บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2160 ข่าวจากราชันปีศาจชางหนิง
บทที่ 2160 ข่าวจากราชันปีศาจชางหนิง
เมฆสลายหาย พิรุณสร่างซา ท้องนภาสว่างไสว
ระเบียงชั้นบนสุด ณ หอรวมสวรรค์
ฮูหยินเฉิงปี้ทอดมองไปไกลอย่างเหม่อลอย คู่ปทุมถันขาวผ่องอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง แทบทะลักออกมาจากอาภรณ์
เป็นการยากที่นางจะสงบใจ
เพราะว่า……
ยอดเขาบุหลันเดียวดายหายไปแล้ว!
หนึ่งดาบขยี้มันเหลือเพียงซาก บังเกิดร่องมโหฬารขึ้นบนพื้น
ซึ่งยังหมายความว่า สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ ขุมกำลังอันดับหนึ่งของเมืองเตาอัคคีพินาศแล้ว!!
และทั้งหมดนี้ยังเกิดขึ้นในดาบเดียว
เมื่อในใจของนางย้อนคิดถึงปราณดาบสีเลือดซึ่งทะยานสู่เวหาเมื่อครู่ ฮูหยินเฉิงปี้พลันตัวสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
ทั่วทั้งเมืองเตาอัคคีสั่นสะท้าน
ทุกขุมกำลังล้วนส่งคนไปสืบข่าวอย่างสุดสามารถ ตามตรอกทั่วถนนเต็มไปด้วยร่างบุคคลเหาะเหิน
หนึ่งวาฬตกตาย สรรพชีวิตอยู่รอด
เมื่อหนึ่งยักษ์ใหญ่ล้มโค่น ซากของมันก็จะเหลือเพียงอาหารเลิศรสบนจาน ถูกขุมกำลังอื่นๆ ตัดแบ่ง!
ซูอี้นั่งเงียบบนรถเข็นเช่นกาลก่อน
เขาคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน
หากดาบนี้ไม่อาจทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์สิ จึงค่อยกล่าวได้ว่าผิดปกติ
“ตื่นก่อน”
เมื่อเห็นว่าฮูหยินเฉิงปี้เงียบไปเนิ่นนาน ซูอี้ก็กล่าวเตือนสติอย่างปรารถนาดี
“เอ่อ…อา…”
ฮูหยินเฉิงปี้ฟื้นจากความตะลึงประหนึ่งตื่นจากฝัน
ทันใดนั้น นางก็ตระหนักว่าชายหนุ่มผู้กลายเป็นผู้พิการตรงหน้านางผู้นี้สุขุมมาแต่ต้นจนจบ
ราวกับการล่มสลายของสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ไม่ได้แปลกประหลาดเลยสักนิด
“ท่านรู้ที่มาของปราณดาบนั้นหรือไม่?”
ฮูหยินเฉิงปี้อดกล่าวมิได้
“ผู้ลงมือคือหลิงเอ๋อร์”
ซูอี้กล่าว “เรามายังเมืองเตาอัคคีก็เพื่อทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์”
ฮูหยินเฉิงปี้ “???”
สาวน้อยคนเมื่อครู่ถล่มสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ด้วยดาบเดียว?
แต่นางมีการฝึกฝนแค่ขอบเขตหยั่งเห็นลึกลับเท่านั้นนี่!
จะเป็นไปได้เช่นไร?
“หากเจ้าเคยไปภูเขาอีกามาร ก็คงรู้ได้ไม่ยากว่าปราณดาบสีเลือดเมื่อครู่ปรากฏขึ้นในภูเขาอีกามารเป็นครั้งคราว”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “หลิงเอ๋อร์ก็แค่ยืมอำนาจภายนอกนั้นมาใช้ ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยในอำนาจของมันเลย”
ดวงตาของฮูหยินเฉิงปี้ดูซับซ้อน หัวใจปั่นป่วน
นางมีความรู้และประสบการณ์มากมาย และในฐานะผู้จัดการหอรวมสวรรค์ในเมืองเตาอัคคี นางได้พบปะรับแขกผู้พิสดารมามากมาย
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบพานชายหญิงผู้มิอาจคาดหยั่งเช่นนี้
หนึ่งบุรุษบนรถเข็นผู้จะยกนิ้วยังทำไม่ได้
หนึ่งสตรีในชุดหนังสัตว์ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามาจากสถานที่ห่างไกล แต่เพียงดาบเดียวกลับทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ได้
ช่างอัศจรรย์เกินคาดหยั่งแท้!
