บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2161 เจรจา
บทที่ 2161 เจรจา
หมู่บ้านเฉาซี
เมื่อซูอี้กับหลิงเอ๋อร์กลับมา ก็เป็นยามเย็นแล้ว
“หลิงเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ? ที่เมืองเตาอัคคีสนุกหรือไม่?”
ชาวบ้านบางคนทักทายหลิงเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้ม
เด็กน้อยหลายคนกระทั่งรบเร้าให้หลิงเอ๋อร์เล่าเรื่องการไปยังเมืองเตาอัคคีให้ฟัง
สำหรับผู้คนในหมู่บ้าน เมืองเตาอัคคีสื่อถึงความรุ่งเรือง ร่ำรวยและอำนาจ! เป็นสถานที่อันไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเขา
เพราะนั่นเป็นถิ่นมารปีศาจ!
ลี่ฉางชิงรออยู่ในบริเวณนอกลานบ้านหลิงเอ๋อร์แล้ว
เมื่อเห็นทั้งสองกลับมา เจ้าตัวก็ดูโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
ในหมู่บ้านฉางซี มีเพียงเขาที่รู้ว่าซูอี้กับหลิงเอ๋อร์ไปทำสิ่งใดในเมืองเตาอัคคี
“เรื่องราวไปได้ด้วยดีหรือไม่?”
ลี่ฉางชิงกล่าวทักทาย
“อื้อ” หลิงเอ๋อร์พยักหน้า
ซูอี้กล่าว “ข้าต้องพักผ่อนสักหน่อย ให้หลิงเอ๋อร์พาข้ากลับห้องก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน”
ลี่ฉางชิงยิ้มตอบ
จนเมื่อได้ทอดกายลงบนเตียง ซูอี้พลันผ่อนลมหายใจยาวออกมา
หลังจากกลายเป็นเพียงผู้พิการ การนอนลงก็ยังคงสุขสบายที่สุด
ทว่า……นี่ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
เขาต้องรวบรวมกำลังโดยเร็วที่สุด แม้จะมิอาจฟื้นฟูการฝึกฝนได้ทันที อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีอำนาจพอจะปกป้องตนเอง
“ต่อจากนี้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ข้าจะรวบรวมกำลังมากพอเดินปราณ นำเตาเสริมสวรรค์ออกมาได้!”
ซูอี้ครุ่นคิดเงียบๆ
สองสามปีมานี้ เตาเสริมสวรรค์ได้หลอมวัตถุอมตะนับไม่ถ้วน และคุณภาพของมันก็ไม่ได้อ่อนด้อยกว่าสมบัติเทพแห่งยุคสมัยเลย
ที่สำคัญที่สุดคือ วานรน้อยยังอยู่ในเตาเสริมสวรรค์!
ขอเพียงมีเตาเสริมสวรรค์และวานรน้อยอยู่ แม้การฟื้นฟูจากบาดแผลจะเชื่องช้า แต่ในโลกชางหลานนี้ เขาก็พอจะรับมือกับสารพัดปัญหาแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไป
……
ในอีกห้องหนึ่ง ลี่ฉางชิงนั่งตะลึง สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่นิ่ง
เขาฟังหลิงเอ๋อร์กล่าวถึงสิ่งที่ประสบในเมืองเตาอัคคี
ชวนตะลึงเสียจนร่างของเขานิ่งค้างใจลอย
“ผู้อาวุโส รู้หรือไม่ว่าพี่ใหญ่เซียวคือใคร… มีที่มาเช่นไร?”
หลิงเอ๋อร์ลดเสียงลงถามอย่างระมัดระวัง
ลี่ฉางชิงดูซับซ้อน ก่อนจะรำพึง “ถึงยามนี้ ข้าก็คงไม่ต้องปกปิดจากเจ้าแล้ว”
จากนั้นเขาก็กล่าวถึงชาติกำเนิดแท้จริงของหลิงเอ๋อร์ และยังกล่าวถึงอดีตแห่งตระกูลอี้โดยไม่ปิดบัง
หลิงเอ๋อร์นิ่งตะลึง
โชคดีที่หลายวันมานี้ นางประสบเหตุระทึกขวัญมามากมาย จึงไม่เสียอาการเพียงเพราะเรื่องนี้
หลังจากนั้นเนิ่นนาน หลิงเอ๋อร์ก็พึมพำออกมา “หมายความว่าพี่ใหญ่เซียวจงใจมาหาข้าหรือ?”
“ถูกต้อง”
ลี่ฉางชิงพยักหน้า “นอกจากนั้น เขาจะไปหาพี่สาวของเจ้าด้วยในภายหลัง”
“พี่สาว……”
หลิงเอ๋อร์ผงะไป “นาง… หากนางพบข้าแล้วไม่ยอมรับข้าเป็นน้องเล่า?”
ลี่ฉางชิงกล่าวยิ้มๆ “ไม่หรอก พวกเจ้าเป็นพี่น้องกัน โลหิตเข้มข้นกว่าน้ำ แม้ไม่เคยพบหน้า ใช้ชีวิตแตกต่าง แต่สายเลือดย่อมไม่อาจสะบั้นได้!”
