บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2158 ก่อพายุละเลงเลือดไปตลอดทาง
บทที่ 2158 ก่อพายุละเลงเลือดไปตลอดทาง
ซูอี้ถามย้อนพร้อมด้วยแย้มยิ้ม “แล้วเจ้าเล่า ไฉนจึงดูแลคนแปลกหน้าเช่นข้าเสมอ?”
หลิงเอ๋อร์นิ่งไป ก่อนจะกล่าวว่า “ข้า…”
“ไม่ต้องตอบหรอก”
ซูอี้กล่าวเบาๆ “ยามนี้ ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่าระหว่างเจ้ากับข้ามีความสัมพันธ์พิเศษ และเมื่อถึงกาลในภายหน้า เจ้าจะรู้เอง”
“ความสัมพันธ์พิเศษ?”
หลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว ไม่อาจเข้าใจได้
ซูอี้กล่าว “เอาล่ะ รีบพักผ่อนเสียเถิด พรุ่งนี้เช้า เราจะไปยังสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์แห่งเมืองเตาอัคคีกัน”
สีหน้าของหลิงเอ๋อร์แปรเปลี่ยนเล็กน้อย “พี่ใหญ่เซียว เจ้าจะไปจริงๆ หรือ?”
“หากเราไม่ไป พวกเขาจะมาล้างแค้นและลากทุกคนในหมู่บ้านเฉาซีมาเดือดร้อนด้วย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราควรบุกไปหาอีกฝ่ายเลยดีกว่า”
ซูอี้กล่าวเรียบๆ
หลิงเอ๋อร์จึงกล่าวขึ้นทันควัน “เข้าใจแล้ว”
“ถึงยามนั้น ข้าก็จะไปหาข่าวด้วยเลย”
ชายหนุ่มแย้มยิ้ม
ก่อนหน้านี้ ยามสนทนากับลี่ฉางชิง เขาจึงได้ทราบแล้วว่าเมืองเตาอัคคีเป็นเมืองใหญ่อยู่ใกล้ภูเขาอีกามารที่สุด
แม้เมืองเตาอัคคีจะอยู่ในบริเวณชายแดนของโลกชางหลาน ทว่าก็เป็นที่พำนักของขุมกำลังมารปีศาจมากมาย
นอกจากนั้นยังมีหอวาณิชมากมายในเมือง
ในหมู่พวกมัน สถานที่ซึ่งมีสถานะสูงสุดคือ ‘หอรวมสวรรค์’ ซึ่งขอเพียงจ่ายไหว ก็จะสามารถพบข่าวสารพัดจากที่นี่ได้
……
ฟ้าเพิ่งจะสาง
เมืองเตาอัคคีก็พลุกพล่านด้วยผู้คน
เมืองแห่งนี้ใหญ่ยิ่งนัก ถนนหนทางทอดยาวทุกแห่งหนเยี่ยงใยแมงมุม กินพื้นที่ใหญ่โตเยี่ยงนครใหญ่ยักษ์ในโลกหล้า
บนถนนตรอกต่างๆ สามารถเห็นยอดฝีมือจากวิถีมารและวิถีอสูรอยู่มากมาย
นอกจากนั้นยังมีผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์อยู่ด้วย แต่พวกเขาล้วนเป็นบริวาร ข้าทาส สาวใช้ และคนงาน
สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีนามว่า ‘ยอดเขาบุหลันเดียวดาย’ แห่งเมืองเตาอัคคี
ควรค่ากล่าวถึงว่าสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เป็นสำนักสูงส่งอันดับหนึ่งแห่งเมืองเตาอัคคี!
