บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2159 หนึ่งดาบล้างแดน
บทที่ 2159 หนึ่งดาบล้างแดน
หญิงงามแย้มยิ้มพริ้งพราย คู่เนตรกระจ่างใส รูปลักษณ์เย้ายวนอย่างยิ่ง
นางคือผู้จัดการหอรวมสวรรค์ในเมืองเตาอัคคี ฮูหยินเฉิงปี้!
ทว่าอย่าได้ดูแคลนนางผู้เป็นเพียงตัวตนวิถีจุติสรวง ยังไม่ได้บรรลุเซียน
สถานะของหอรวมสวรรค์สูงส่งยิ่งนัก มีอำนาจกระจายอยู่ทั่วทั้งโลกชางหลาน การที่นางเป็นผู้จัดการหอรวมสวรรค์ในเมืองเตาอัคคีได้ สถานะของฮูหยินเฉิงปี้ย่อมไม่ธรรมดา
“ข้ามาซื้อข่าว”
ซูอี้กล่าว “หลิงเอ๋อร์ จ่ายส่วนหนึ่งไปก่อน”
หลิงเอ๋อร์นำหีบสำริดใบหนึ่งส่งให้ฮูหยินเฉิงปี้อย่างว่าง่าย
ฮูหยินเฉิงปี้เปิดออกดู และคู่เนตรงดงามของนางพลันแปรเปลี่ยนแตกต่าง
ในหีบสำริดนั่นคือโอสถเซียนต้นหนึ่ง!!
ในสถานที่ห่างไกลอย่างเมืองเตาอัคคี โอสถสมบัติวิถีเซียนนั้นล้ำค่าและหายากนัก
“ข้าไม่ทราบว่าหอรวมสวรรค์จะมีข่าวที่ข้าต้องการหรือไม่”
ซูอี้กล่าวอย่างสุขุม
ผู้จัดการหญิงแย้มยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ในเมืองเตาอัคคี หากเป็นเรื่องรู้รอบ ไร้ผู้ใดเทียบหอรวมสวรรค์ของข้าได้! เชิญท่านเข้ามา!”
ว่าแล้ว นางก็ผายมือเชื้อเชิญ
หลิงเอ๋อร์อดผงะไปมิได้ ลอบกล่าวในใจว่านี่หรือคือคำกล่าวที่ว่า เงินตราแทนวาจาได้สารพัด?
แต่เมื่อคิดว่าต้องใช้โอสถเซียนชิ้นหนึ่งแค่เพื่อมาซื้อข่าว หลิงเอ๋อร์ก็รู้สึกร้อนรน
ชั้นบนสุดของหอรวมสวรรค์
ข้างราวระเบียง
ซูอี้นั่งเงียบอยู่บนรถเข็น
จากที่นี่ สามารถมองเห็นยอดเขาบุหลันเดียวดายได้จากไกลๆ
นั่นคือถิ่นพำนักของสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์!
หลังจากส่งซูอี้มาที่นี่ หลิงเอ๋อร์ก็รีบออกไปตามคำสั่งอีกฝ่าย
นางต้องการทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ตามลำพัง!
เป็นการกระทำที่บ้าบิ่นนัก
เพราะถึงอย่างไร สาวน้อยเพิ่งก้าวขึ้นสู่วิถีลึกล้ำ มีการฝึกฝนเพียงขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำเท่านั้น
ทว่าสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งในเมืองเตาอัคคี มีผู้ฝึกตนปีศาจมากมายสังกัดอยู่ นอกจากนั้นยังมีเซียนปีศาจอยู่มากมาย!!
หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำอื่น มันคงไม่ต่างจากพาตนไปตาย
ทว่าซูอี้หากังวลไม่
“นี่คือ ‘สุราเหมยเขียว’ อันเป็นเอกลักษณ์ของหอรวมสวรรค์เรา รสชาติพิเศษยิ่ง เชิญลิ้มลอง”
ฮูหยินเฉิงปี้เดินมาพร้อมถาดหยกวางเหยือกสุรา จอกสุราและกับแกล้มเม็ดแตงบนจานหยก
นางค้อมตัวลงวางถาดหยกบนโต๊ะไม้เล็กข้างกายซูอี้ จากนั้นก็ยกเหยือกสุราขึ้นรินให้ชายหนุ่มจอกหนึ่ง
ซูอี้มองไปไกล และกล่าวว่า “ไม่ต้องลองเชิงกันหรอก ว่ากันตามตรง ข้าในยามนี้หาแตกต่างจากผู้พิการไร้ค่าไม่ อย่าว่าแต่ยกจอกสุรา แค่กระดิกนิ้วยังทำไม่ได้”
ฮูหยินเฉิงปี้ผงะไป
ครู่ต่อมา นางก็กล่าวว่า “ขออภัย ข้าไม่ทราบว่าท่านได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้”
ซูอี้กล่าว “มิต้องกล่าวมากพิธี ต่อจากนี้ เจ้าตอบเรื่องที่ข้าถามตามตรงก็พอ”
ดวงตาของฮูหยิบเฉิงปี้วูบไหว ก่อนจะกล่าวว่า “หากเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่เป็นความลับ ราคาของโอสถเซียนชิ้นเดียวนั่น…”
ซูอี้กล่าวขัด “อย่าห่วงเลย ขอเพียงคำตอบเป็นที่พอใจของข้า แค่โอสถเซียนเล็กน้อย ข้ารับปากจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”
หญิงสาวปรีดายิ่ง นางกล่าวว่า “เชิญท่านถามมาเถิด ข้าจะตอบทุกสิ่งที่รู้!”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และเอ่ยคำถามแรกออกมา
……
ไม่อาจทราบว่าเหนือนภาปรากฏเมฆหนาหนักเยี่ยงตะกั่วบดบังแสงสว่างจากฟากฟ้าตั้งแต่ยามใด ทั่วทิศครึ้มมืด ประหนึ่งพิรุณจะโหมกระหน่ำหนักหนาได้ทุกเมื่อ
เมื่อหลิงเอ๋อร์เดินออกจากหอรวมสวรรค์ ก็พบว่ามีผู้คนมากมายมารวมตัวกันในบริเวณนั้นแล้ว
“ออกมาแล้ว!”
“เมื่อครู่ นางฆ่ายอดฝีมือเผ่าปีศาจในเมืองไปมากมาย!”
“แล้วเจ้าคนบนรถเข็นนั่นเล่า?”
“หาทราบไม่ แต่แม่หนูนี่ยังกล้าออกมา ไม่กลัวตายหรือไร?”
……เสียงซุบซิบมากมายดังเซ็งแซ่
หลิงเอ๋อร์เม้มปากแล้วเมินเฉย เดินมุ่งหน้าไปไกล
เมื่อนางขยับ ผู้คนมากมายต่างตามนางไป พวกเขาส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกตนมารปีศาจ
แต่ผู้ฝึกตนมนุษย์เองก็มีไม่ได้ขาด พวกเขาส่วนใหญ่เป็นข้าทาสรับใช้มารปีศาจ
หลิงเอ๋อร์หาสนใจไม่
สาวน้อยมองขึ้นไปบนฟ้า เป็นกังวลต่อความปลอดภัยของซูอี้เล็กน้อย
เพราะมีเพียงนางที่รู้ว่าพี่ใหญ่เซียวอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรงเพียงไร แค่นิ้วสักนิ้วยังยกมิได้ หากคนในหอรวมสวรรค์คิดร้าย… ผลลัพธ์ที่เกิดจะร้ายแรง!
‘ต้องลงมือล้างสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์โดยเร็วที่สุด!!’