หลิงเอ๋อร์รับคำในลำคอ สีหน้าปรากฏความคาดหวังจางๆ
ทันใดนั้น นางก็จำเรื่องหนึ่งขึ้นได้ และกล่าวว่า “ผู้อาวุโส พี่ใหญ่เซียวบอกว่า หลังจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์พังทลาย อันตรายแฝงซึ่งยิ่งใหญ่กว่านี้จะปรากฏ กระทั่งโยงมาถึงหมู่บ้านเฉาซีของเราด้วย”
ลี่ฉางชิงหรี่ตาลงกล่าว “พี่ใหญ่เซียวของเจ้าบอกอันใดบ้าง?”
“เอ่อ……”
หลิงเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา “พี่ใหญ่เซียวบอกว่า มีเขาอยู่ ไม่ว่ามรสุมจะใหญ่เพียงไร ก็เหมือนสายลมพลิ้วบางเหนือหุบเขา เป็นเรื่องเล็กน้อยที่มิต้องกังวลถึงเลย”
ลี่ฉางชิงอดผงะไปมิได้
หากเป็นผู้อื่น เขาคงแค่นหัวเราะขำ และกล่าวผรุสวาทว่าพูดเพ้อเจ้อเป็นแน่
ทว่าในเมื่อผู้พูดคือซูอี้ เจ้าตัวกลับบังเกิดความรู้สึกอันเกินพรรณนาขึ้นในใจ
เซียวเจี่ยนผู้นี้เป็นคนพิการแท้ๆ แต่ไฉนกันจึงมั่นใจนัก?
……
กาลผ่านวันแล้ววันเล่า
ชาวบ้านหมู่บ้านเฉาซีคืนชีวิตอันสงบสุขสมถะกลับมา
ทุกๆ สองสามวัน หลิงเอ๋อร์จะขึ้นเขาไปแสวงโชค นอกจากนั้นนางจะฝึกฝนตามคำสอนของซูอี้
ส่วนซูอี้นั้นนอนนิ่งเยี่ยงผักปลา เกียจคร้านอยู่ที่ลานบ้าน ปล่อยใจลอยละลิ่วในยามกลางวัน
พักผ่อนบนเตียงในยามวิกาล
หลิงเอ๋อร์ยังคงดูแลเขาเช่นเมื่อก่อน
ครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันนี้ มีแขกผู้หนึ่งซึ่งทำให้หลิงเอ๋อร์ประหลาดใจมาเยี่ยมเยือน
ฮูหยินเฉิงปี้ ผู้จัดการหอรวมสวรรค์แห่งเมืองเตาอัคคี!
“น้องสาว เจอกันอีกแล้ว”
ฮูหยินเฉิงปี้แย้มยิ้มทักทายหลิงเอ๋อร์
“พี่หญิงมาทำอันใดที่นี่หรือ?” หลิงเอ๋อร์กล่าวอย่างงุนงง
“ให้นางเข้ามา”
เสียงของซูอี้ดังมาจากลานบ้าน
ฮูหยินเฉิงปี้แย้มยิ้ม ลูบมือน้อยของหลิงเอ๋อร์เบาๆ “ข้ามาที่นี่เพื่อคุยบางเรื่องกับพี่ใหญ่เซียวของเจ้าหน่อย”
ว่าแล้ว นางก็หันเดินไปสู่ลานบ้าน
ลานบ้านแห่งนี้เรียบง่ายนัก!
ไม่ต่างจากถิ่นพำนักปุถุชน
นี่เป็นความประทับใจแรกของฮูหยินเฉิงปี้ ทว่าทันใดนั้น นางก็หยุดสนใจเรื่องเหล่านี้
“หญิงผู้น้อยเฉิงปี้พบพานสหายเต๋าแล้ว”
ฮูหยินเฉิงปี้เดินเข้ามาคารวะซูอี้ผู้นอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้
“เจ้ามาที่นี่เพื่อเจรจา หรือมาส่งสารให้แก่ข้าเล่า?”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างรู้เท่าทัน
คู่เนตรงามของฮูหยินเฉิงปี้นิ่งงัน ก่อนจะกล่าวว่า “สหายเต๋าเจนจัดเยี่ยงเทพ หญิงผู้น้อยมาที่นี่ เพื่อส่งข่าวให้แก่สหายเต๋า และก็ได้รับคำสั่งให้มาเจรจาด้วย”
ซูอี้กล่าวอย่างราบเรียบว่า “เช่นนั้นก็เข้าเรื่องมาเถิด”
ฮูหยินเฉิงปี้จัดระเบียบความคิด จากนั้นจึงค่อยๆ เอ่ย
เมืองเตาอัคคีตั้งอยู่ในชายแดนทักษิณของโลกชางหลาน ห่างไกลยิ่งนัก เทียบกับเมืองใหญ่แห่งอื่นในชายแดนทักษิณแล้ว มันเป็นเพียงหนึ่งในเมืองนับร้อยๆ แห่งในชายแดน หาโดดเด่นสะดุดตาไม่
ทว่าครึ่งเดือนมานี้ ข่าวการพังทลายของสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ได้แพร่ออกไปทั่วทั้งชายแดนทักษิณของโลกชางหลาน ก่อให้เกิดเสียงเซ็งแซ่มากมาย
ไม่ใช่เพราะสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เรืองนาม อำนาจเกรียงไกร
แต่เป็นเพราะขุมกำลังอันมีเซียนปีศาจมากมายกลับล่มสลายไปเพราะหนึ่งดาบ จึงยากจะไม่ตกเป็นที่สนใจ
หากเรื่องราวมีเพียงเท่านี้ก็แล้วไป อย่างมากก็แค่หนึ่งขุมกำลังปีศาจล่มสลาย
ทว่าประเด็นคือ เรื่องนี้มีเรื่องประหลาดอยู่มากมาย!