ภายในเมืองนั้นเปี่ยมชีวิตชีวา พลุกพล่านด้วยผู้คน
ยามหลิงเอ๋อร์เข็นซูอี้บนรถเข็นเข้ามาในเมือง นางก็อดกระวนกระวายเล็กน้อยไม่ได้
สาวน้อยใช้ชีวิตในป่าเขาห่างไกลมาเนิ่นนาน และตราบจนยามนี้ นางเคยมายังเมืองเตาอัคคีกับผู้อาวุโสลี่ฉางชิงเพียงหนเดียวเท่านั้น
ความพลุกพล่านอึกทึกในเมือง ทำให้นางรู้สึกลุกลี้ลุกลน ไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
รู้สึกราวตนเองอยู่ผิดที่ผิดทางเมื่อเทียบกับสรรพสิ่งในเมืองนี้เหลือเกิน
นอกจากนั้น ระหว่างทาง ยอดฝีมือจากเผ่ามารและปีศาจยังปรากฏให้เห็นทั่วไปหมด ทำให้นางในฐานะคนจากเผ่ามนุษย์สัมผัสแรงกดดันปะทะหน้าได้
นับแต่เด็กจนโต ผู้อาวุโสในหมู่บ้านบอกนางเสมอว่าในโลกชางหลาน เผ่ามนุษย์เป็นเผ่าอันต่ำต้อยที่สุด ถูกปกครองกดขี่โดยมารปีศาจ
ในฐานะสมาชิกผู้หนึ่งของเผ่ามนุษย์ หากคิดรักษาตัวรอด ก็ต้องยอมฝืนทนโทสะ กระทำตามคำสั่งไป
สิ่งนี้ยังปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวต่อเผ่ามารปีศาจในใจหลิงเอ๋อร์ไว้แต่ยังน้อย
ซูอี้สัมผัสความกระวนกระวายใจของสาวน้อยได้ และไม่ได้กล่าวอันใด
เรื่องบางสิ่งต้องให้สาวน้อยไปเผชิญด้วยตนเอง
อย่างศึกที่กำลังจะเกิดในวันนี้ สาวน้อยก็ต้องคลี่คลายด้วยตนเอง
ไม่นานนัก หลิงเอ๋อร์พลันชะงักเท้า
เพราะไม่ห่างไปนัก นางเห็นผู้คนมากมายกำลังซื้อขายทาสกันอยู่บนถนน
ผู้อยู่ในกรงขังอันเรียงรายหนาแน่นแทบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์! ยิ่งกว่านั้น แต่ละกรงยังระบุนาม การฝึกฝนและราคาของทาสแต่ละผู้ไว้
ไม่ต่างจากลังบรรจุสินค้า
ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ซึ่งสถานะเหลือเพียงทาสดูนิ่งงันสิ้นวิญญาณ ปล่อยให้ยอดฝีมือมารปีศาจซึ่งผ่านไปผ่านมาเหล่านั้นเลือกเฟ้นชี้สั่ง
เมื่อเห็นภาพนี้จากไกลๆ หลิงเอ๋อร์พลันชะงักนิ่ง รู้สึกไม่สบายใจ
“หือ ยายหนูนี่ดูสดใสเปี่ยมชีวิตดี! หายาก! หายากจริงๆ!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งได้กล่าวขึ้น
บนถนนตรงหน้า ชายร่างกำยำผู้หนึ่งมองมายังหลิงเอ๋อร์อย่างละโมบ
เขาเป็นยอดฝีมือเผ่าปีศาจผู้หนึ่ง!
ข้างกายยังมีทาสเผ่ามนุษย์ติดตามมาสองคน
หลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว สีหน้าของนางปรากฏความขยะแขยง เข็นรถเข็นพาซูอี้จากไป
นับแต่เข้ามาในเมืองเตาอัคคี นางก็สังเกตเห็นแล้วว่ายามยอดฝีมือมารปีศาจมากมายพบนาง สายตาของพวกเขาล้วนน่าสะอิดสะเอียนไร้ยางอายมาตลอดทาง
“ช้าก่อน! ใครให้เจ้าไป?”
ชายร่างกำยำแสยะยิ้ม ร่างเคลื่อนเข้าไปขวางทางไว้
ทาสเผ่ามนุษย์ทั้งสองมองหน้ากันแล้วแย้มยิ้ม รู้ดีว่านายตนจับตามองเหยื่อคนใหม่แล้ว!