สาวน้อยกล่าวในใจ
นางเร่งฝีเท้าขึ้น
ระหว่างเดินทางมายังเมืองเตาอัคคี ซูอี้บอกนางเรื่องจัดการกับสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์แล้ว
แม้จะยังประหม่าในใจ นางก็หากลัวไม่
เพียงสองเค่อต่อมา
หลิงเอ๋อร์มาถึงหน้าสถานพำนักของสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ ณ ยอดเขาบุหลันเดียวดาย
“หยุดนะ! เจ้าเผ่ามนุษย์ชั้นต่ำมาที่นี่เพื่อการใด?”
ยามเฝ้าประตูสำนักเป็นศิษย์สำนักนอกกลุ่มหนึ่งจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตนปีศาจ
เมื่อเห็นสาวน้อยเผ่ามนุษย์อย่างหลิงเอ๋อร์มุ่งหน้ามาหา พวกเขาต่างผงะไป และตำหนิอย่างไร้ความเกรงใจทันที
ที่นี่เป็นที่ใด จะปล่อยให้เผ่ามนุษย์เหลือขอเดินไปมาตามอำเภอใจได้หรือ?
เมฆาหนาแน่น ฟ้าดินมืดสลัว
หลิงเอ๋อร์คำนวณเวลาในใจ จากนั้นจึงดึงหอกกระดูกที่สะพายไว้ออกมาอย่างไม่ลังเล
จากนั้นนางเงยหน้ามองจุดสูงสุดแห่งยอดเขาบุหลันเดียวดาย และกล่าวขึ้นเสียงเย็น
“นามข้าคือหลิงเอ๋อร์ และวันนี้ ข้าจะถล่มที่นี่เสีย!”
แต่ละวาจาฉะฉานฟังชัด
ผู้ฝึกตนปีศาจทั้งหลายที่หน้าประตูสำนักล้วนเบิกตากว้าง แม่หนูนี่เกรงว่าคงบ้าไปแล้วกระมัง?
ตู้ม!
ก่อนพวกเขาจะทันตั้งตัว หลิงเอ๋อร์ก็จู่โจมแล้ว!
หอกกระดูกรวดเร็วเยี่ยงสายฟ้า สะบั้นผ่านท้องนภา
เมฆาหนาแน่นเหนือสรวงในยามนี้พลันฟาดหนึ่งอัสนี สะท้านทั่วจตุรทิศ
ห่าฝนซึ่งก่อตัวมานานสาดเทลงมาพร้อมเสียงสายฟ้านั้น
ม่านพิรุณโปรยปราย เสียงกรีดร้องแผดดังทั่ว
ทันทีที่วรุณโลหิตสาดซัด สายฝนก็ชะมันไปเสียสิ้น
ศิษย์สำนักสายนอกสิบกว่าคนจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เหล่านั้นเป็นเพียงผู้ฝึกตนวิถีวิญญาณ จะไปสู้หลิงเอ๋อร์ได้เช่นไร?
เพียงชั่วพริบตา พวกเขาก็ตกตาย
ไกลออกไป ผู้คนมากมายซึ่งตามหลิงเอ๋อร์มาจนถึงที่นี่ต่างผงะไป
สาวน้อยผู้นี้คิดจะล้างสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์รึ!?
เปรี้ยง!
อัสนีลั่นดัง ม่านวรุณควบแน่นรุนแรงขึ้นทุกขณะ สายฟ้าแลบแปลบปลาบเยี่ยงอสรพิษสีเงินร่ายระบำบ้าคลั่งท่ามกลางเมฆาทมิฬ
ทั่วทั้งสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ตื่นตะลึง
ภายในโถงกว้างแห่งหนึ่ง ณ ยอดเขาบุหลันเดียวดาย
“ไปตรวจดู! ไม่ว่าผู้ใดที่กล้าฆ่าศิษย์สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เราในภูเขาอีกามาร พวกมันต้องชดใช้!!”
