้จากที่ใดด้วยหรือ?
พวกเขาต่างตกตะลึงทำตัวไม่ถูก
เซวียเฟิงผู้คุกเข่าอยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาจับจ้องมองไปไกล
ตะวันอัสดงเรื่อเรืองสีเลือด ดูสลัวมัวจากพลบค่ำ
ชายหนุ่มในอาภรณ์หนังสัตว์นั่งอาบแสงอาทิตย์อย่างเงียบเชียบบนรถเข็นไม้ ดูลึกลับยิ่งนัก
หลิงเอ๋อร์ข้างกายเขาขมวดคิ้ว ใบหน้างามเปี่ยมชีวิตชีวาปกคลุมด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อาจปกปิด
นางคงไม่คาดคิดว่า อำนาจของยันต์ดาบสะบั้นจิตจะน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้
เปรียบเทียบกันแล้ว ลี่ฉางชิงดูใจเย็นกว่า เขามองซูอี้ด้วยแววตาซับซ้อน
เขารู้ว่าวิชาสังหารของหลิงเอ๋อร์เป็นฝีมือของคนแปลกหน้าผู้ลึกลับคนนี้!
“หากยังมีเวลา อยากให้มาคุยกันทีหลังนะ”
ซูอี้กล่าว
ลี่ฉางชิงนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้า
เขาตระหนักแล้วว่าถึงคราวเผชิญหน้าเพื่อชี้ชัดอย่างแท้จริง!
……
ยามรัตติกาลคืบคลาน
จันทราเพลิงมารม่วงยังคงลอยเด่นเหนือค่ำคืนเช่นกาลก่อน
ณ บ้านของหลิงเอ๋อร์
“ขออภัยที่หาญกล้า แต่ขอบังอาจถามว่าไฉนท่านจึงรู้เรื่องวิชาวิญญาณดาราน้อยกัน?”
ลี่ฉางชิงค้อมศีรษะ
ก่อนหน้านี้ เขาได้เก็บกวาดซากศพ รวบรวมสมบัติทั้งหมดที่เหล่ายอดฝีมือจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เหลือทิ้งไว้ สะสางร่องรอยแห่งการต่อสู้ แล้วบอกเหล่าชาวบ้านไม่ให้แพร่งพรายสิ่งที่เกิดในวันนี้
แล้วเจ้าตัวก็มาพบซูอี้ทันที
ซูอี้บนรถเข็นกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “เคล็ดวิชานี้มาจากสหายเก่าของข้า เขาแซ่อี้”
หัวใจของลี่ฉางชิงชะงักงัน ก่อนท้ายที่สุดจะกล่าวอย่างตระหนักรู้โดยฉับพลัน “มิน่าเล่า มิน่าเล่า……”
“แล้วเจ้าเล่า มีสัมพันธ์เช่นไรกับตระกูลอี้?”
ซูอี้ถาม
ลี่ฉางชิงกล่าวเสียงลุ่มลึก “เรียนท่านตามตรง บรรพชนของตาเฒ่าผู้นี้เป็นผู้อารักษ์วิถีซึ่งรับใช้ตระกูลอี้มาหลายชั่วอายุขอรับ!”
ผู้อารักษ์วิถีเป็นตัวตนเทียบได้กับองครักษ์ พ่อบ้าน และบริวารรับใช้
หาพบได้ตามตระกูลใหญ่ทั่วไป
ซูอี้ถามอีกครั้ง “แล้วหลิงเอ๋อร์เล่า”
ลี่ฉางชิงกล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อน “ในเมื่อท่านรู้ถึงวิชาวิญญาณดาราน้อย ไฉนเลยจะไม่เห็นที่มาของหลิงเอ๋อร์?”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “ว่าแล้วเชียว”
ในที่สุดเขาก็กล้าเชื่อว่าหลิงเอ๋อร์คือทายาทของอดีตชาติเขา อี้เต้าเสวียน!
ซูอี้กล่าว “ข้ามายังโลกชางหลานหนนี้เป็นครั้งแรก เพื่อหาที่อยู่ของลูกหลานตระกูลอี้ แต่หาทราบสถานการณ์ของตระกูลอี้ไม่ หวังว่าท่านจะชี้แจงโดยไร้ลังเล”
ลี่ฉางชิงครุ่นคิดสักครู่และกล่าวถาม “ขออภัยที่บังอาจถาม ท่านมีเจตนาเช่นไรหรือ?”
ซูอี้กล่าวโดยไม่คิด “ข้าได้รับฝากฝังมาให้ปกป้องทายาทตระกูลอี้!”