สิ่งที่ทำให้นางตื่นตะลึงที่สุดคือ เป็นผู้อื่นเกรงว่าคงไม่กล้าแพร่งพรายข้อเท็จจริงนี้แน่
ทว่าชายหนุ่มตรงหน้านางกลับไม่คิดปิดบัง กล่าวมันออกมาตามตรงอย่างเฉยชา!!
ฮูหยินเฉิงปี้จะไม่ทราบถึงความนัยของเรื่องนี้ได้หรือ?
เขาจะต้องมั่นใจ ไร้ความกลัวในสรรพสิ่ง จึงรังเกียจจะอำพรางเรื่องเหล่านี้!
ชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครกัน?
ไฉนจึงมั่นใจเพียงนี้ทั้งๆ ที่กลายเป็นผู้พิการไปแล้ว?
“ถึงเวลาเจ้าตอบคำถามข้าแล้ว”
ซูอี้กล่าวเตือนด้วยเสียงแผ่วเบา
ฮูหยินเฉิงปี้สูดหายใจลึกๆ สะกดความตกตะลึงและงุนงงไว้ในใจ กล่าวขึ้นว่า “เรียนท่านตามตรง เรื่องเกี่ยวกับราชันปีศาจชางหนิงไม่ใช่ความลับ แต่หากคิดจะตรวจสอบ ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนตามราคานะ”
ซูอี้กล่าว “ค่าตอบแทนนั้นเรื่องเล็ก ว่ามาเถิด”
ฮูหยินเฉิงปี้กล่าวเท่าที่รู้ทันที
เดิมที ราชันปีศาจชางหนิงเป็นเซียนปีศาจไร้เทียมทานแห่งโลกชางหลาน มีการฝึกฝนเป็นราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์
ราวสิบปีก่อน จู่ๆ ราชันปีศาจชางหนิงก็หายตัวไปจากโลกหล้า
และในภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงเพิ่มมหาเซียนสตรีผู้มีสมญาวิถี ‘จื่อเจวี๋ย’ มาหนึ่งคน!
มหาเซียนจื่อเจวี๋ยนี้ก็คือราชันปีศาจชางหนิง
สิบปีก่อน นางเข้าร่วมภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงเพื่อฝึกฝน เป็นที่ชมชอบจากทวยเทพผู้หนึ่ง และกลายเป็นมหาเซียนในชั่วพริบตา!
กระทั่งสมญามหาเซียนจื่อเจวี๋ย เทพผู้นั้นก็เป็นผู้ตั้งให้
เมื่อรู้ความลับนี้ ซูอี้พลันผงะไป
มิน่าเล่า ลี่ฉางชิงจึงไม่อาจสืบข่าวเกี่ยวกับราชันปีศาจชางหนิงได้ ที่แท้อีกฝ่ายก็เปลี่ยนสำนักสังกัด กลายเป็นมหาเซียนของภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงไปแล้ว!
“ข้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง จดรายชื่อทวยเทพในขุมกำลังปีศาจนี้มาก็ได้”
ซูอี้กล่าวเบาๆ
จากการพูดคุยกับลี่ฉางชิง เขาทราบแล้วว่าเมื่อก่อน ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงมีส่วนร่วมในการปิดล้อมกำราบตระกูลอี้!
สรุปคือ ขุมกำลังอันดับหนึ่งแห่งโลกชางหลานนี้เป็นตัวการความล่มสลายของตระกูลอี้!