เซียนปีศาจผู้หนึ่งกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด
เขาเพิ่งได้รับข่าวว่าศิษย์สำนักซึ่งถูกส่งไปเสาะหาสมบัติบนภูเขาอีกามารล้วนตกตาย ณ ตีนเขาอีกามาร
สิ่งนี้ทำให้สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เดือดดาลนัก
ทว่าทันใดนั้น เสียงหนึ่งได้กล่าวขึ้นอย่างร้อนรนจากทางด้านนอกห้องโถงหลัก
“เรียนท่านบรรพชน จู่ๆ เผ่ามนุษย์ชั้นต่ำผู้หนึ่งก็บุกมานอกประตูสำนักเรา! และยังฆ่าศิษย์สำนักนอกของเราไปหลายคนแล้วขอรับ!”
เหล่าผู้มีอำนาจในโถงล้วนผงะนิ่ง
เผ่ามนุษย์ชั้นต่ำกล้าดีถึงเพียงนี้ตั้งแต่ยามใดกัน?
“อีกฝ่ายมีที่มาเช่นไร การฝึกฝนอยู่ขอบเขตใด?”
มีผู้อดถามมิได้
บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งนอกโถงหลักรีบกล่าวว่า “ไม่ทราบขอรับ ข้าทราบเพียงว่าเป็นสตรีในขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำผู้หนึ่ง”
ขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำ!?
ผู้ทรงอำนาจทั้งหลายล้วนรู้สึกว่ามันน่าขัน กระทั่งบ้าบอยิ่งนัก
เซียนปีศาจผู้หนึ่งตบโต๊ะขณะกล่าวอย่างเดือดดาลว่า “เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ใหญ่โตกับผีสิ ยังต้องให้เรามาหาทางแก้อีกหรือ? เจ้าพวกไร้ประโยชน์!”
ผู้ทรงอำนาจคนอื่นเองก็เดือดดาล
มนุษย์ชั้นต่ำในขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำเป็นเพียงเศษสวะ จะฆ่าจะแกงยังต้องให้ถ่ายทอดคำสั่งอีกหรือ?
ทว่าทันใดนั้น ปราณดาบสีเลือดสายหนึ่งได้ปรากฏพร้อมกับเสียงกึกก้องสะท้านแดน
มันได้ฉีกกระชากสรวงลงสู่แดนดินราวแสงแห่งมหาวิปโยค
ทั่วทั้งยอดเขาบุหลันเดียวดายถูกย้อมด้วยแสงสีเลือดเจิดจรัส
อำนาจดาบอันเกินพรรณนาแผ่ออกเยี่ยงพายุ
เหล่าผู้ทรงอำนาจในห้องโถงล้วนตะลึงงัน หันไปมองด้านนอกโถง
และพบว่า……
ปราณดาบสีเลือดสายหนึ่งซึ่งทะยานลงมาจากนภาฉีกกระชากเวหา ฟันเข้ามาทางยอดเขาบุหลันเดียวดาย
ปราณดาบนั้นยิ่งใหญ่เยี่ยงธารดาราสีโลหิตจากเก้าชั้นสรวง บดขยี้เมฆา ถล่มท้องนภา ฟาดฟันเปี่ยมโทสะ
ทันใดนั้น ทุกผู้ล้วนครั่นคร้ามพรั่นพรึง
……
ข้างระเบียงชั้นบนสุดของหอรวมสวรรค์
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ข้าอยากถามเกี่ยวกับหนึ่งบุคคลซึ่งมีนามว่า ‘ราชันปีศาจชางหนิง’ เสียหน่อย”
ซูอี้กล่าว
ฮูหยินเฉิงปี้ให้ความร่วมมือดียิ่ง ตอบคำถามของเขามากมาย ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจสถานการณ์ภาพรวมของโลกชางหลานในปัจจุบันแล้ว
อัสนีสนั่นลั่น สายฝนกระหน่ำสาด
ฟ้าดินราวถูกปกคลุมด้วยผืนม่านทึบ หยาดพิรุณโปรยเยี่ยงมังกรตัวยาว
จากระเบียงนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าสายฝนกระหน่ำหนานี้ยิ่งใหญ่น่าดูชมเพียงไร
“ราชันปีศาจชางหนิง?”