นี่คือความปรารถนาอันยาวนานของอี้เต้าเสวียน!
ซูอี้ย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจได้
ลี่ฉางชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเล่า
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
เมื่อลี่ฉางชิงย้อนความ ในที่สุดซูอี้ก็ได้รับรู้เรื่องเกี่ยวกับตระกูลอี้
เมื่อนานมาแล้ว ตระกูลอี้ได้ตั้งรกรากในบริเวณใกล้เคียงภูเขาอีกามารนี้
ยามนั้น ภูเขาอีกามารเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพตอันลือนาม ไม่แตกต่างจากสุขาวดีในโลกหล้า
ตระกูลอี้เชื่อฟังคำสั่งสอนบรรพชน และใช้ชีวิตที่นี่อย่างสมถะ
ทว่าเมื่อกาลคล้อยผ่าน โลกหล้าแปรเปลี่ยนเคลื่อนครรลอง ผันผวนพลิกผันตามเวลา
กฎบัญญัติของโลกชางหลานแปรเปลี่ยนไปอย่างมหันต์ และปราณมหาวิถีในฟ้าดินก็ยิ่งไม่เหมาะสมต่อการฝึกฝนของผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์
แดนสุขาวดีภูเขาอีกามารเองก็ได้รับผลกระทบร้ายแรงเนื่องจากปราณจิตวิญญาณเหือดหาย
จากนั้นมา ตระกูลอี้ก็ถดถอยลงจากรุ่นสู่รุ่น และหลายตัวตนซึ่งมีโอกาสข้ามหายนะเลื่อนขอบเขตได้แม้เพียงน้อยนิด ก็มักเป็นบ้าหรือหายตัวไป
ไม่เพียงตระกูลอี้ แต่ผู้ฝึกตนทั้งมวลทั่วโลกชางหลานในข้างกายเขาล้วนเผชิญปัญหาเดียวกันนี้
เมื่อกาลผ่าน การฝึกฝนของเผ่ามนุษย์ซึ่งรั้งท้ายกว่าผู้ใดในโลกชางหลานก็เสื่อมถอย
หลังจากนั้น ขุมกำลังต่างๆ ได้ล่มสลายหายไปตามธารนทีสายยาวแห่งประวัติศาสตร์
และตระกูลอี้ก็เหี่ยวเฉาแห้งเหือดต่อไปเช่นกัน
ขณะนั้น ภูเขาอีกามารไม่เพียงกลายเป็นสถานที่โหดเหี้ยมอันมีสัตว์ปีศาจออกอาละวาด กระทั่งสถานที่พำนักของตระกูลอี้ยังเหลือเพียงเศษซากเนื่องจากไร้ปราณวิญญาณ
ด้วยความสิ้นหวัง ทายาทตระกูลอี้มากมายจึงถูกบีบให้ต้องย้ายที่พำนัก
ทว่าโลกชางหลานนี้เป็นโลกแห่งมารปีศาจ ความอยู่รอดของตระกูลอี้ถูกท้าทายอย่างร้ายแรง
ขุมกำลังมารปีศาจบางแห่งหมายตาสมบัติบรรพชนและมรดกตระกูลอี้ จึงเข้ามาล้อมปล้นพวกเขา
หายนะนี้ก็ทำให้ตระกูลอี้แทบสิ้นสาแหรกตระกูล!
จนปัจจุบัน ที่ตีนเขาอีกามารเหลือทายาทตระกูลอี้เพียงหนึ่ง แม้กระทั่งบุพการีของหลิงเอ๋อร์ยังเพิ่งตายไปเมื่อสองสามปีก่อน!
เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดนี้ ซูอี้พลันถอนหายใจออกมา
ตลอดกาลนานมา ตระกูลอี้ไม่เพียงต้องประสบภัยธรรมชาติ ทว่ายังต้องหลั่งเลือดเสียเนื้อจากหายนะจากฝีมือผู้อื่น นำไปสู่การล่มสลายสิ้นสาแหรก
“ขุมกำลังมารปีศาจที่รุมปล้นตระกูลอี้ บัดนี้ยังอยู่หรือไม่?”
เขาเอ่ยถาม
“กาลผ่านไปมากแล้ว ขุมกำลังซึ่งยังคงอยู่จนยามนี้ ท้ายที่สุดก็น้อยยิ่งนัก”
ลี่ฉางชิงกล่าว “ทว่ามีขุมกำลังมารปีศาจแห่งหนึ่งซึ่งเคยบุกตระกูลอี้และยังอยู่จนยามนี้ ยังคงแสนรุ่งเรืองเฟื่องอำนาจ เป็นหนึ่งในขุมกำลังหลักแห่งโลกชางหลานมาเนิ่นนาน!”