“พี่ใหญ่เซียว……”
หลิงเอ๋อร์หันไปมองซูอี้โดยไม่รู้ตัว
“หากเขากล้าขวางทาง ฆ่าเสีย” ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะก่อเรื่องใหญ่โตเพียงไร ข้าจะช่วยเจ้าแบกรับมัน”
“โอ้โห เจ้าสวะพิการนี่ปากคอเราะรายนัก! หาญกล้าไม่เกรงกลัวต่อนายข้า วอนตายแท้!”
ข้างกายชายร่างกำยำ ทาสผู้หนึ่งยิ้มเหี้ยม ออกหมัดชกเข้าใส่ซูอี้
ฉึก!
หอกกระดูกเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นแทงคอของทาสผู้นั้น โลหิตอุ่นร้อนพุ่งเป็นสาย
ยามหลิงเอ๋อร์สะบัดข้อมือ ร่างของทาสผู้นั้นก็ร่วงลงกับพื้น
บนถนนใกล้เคียงพลันบังเกิดเสียงเอ็ดอึง
ดวงตามากมายหันมองมา
“แม่สาวเผ่ามนุษย์นั่นกล้าฆ่าคนบนถนนเมืองเตาอัคคีด้วยหรือ!?”
หลายบุคคลผงะตะลึง
ไม่ได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาเนิ่นนานแล้ว
“กล้าฆ่าสุนัขรับใช้ข้า ยายหนูนี่จัดจ้านใช้ได้!”
แต่ดวงตาของชายร่างกำยำกลับเรืองโรจน์ เขากล่าวว่า “วันนี้ ข้าจะจัดการนางให้จงได้!”
ทาสอีกผู้ข้างกายเขารีบร้อนตะโกนว่า “นายท่านระวัง! แม่หนูนั่นโหดร้ายเกินไป หากทำร้ายท่านเข้า……”
“ฮ่าๆๆ!”
ชายร่างกำยำเชิดหน้าหัวเราะลั่น “ที่นี่คือเมืองเตาอัคคี แต่ไหนแต่ไรมา เผ่ามนุษย์ผู้ใดกล้ากำแหงที่นี่บ้าง?”
เขาสาวเท้าเดินไปหาหลิงเอ๋อร์ “ข้าล่ะอยากเห็นนักว่านางจะกล้าฆ่าข้าหรือไม่!”
ฉึก!
หอกกระดูกในมือหลิงเอ๋อร์วูบไหวในพริบตา ปักลึกเข้าสู่สมองของชายร่างกำยำ
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
ไร้วจีใดเอ่ยออก
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนมารหรือปีศาจ หรือเผ่าพันธุ์อื่นใด พวกเขาล้วนตกตะลึง!
ตีให้ตาย พวกเขาก็ไม่คาดคิดเลยว่าสาวน้อยเผ่ามนุษย์จะหาญกล้าจนฆ่ายอดฝีมือเผ่าปีศาจผู้หนึ่งกลางถนน!!
“เจ้าจบเห่แล้ว จบเห่แน่! ตามกฎของเมืองเตาอัคคี ผู้ใดกล้าฆ่ายอดฝีมือมารปีศาจในเมืองนี้ จะถูกประหาร!”
ทาสมนุษย์กรีดเสียง
เขาเองก็หวาดกลัวจนตัวสั่น
ฉึก!
หลิงเอ๋อร์ยกมือขึ้นสังหารทาสมนุษย์ผู้นั้นลงเช่นกัน
คมกริบเฉียบขาด
ใบหน้าจิ้มลิ้มของสาวน้อยในขณะนี้เย็นชากว่ายามใด
ด้วยเหตุผลบางประการ หัวใจของนางไม่ประหวั่นพรั่นพรึง อีกต่อไป กลับแผดเผาเยี่ยงเปลวเพลิง และหากไม่อาจระบาย ก็รังแต่จะเผาตนเอง!