แต่เขาหาคาดคิดไม่ว่าราชันปีศาจชางหนิงผู้พาตัวหยางซวงเอ๋อร์ไปเมื่อสิบกว่าปี ก่อนจะเข้าร่วมกับภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้ชักเป็นห่วงสถานการณ์ของหยางซวงเอ๋อร์ขึ้นมานิดๆ
เพราะถึงอย่างไร แม้หยางซวงเอ๋อร์จะเปลี่ยนแซ่ ในกายนางก็ยังมีโลหิตตระกูลอี้ และหากถูกพบเข้า……
ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่อาจคาดคิดได้เลย!
“ท่านไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงมาก่อนหรือ?”
ฮูหยินเฉิงปี้กล่าวอย่างประหลาดใจ
ทั่วทั้งโลกชางหลาน ใครบ้างในหมู่ผู้ฝึกตนไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงมาก่อน?
ซูอี้กล่าว “อย่าถามไม่เข้าเรื่องสิ”
ฮูหยินเฉิงปี้เย็นยะเยือกในใจ และกล่าวอย่างขอโทษขอโพย “โทษข้าเถิดที่พูดมากเกินไป สหายเต๋าวางใจเถิด หากแค่เรียงรายชื่อ หอรวมสวรรค์ของเราจัดการให้ได้”
ระหว่างสนทนา หลิงเอ๋อร์ก็กลับมาถึง
“พี่ใหญ่เซียว”
หลิงเอ๋อร์เดินฉับๆ เข้ามา และเมื่อเห็นว่าซูอี้ยังไร้รอยขีดข่วน นางก็ลอบถอนใจโล่งอก
ดวงตาของฮูหยินเฉิงปี้แปลกพิกลเล็กน้อย หากไม่ได้เห็นด้วยตาตน ใครเล่าจะกล้าคาดคิดว่าสาวน้อยผู้นี้คือผู้ทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ในดาบเดียวเมื่อครู่นี้?
“ทำได้ไม่เลว”
ซูอี้กล่าว “แต่ถึงอย่างไร นี่ก็คือการพึ่งพาวัตถุภายนอก เจ้าไม่ควรภาคภูมิกับมันนะ”
หลิงเอ๋อร์พยักหน้าพลางกล่าวเสียงใส “พี่ใหญ่เซียวอย่าห่วงเลย ข้าทราบแก่ใจแล้ว”
ซูอี้ออกคำสั่ง “เจ้ามาสะสางบัญชี แล้วเรากลับบ้านกัน”
“ได้!”
หลิงเอ๋อร์รับปาก
ทันใดนั้น ฮูหยินเฉิงปี้ก็เปลี่ยนท่าที นางส่ายหน้าพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้อมูลที่ท่านถามไถ่ไม่ใช่ความลับ และมูลค่ามิได้สูงนัก ห่างไกลเกินกว่าราคาที่จ่ายไว้ก่อน”
ว่าแล้ว นางก็นำหีบสำริดออกมาส่งให้หลิงเอ๋อร์ “โอสถเซียนนี้ พวกเจ้านำกลับไปเถิด ถือเสียว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้า”
หลิงเอ๋อร์นิ่งไป หันหน้าไปมองซูอี้
“งั้นก็รับมันคืนมา”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยเมย
เขาเห็นได้ว่าฮูหยินเฉิงปี้คิดซื้อใจสร้างสัมพันธ์ แต่หาสนใจมากมายไม่
ยามนั้นเอง หลิงเอ๋อร์จึงเก็บหีบสำริดไปและกล่าวเสียงเจื้อยแจ้ว “ขอบคุณพี่สาวมาก”
ฮูหยินเฉิงปี้แย้มยิ้ม ตบบ่าหลิงเอ๋อร์เบาๆ และกล่าวทันใด “น้องหญิง หากมีโอกาสในภายหน้า อย่าลืมมาเล่นกับพี่สาวนะ ในเมืองเตาอัคคีนี้ไร้ผู้ใดกล้าล่วงเกินเจ้าแล้ว!”