คู่เนตรงามของฮูหยินเฉิงปี้หดตัวเล็กน้อยราวประหลาดใจนิดหน่อย
ขณะที่นางกำลังจะกล่าวบางสิ่ง
ทันใดนั้นเอง……
ในฟ้าดินแสนไกลห่างท่ามกลางม่านวรุณคลั่ง ปราณดาบสีเลือดเด่นสะดุดตาสายหนึ่งพลันทะยานขึ้น!
ปราณดาบนั้นเรืองฤทธิ์น่าสะพรึงกลัว สะบั้นเมฆาขยี้ท้องนภาเป็นทาง แม้จะห่างกันแสนไกล ฮูหยินเฉิงปี้ก็ยังชะงักงัน สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน
“เป็นปราณดาบที่น่าสะพรึงกลัวอันใดเช่นนี้!!”
ฮูหยินเฉิงปี้อุทาน “เทพเซียนจากหนใดแผลงฤทธา นี่จะลงมือจัดการสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์หรือ?”
นางมองเห็นทันทีว่าแหล่งที่มาของปราณดาบสีเลือดนั้นอยู่ที่ยอดเขาบุหลันเดียวดาย ที่ตั้งของสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์!!
ซูอี้ดูแสนสงบสุขุม
เขาย่อมรู้ว่าผู้ลงมือคือหลิงเอ๋อร์!
ทั่วทั้งเมืองเตาอัคคีในขณะนี้ต่างตะลึงพรึงเพริด ไม่อาจทราบได้ว่ามียอดฝีมือมากมายเพียงไรสั่นสะท้าน
เพราะปราณดาบสายนี้น่าสะพรึงกลัวเกินไป
เปรี้ยง!
และเมื่อปราณดาบนั้นพุ่งทะยานลงมา
ยอดเขาบุหลันเดียวดายซึ่งสูงหมื่นจั้งก็ถูกผ่ากลางเยี่ยงเต้าหู้
ค่ายกลวิถีเซียนซึ่งปกคลุมยอดเขาอยู่ รวมถึงอาคารโบราณสารพัดล้วนถูกทำลายโดยปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวนี้
ยอดฝีมือซึ่งกระจายกันอยู่ทั่วภูเขาของสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเซียนปีศาจหรือศิษย์ทั่วไปล้วนปวกเปียกเยี่ยงต้นหญ้าเมื่ออยู่ต่อหน้าปราณดาบสีเลือดอันชวนขวัญผวา จิตวิญญาณแหลกสลายไปในชั่วพริบตา
ภูเขาซึ่งถูกถล่มเปรี้ยงในทันใด ฝุ่นควันฟุ้งกระจายสู่เวหา
โลกหล้าถูกผ่าเป็นร่องลึกอันเกินหยั่ง ทอดยาวไปแสนไกล
ขณะนี้ ทั่วทั้งเมืองเตาอัคคีสั่นคลอนอย่างรุนแรง เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นนับไม่ถ้วน
ทั้งเสียงกรีดร้องอย่างขวัญเสีย เสียงคำรามอย่างลนลาน และเสียงตะโกนโหยไห้ดังตามๆ กัน
ทั่วทั้งเมืองกำลังปั่นป่วน!
บนท้องนภาบังเกิดรอยแยกมโหฬารเป็นแนวตรงบนเมฆาทมิฬอันหนาทึบ
แสงสว่างจากนภาลอดลงมาสาดส่องทั่วทศทิศ
และห่าฝนนั้นก็ยังกระหน่ำแรง
เช่นนั้น เหนือเมืองเตาอัคคีจึงได้บังเกิดเหตุกึ่งพิรุณโหมหนัก กึ่งทิวาสาดส่อง
หลิงเอ๋อร์ยืนอยู่ที่เดิมตามลำพัง
สาวน้อยถือหอกกระดูกในมือหนึ่ง อีกมือถือบัญญัติรวมลี้ลับ ใบหน้าแววตาของนางดูเหม่อลอยเล็กน้อย
เพียงหนึ่งดาบเท่านั้น สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ก็สูญสิ้น?