“เช่นนี้สิจึงถูก เราไปหอรวมสวรรค์กันก่อน”
ซูอี้กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ได้”
หลิงเอ๋อร์เข็นรถเข็นไม้เดินต่อโดยไม่สนใจผู้ใด
สามศพบนพื้นยังคงหลั่งโลหิตเจิ่งนอง และยอดฝีมือบนถนนใกล้เคียงก็ยังตกตะลึงไม่หาย
แม้กระทั่งผู้ฝึกตนมนุษย์ซึ่งเหลือสถานะเพียงทาส ถูกขังในกรงของตนยังอดหันมองหลิงเอ๋อร์ผู้เดินจากไปไกลอย่างไม่วางตา
เป็นเผ่ามนุษย์เหมือนกันแท้ๆ แต่สาวน้อยผู้นั้น… ไฉนจึงหาญกล้าเพียงนี้!?
“หยุดนะ!”
ไม่นานนัก ยอดฝีมือเผ่าปีศาจบางคนปรากฏขึ้นตรงหน้า ปิดล้อมพวกเขาไว้อย่างมาดร้าย
ดวงตาของซูอี้เรียบเฉย หาสนใจพวกเขาไม่
ส่วนหลิงเอ๋อร์ไม่ได้กล่าววาจาใด นางตวัดหอกกระดูกเข่นฆ่า
ครู่ต่อมา
บนพื้นก็เพิ่มศพขึ้นมาอีกเจ็ดแปดร่าง โลหิตเข้มข้นอุ่นร้อนอาบพื้นเป็นสีแดงฉาน สะดุดตาเหนือใด
และอาภรณ์หนังสัตว์บนร่างของหลิงเอ๋อร์ก็เปรอะเปื้อนโลหิตยิ่งขึ้น ทว่าล้วนแต่เป็นเลือดของศัตรูทั้งสิ้น
เมื่อผู้คนบนถนนเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ พวกเขาต่างตะลึงงัน กระทั่งเกิดเสียงอื้ออึงขึ้นมา
ยอดฝีมือมารปีศาจมากมายซึ่งเดิมมองหลิงเอ๋อร์อย่างหยิ่งผยองเริ่มลนลานกระวนกระวายกันแล้ว
ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์มากมายผงะนิ่ง ดวงตาเปี่ยมความสับสนงุนงงราวไม่อาจเชื่อ
เมื่อเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ ในใจของหลิงเอ๋อร์ก็แสนสาแก่ใจนัก
มันเหมือนกับ…ได้ปลดเปลื้องพันธนาการบางอย่างในหัวใจ!
“ฆ่าโจรบนเขานั้นง่าย แต่ฆ่าโจรในใจนั้นยาก หลิงเอ๋อร์ ยามนี้เจ้ากระทำการใช้ได้เลย”
ซูอี้กล่าวชม
หลิงเอ๋อร์เม้มปากกล่าวเสียงเบา “พี่ใหญ่เซียว ข้าพอจะเข้าใจวาจาของเจ้าบ้างแล้ว ยามสิ้นความกลัว ศัตรูเหล่านั้นก็ไม่ต่างจากสัตว์ปีศาจบนภูเขาเลย”
ขณะสนทนา ทั้งสองก็เดินทางต่อ
ชายหนุ่มนั่งนิ่งๆ บนรถเข็น
หลิงเอ๋อร์เข็นรถอยู่เบื้องหลังเขา
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีเดินตามถนนในเมืองเตาอัคคี และระหว่างทาง ยอดฝีมือเผ่ามารปีศาจจะปรากฏขึ้นพยายามจับตัวหลิงเอ๋อร์ตามๆ กัน
แต่พวกเขาล้วนถูกนางสังหารอย่างไร้ข้อยกเว้น!
สิ่งนี้ก่อเสียงลือลั่นปั่นป่วนทั่วทั้งเมืองเกินคณานับ
“เผ่ามนุษย์เหลือขอกำแหงหาญอยู่หนใด เบื่อชีวิตกันแล้วหรือ!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งคำรามเลื่อนลั่นไปทั่ว
ผู้ฝึกตนปีศาจระดับราชันแห่งภูมิผู้หนึ่งปรากฏขึ้น ดึงดูดสายตาได้มากมาย
ในเมืองเตาอัคคี เซียนปีศาจเป็นตัวตนสูงส่งกว่าใคร เป็นมังกรทิพย์ผู้ไม่อาจพบเห็นได้ง่าย
รองลงมาคือยอดฝีมือบนวิถีจุติสรวง แต่ละผู้ล้วนเป็นผู้มีอำนาจในเมืองนี้
รองลงมาอีกก็คือราชันแห่งภูมิ!