เมื่อเผชิญหน้ากับฮูหยินเฉิงปี้ผู้กระตือรือร้น หลิงเอ๋อร์ก็รับมือไม่ถูกเล็กน้อย ทว่าก็ยังพยักหน้ารับ
โดยไม่โอ้เอ้ ซูอี้กับอาหลิงก็จากไปอย่างรวดเร็ว
โดยมีฮูหยินเฉิงปี้มาส่งด้วยตนเอง
จนเมื่อนางมาถึงหน้าประตูหอรวมสวรรค์ หญิงงามผู้มีเรือนร่างทรงเสน่ห์เย้ายวนก็อดกล่าวมิได้ “ท่านควรทราบว่าจากเรื่องที่เกิดวันนี้ คงเลี่ยงไม่ได้หากจะมีผู้ตามเบาะแสมายังหอรวมสวรรค์ของเรา และยามนั้น……”
โดยไม่รอให้นางพูดจบ ซูอี้ก็กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องกระอักกระอ่วนหรอก บอกไปตามจริงได้เลย”
ดวงตาของฮูหยินเฉิงปี้ดูซับซ้อน ก่อนจะพยักหน้ากล่าว “เมื่อท่านให้วาจามาเช่นนี้ ข้าก็โล่งใจแล้ว”
นางไม่ได้ห่วงว่าเรื่องในวันนี้จะพัวพันกับหอรวมสวรรค์
สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ถูกทำลายไปแล้ว แม้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์จะยังอยู่ แต่หอรวมสวรรค์ของพวกนางก็มีอำนาจกระจายอยู่ทั่วโลกชางหลาน หากลัวการโจมตีจากผู้ใดไม่!
สิ่งที่ทำให้ฮูหยินเฉิงปี้กังวลนั้นคือ หากเรื่องเกี่ยวกับซูอี้กับหลิงเอ๋อร์ถูกแพร่งพราย นางจะเร้าโทสะของซูอี้จนเกิดการล้างแค้นขึ้นหรือไม่!
นั่นคือสาเหตุที่นางถามเจาะจงเรื่องนี้ขึ้นมา
และคำตอบของอีกฝ่ายก็ทำให้นางโล่งใจโดยสมบูรณ์
จนกระทั่งเมื่อเห็นร่างของซูอี้และหลิงเอ๋อร์หายลับไปไกล ฮูหยินเฉิงปี้จึงละสายตา
เรื่องวันนี้ นางต้องครุ่นคิดให้ดี!
……
ระหว่างทางออกจากเมืองเตาอัคคี ไร้อุปสรรคพลิกผันอื่นใด
“พี่ใหญ่เซียว ข้าสับสนในใจยิ่งนัก ไฉนฮูหยินเฉิงปี้จึงปฏิบัติกับเจ้าอย่างแสนสุภาพให้เกียรติ นาง…นางก็เป็นผู้ฝึกตนปีศาจนะ”
ระหว่างทาง หลิงเอ๋อร์ถามขึ้นอย่างฉงน
ด้วยนางไม่อาจจับต้นชนปลาย
สถานะเผ่ามนุษย์ช่างต้อยต่ำ เป็นผู้ถูกปกครองกดขี่โดยมารปีศาจ
ทว่าตอนที่อยู่ในหอรวมสวรรค์ก่อนหน้านี้ ฮูหยินเฉิงปี้ผู้มีตำแหน่งสูงส่งกลับให้เกียรติคนทั้งสองยิ่งนัก ไม่กล้าหมางเมินแม้แต่น้อย ดูน่าเหลือเชื่อโดยแท้
“นางเป็นทั้งผู้ฝึกตนปีศาจและหญิงฉลาด”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ ว่า “หยั่งวจีพินิจสีหน้าคือสิ่งที่นางชำนาญล้ำ และเมื่อเห็นว่าเจ้ากับข้ายุ่งด้วยไม่ง่าย นางก็ไม่กล้ากระทำการผิดพลาด”
หลิงเอ๋อร์ดูจะเข้าใจแล้ว
“แม่หนูโง่ เราหยิบโอสถเซียนออกมาส่งให้ได้ง่ายๆ และไม่กลัวจะถูกคนจากหอรวมสวรรค์ทำร้าย ฮูหยินเฉิงปี้ไฉนเลยจะกล้าประเมินค่าเราต่ำได้?”