“ขุมกำลังใด?”
“ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง!”
ดวงตาของลี่ฉางชิงบังเกิดความครั่นคร้ามอย่างลึกล้ำ “ทั่วทั้งโลกชางหลานมีขุมกำลังมารปีศาจนับไม่ถ้วน แต่มีเพียงสามแห่งซึ่งถือว่าเป็นขุมกำลังใหญ่ และหนึ่งในนั้นก็คือภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง!”
“กล่าวกันว่ากลุ่มเต๋านี้ไม่เพียงมีเซียนปีศาจนับหมื่น ยังมีเทพปีศาจมากมายพิทักษ์สังกัดอยู่ด้วย!”
“เทพหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของซูอี้พลันเรืองประกาย
ในเมื่อมีทวยเทพอยู่ ย่อมหมายความว่ามีทรัพยากรในการฝึกฝนที่เหมาะสมกับยอดฝีมือวิถีเทพอยู่ในโลกชางหลานนี้!
“ยามบาดแผลของข้าดีขึ้นกว่านี้ ข้าจะไปเยือนสักหน่อย”
ซูอี้พึมพำเบาๆ
ลี่ฉางชิงกลับผงะ และรีบกล่าวขึ้นว่า “สหายเต๋าโปรดระวังตัวด้วย! นั่นภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงเชียวนะ!!”
ซูอี้แย้มยิ้ม วาจาเช่นนี้ ยิ่งเขาอธิบาย ยิ่งรังแต่ทำให้ลี่ฉางชิงอยู่ไม่สุข ชายหนุ่มจึงไม่คิดกล่าวอันใด
เขาเปลี่ยนประเด็นไปพูดเรื่องอื่นทันที
ไม่นานนัก เขาก็ได้เรียนรู้สิ่งอื่นเพิ่มมา
ประการแรก ตระกูลอี้แหลกสลายไปเพราะถูกล้อมโจมตีจากขุมกำลังมารปีศาจทั้งหลาย
บุพการีของหลิงเอ๋อร์ใช้แซ่หยาง ใช้ชีวิตปลีกวิเวกในหมู่บ้านเฉาซี
ดังนั้นนามเต็มของหลิงเอ๋อร์จึงเป็นหยางหลิงเอ๋อร์
ประการที่สอง กระทั่งลี่ฉางชิงยังไม่รู้ว่าที่มาของปราณดาบสีเลือดซึ่งปรากฏเป็นครั้งคราวในภูเขาอีกามารเป็นเช่นไร
เรื่องนี้ก็ยังนับว่าธรรมดา
ในชั่วกาลอันยาวนาน ตระกูลอี้เสียหายอย่างหนักหน่วงหลายต่อหลายครั้งจนแทบสิ้นตระกูลจากโลกหล้า
ในรุ่นของลี่ฉางชิง การเอาตัวรอดนั้นไม่ง่าย และความเข้าใจในตระกูลอี้ของเขาก็มีเพียงการปะติดปะต่อเอาจากข่าวลือซึ่งส่งต่อแบบปากต่อปาก
หลิงเอ๋อร์เองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางเป็นทายาทตระกูลอี้……
ประการที่สาม จากวาจาของลี่ฉางชิง หลิงเอ๋อร์ยังมีพี่สาวอีกคนนามว่าหยางซวงเอ๋อร์!
ทว่ายามหยางซวงเอ๋อร์อายุสามปี นางถูกเซียนปีศาจผู้หนึ่งซึ่งผ่านทางมาจับตัวไป!
เซียนปีศาจผู้นั้น เดิมทีมายังภูเขาอีกามารเพื่อเสาะแสวงโชค และเมื่อผ่านมายังหมู่บ้านเฉาซี เขาก็ให้บิดาของหลิงเอ๋อร์เป็นผู้นำทาง
ทว่ายามกลับมายังหมู่บ้านในภายหลัง เซียนปีศาจผู้นั้นเห็นหยางซวงเอ๋อร์ซึ่งอายุเพียงสามปี และชื่นชมที่นางมีความสามารถโดดเด่น เป็นเมล็ดพันธุ์ฝึกฝนอันหาได้ยาก จึงเสนอจะรับหยางซวงเอ๋อร์เป็นศิษย์และพาไปฝึกฝน
บุพการีของหยางซวงเอ๋อร์ย่อมไม่กล้าขัดวาจา จึงทำได้เพียงตกลง
แต่นั้นมา หยางซวงเอ๋อร์ก็จากหมู่บ้านเฉาซีไป และไร้ข่าวคราวใดอีก
เมื่อทราบเช่นนี้ ซูอี้จึงถามว่า “เช่นนั้น เจ้ารู้นามและสังกัดของเซียนปีศาจผู้นั้นหรือไม่?”