ในเมืองยักษ์ใหญ่อย่างเมืองเตาอัคคี เขากล่าวได้แล้วว่าเป็นมหาอำนาจกำลังหลัก
ยามนี้ ผู้ฝึกตนปีศาจระดับราชันแห่งภูมิได้ปรากฏกายขึ้น จึงคาดเดาได้ว่าการกระทำของซูอี้และหลิงเอ๋อร์เป็นที่สนใจของคนใหญ่คนโตบางผู้ในเมืองแล้ว
ตู้ม!
เสียงยังไม่ทันสิ้น ราชันแห่งภูมิผู้นั้นก็ออกโจมตีกลางอากาศ
ทว่าหลิงเอ๋อร์ไม่ได้หันมอง นางเพียงฟาดยันต์ลับแผ่นหนึ่งออกไป
อสนีบาตสีเงินสายหนึ่งแลบปลาบผ่านนภา
เปรี้ยง!!
ราชันแห่งภูมิผู้นั้นยังมาถึงไม่ทันไร ร่างของเขาก็แหลกสลายดับดิ้นคาที่อย่างน่าเวทนา
ทุกผู้ล้วนผงะ
ผู้ฝึกตนปีศาจระดับราชันแห่งภูมิถูกฆ่าตายไปเช่นนั้น!?
ขณะที่หลิงเอ๋อร์เข็นรถเข็นพาซูอี้เดินต่อแล้ว
ระหว่างทาง ไร้ผู้ฝึกตนปีศาจมารคนใดกล้ามาขัดขวาง
แต่ทุกผู้ล้วนสังหรณ์ว่าหนึ่งมรสุมกำลังก่อตัว และชายหญิงผู้ละเลงเลือดไปตลอดทางในเมืองเตาอัคคีจะต้องชดใช้เป็นแน่!
“พี่ใหญ่เซียว ถึงหอรวมสวรรค์แล้ว”
ไม่นานนัก หลิงเอ๋อร์มาหยุดอยู่ตรงหน้าหอโบราณแห่งหนึ่งซึ่งมีความสูงหนึ่งพันฉื่อ
“รีบไปเสีย! หอรวมสวรรค์ของเราไม่ใช่ที่ที่พวกเจ้าควรมา!!”
ทางด้านหน้าประตูหอรวมสวรรค์ บริกรผู้หนึ่งซึ่งประจำอยู่ตวาดเสียงแข็ง
บริกรผู้นี้เห็นการกระทำของหลิงเอ๋อร์และซูอี้ในเมืองแล้ว แต่เขาหาหวาดกลัวไม่ ใช้วาจาอย่างไม่เกรงใจ
“นี่คือแนวทางการทำธุรกิจของหอรวมสวรรค์หรือ?”
ซูอี้กระซิบ “พอแล้ว พวกเราไปเถิด”
หลิงเอ๋อร์กำลังจะเข็นรถพาซูอี้จากไป ทว่าเสียงเสสรวลคิกคักกลับดังขึ้น
“ในเมืองเตาอัคคีนี้ ไร้ธุรกิจใดที่หอรวมสวรรค์ของเราทำไม่ได้ ข้าแค่มิทราบว่าพวกท่านซึ่งฆ่าฟันคนมาตลอดทางมีธุรกิจใดจะทำกับเราหรือ?”
พร้อมกันนั้น สายลมหอมกรุ่นโชยพัด หญิงงามร่างสง่าอวบอัด กิริยาทรงเสน่ห์ผู้หนึ่งเดินออกมาจากประตูหอรวมสวรรค์
“ขอกล่าวไม่รับแขกไว้ก่อน หากคิดจะมาหลบภัยในหอรวมสวรรค์ของเรา เช่นนั้นเราไม่รับไว้หรอกนะ”
หญิงงามแย้มยิ้ม และขณะสนทนา คู่เนตรเจิดจรัสของนางได้กวาดมองหลิงเอ๋อร์ลงมาถึงซูอี้