“นี่เรียกว่าชิงลงมือก่อนได้เปรียบ ทำให้ฮูหยินเฉิงปี้รู้ว่าเราไม่ธรรมดา ล่วงเกินได้ไม่ง่าย”
หากเป็นผู้อื่น ซูอี้คงคร้านเกินกว่าจะอธิบาย แต่ยามปฏิบัติต่อหลิงเอ๋อร์ เขาดูอดทนยิ่งกว่าปกติ
“ประการที่สอง กำลังของหอรวมสวรรค์อยู่ทั่วทั้งโลกชางหลาน ไม่มีทางเทียบกับขุมกำลังเล็กๆ ทัศนวิสัยสั้นกุดเหล่านั้นได้หรอก”
“และในฐานะผู้จัดการหอรวมสวรรค์แห่งเมืองเตาอัคคี ในสายตาของฮูหยินเฉิงปี้ แม้เราจะเป็นเผ่ามนุษย์ แต่ก็เป็นแขกที่นางไม่กล้าล่วงเกินได้ง่ายเช่นกัน”
ซูอี้กล่าวสัจธรรมกับหลิงเอ๋อร์อย่างละเอียด “ในกรณีนี้ หากเป็นเจ้า จะกล้าล่วงเกินแขกสองคนอันมีที่มาไม่กระจ่าง หยิบโอสถเซียนออกมาตามใจชอบส่งเดชหรือไม่?”
หลิงเอ๋อร์ส่ายหน้าโดยไม่แม้แต่จะคิด
“ถูกต้อง”
ซูอี้กล่าว “แต่ก็มีประเด็นที่สองอยู่ สิ่งที่ทำให้ฮูหยินเฉิงปี้เปลี่ยนทัศนคติจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ เป็นเพราะเจ้าทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ด้วยดาบเดียว”
“หากไร้สิ่งนี้ ฮูหยินเฉิงปี้จะสงสัยเคลือบแคลงว่าเราแค่คุยโวหรือไม่”
“ทว่ายามนี้ นางหรือจะกล้าสงสัย?”
“นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่นางไม่เพียงไม่กล้าคิดค่าตอบแทนจากเรา ยังคืนสินแรกจ่ายให้เราด้วย”
ว่าแล้ว ซูอี้ก็รำพึง “สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนมีไว้ให้เรียนรู้ ส่วนความรู้สึกอันซับซ้อนแห่งมนุษย์คือบทความ เจ้าไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาครุ่นคิดเรียนรู้ ก็สามารถเข้าใจได้ในอกเอง”
หลิงเอ๋อร์มาจากชนบทอันห่างไกล และตลอดหลายปีผ่านมานางก็ทำเพียงล่าสัตว์ในป่าเขา แม้อำนาจต่อสู้จะไม่เลว แต่ก็ไม่เจนจัดยามรับมือผู้คนเลย
สำหรับนาง หนทางยังอีกยาวไกล
หลิงเอ๋อร์ครุ่นคิดเนิ่นนาน และพอเข้าใจแล้ว
ครู่ต่อมา นางก็ถามว่า “พี่ใหญ่เซียว หลังทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ไป ภายหน้าก็สามารถผ่อนคลายไร้กังวลได้แล้วหรือ?”
“ยังไม่ถึงกาล”
คู่เนตรของซูอี้ลึกล้ำราบเรียบ “หากเข้าใจไม่ผิด อีกไม่ช้าจะเกิดมรสุมขึ้นในหมู่บ้านเฉาซี”
หัวใจของหลิงเอ๋อร์เต้นกระตุก ใบหน้าจิ้มลิ้มพลันแปรเปลี่ยนอีกครา