ลี่ฉางชิงส่ายหน้ากล่าว “กาลก่อน เซียนปีศาจผู้นั้นเรียกตนเองว่า ‘ราชันปีศาจชางหนิง’ ทว่าที่มาไม่กระจ่างชัด เมื่อไม่กี่ปีก่อนข้าไปถามไถ่เรื่องนี้ในเมืองเตาอัคคีเช่นกัน แต่ไม่พบสิ่งใด”
ซูอี้ขมวดคิ้ว กล่าวว่า “เรื่องนี้ผ่านมากี่ปีแล้ว?”
“สิบหกปี”
ลี่ฉางชิงกล่าวโดยไม่หยุดคิด
“ยังดี ยังมิสายไป”
ดวงตาของซูอี้วูบไหว “ขอเพียงหยางซวงเอ๋อร์ยังมีชีวิต ข้าจะหานางให้พบ”
ลี่ฉางชิงใจชื้นขึ้น กล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น ย่อมประเสริฐล้ำ! นับแต่หลิงเอ๋อร์ยังเด็ก นางรู้ว่าตนมีพี่สาว แต่ไม่เคยได้พบพาน มันจึงกลายเป็นหนึ่งในความเสียใจของนางมาเนิ่นนานแล้ว”
หลังสนทนากันชั่วครู่ ลี่ฉางชิงก็ขอตัวลา
สำหรับซูอี้ การสนทนาวันนี้ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก แต่ในที่สุดเขาก็พอรู้บางอย่าง
‘คำเตือนในกาลก่อนของเหอปั๋วนั้นไม่ผิด ไม่ว่าจะเป็นหลี่ฝูโหยวหรืออี้เต้าเสวียน โลกหล้าแดนเทพในความทรงจำของพวกเขาล้วนแปรเปลี่ยนไปแสนนานด้วยกาลเวลาอันแสนห่างไกล……’
ซูอี้กล่าวในใจ
กาลเวลามิคอยท่า แปรเปลี่ยนสรรพสิ่งไปมากนัก
หลี่ฝูโหยวเวียนวัฏไปหลายแสนปีก่อน
ขณะเดียวกัน อี้เต้าเสวียนยิ่งเวียนวัฏแสนนานกว่านั้น เขาน่าจะหวนคืนวัฏสงสารไปแล้วไม่ต่ำกว่าแปดแสนปี!
หลังกาลเวลายาวนานเช่นนี้ โลกเทพย่อมเกิดการแปรเปลี่ยนเกินครุ่นคำนึง
โชคดีที่แม้โลกหล้าจะแปรเปลี่ยนแสนนาน แต่ก็ยังมีบุคคลและสิ่งของที่ยังไม่ผันแปร!
“พี่ใหญ่เซียว”
หลิงเอ๋อร์เดินเข้ามาในห้อง
สาวน้อยดูเต็มไปด้วยความคิดเต็มหัว อ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนอยากจะกล่าวบางอย่าง
“เจ้ารู้สึกว่าจากคืนก่อนจนยามนี้ เจ้าได้ประสบเรื่องราวมากมายเสียจนยากจะปรับตัวนิดหน่อยหรือ?”
ซูอี้กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล
“อื้อ!” สาวน้อยพยักหน้า
เมื่อคืนวาน นางแบกร่างพาซูอี้ไปยังภูเขาอีกามาร ประสบพบเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมาย กระทั่งวิถีเต๋าของนางยังก้าวขึ้นสู่ขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำ
และวันนี้ นางได้สังหารยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ด้วยมือตนเอง
ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อความรู้คิดของหลิงเอ๋อร์อย่างมหาศาล
“นั่นคือการเปลี่ยนแปลง”
ดวงตาของซูอี้อ่อนโยน “คนเราเกิดมาต้องเติบโต และหากยามนี้ได้ประสบเผชิญ ภายหน้าก็ไม่ต้องกังวลอีก”
สาวน้อยผงะไป ก่อนจะอดกล่าวมิได้ว่า “พี่ใหญ่เซียว มีเรื่องหนึ่งที่ข้ามิเคยเข้าใจเลย เจ้า…ไฉนกันจึงดีต่อข้านัก?”