หนึ่งคือ ผู้ลงมือเป็นสาวน้อยเผ่ามนุษย์ผู้หนึ่ง!
ยิ่งกว่านั้น สาวน้อยเผ่ามนุษย์ผู้นี้ยังเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำผู้หนึ่ง เมื่อเทียบกับเซียนปีศาจแล้ว นางยังอ่อนแอจนไม่อยู่ในสายตา
ครรลองแห่งโลกชางหลานคือ วิถีมารปีศาจเป็นใหญ่ เผ่ามนุษย์มีสถานะต่ำต้อย นี่เป็นที่ทราบกันดี
ใครเล่าจะกล้าคาดคิดว่าสาวน้อยเผ่ามนุษย์ผู้มีฐานะต่ำต้อย การฝึกฝนดาษดื่นผู้หนึ่งจะสามารถทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ลงได้?
ประการที่สอง ปราณดาบสีเลือดนั่น!
เช่นเดียวกับที่ซูอี้กล่าวไว้ในกาลก่อนไม่ผิดเพี้ยน ยอดฝีมือทั้งหลายซึ่งเคยมายังภูเขาอีกามารล้วนจดจำปราณดาบสีเลือดนั่นได้
และสิ่งที่ทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ก็คือปราณดาบสีเลือดนั่น!
เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อโดยไร้กังขา
มันกระทั่งดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังสูงสุดแปดแห่งในชายแดนทักษิณนี้
เพราะถึงอย่างไร ปราณดาบสายหนึ่งก็ทำลายสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ได้ ขุมกำลังใหญ่ใดบ้างจะอยู่เฉยไหว?
เหตุผลสองประการข้างต้นทำให้ข่าวการล่มสลายของสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เกิดเสียงเอ็ดอึงทั่วทั้งชายแดนทักษิณนี้
ณ ชั่วกาลผ่านมานั้น แปดขุมกำลังสูงสุดในชายแดนทักษิณส่วนส่งยอดฝีมือเร่งรุดมายังเมืองเตาอัคคีร่วมกับขุมกำลังอื่นๆ ด้วย
เพื่อสืบเรื่องนี้ให้ละเอียดขึ้น!
และยามนี้ เรื่องราวได้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว สายตาของขุมกำลังใหญ่เหล่านั้นจึงต่างจับจ้องมายังหมู่บ้านเฉาซี ณ ตีนเขาอีกามาร!
“อันที่จริง เมื่อก่อนข้าไม่คาดคิดเลยว่ามรสุมนี้จะโด่งดังขจรไกล”
ฮูหยินเฉิงปี้ยิ้มขมขื่น “หาไม่ ครานี้ข้าคงไม่ถูกรบเร้าให้เดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง”
นางประหลาดใจเมื่อพบว่า หลังจากชายหนุ่มได้รับทราบถึงเรื่องราวทั้งหมดก็ยังดูไร้การสะทกสะท้าน
ซูอี้ถามเพียงว่า “ทวยเทพเคลื่อนไหวกันบ้างหรือไม่?”
ฮูหยินเฉิงปี้ผงะไป ก่อนจะกล่าวอย่างเผลอตัว “จวบยามนี้ยังไม่มี ขุมกำลังหลักซึ่งมีเทพพิทักษ์นั้นมีเพียงไม่กี่แห่งในโลกชางหลาน ส่วนในชายแดนทักษิณนี้…ไม่มีเลย”
ซูอี้กล่าว “เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร”
ฮูหยินเฉิงปี้ “……”
ในสายตาชายหนุ่มผู้นี้ ตัวตนใต้ขอบเขตเทพไม่ควรค่าให้เหลียวแลเลยหรือ!?
“บอกข้ามา ผู้ใดที่ให้เจ้ามาเจรจาแทนในยามนี้?”
ซูอี้ถาม
“แปดกลุ่มเต๋าใหญ่แห่งชายแดนทักษิณ”
ฮูหยินเฉิงปี้กล่าว “กลุ่มเต๋าใหญ่ทั้งแปดล้วนกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนยักษ์ใหญ่ในชายแดนทักษิณ เทียบกับพวกเขาแล้ว สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์หาเทียบเทียมไม่……”
นางกำลังจะอธิบายเสริมว่าแปดกลุ่มเต๋าใหญ่แห่งชายแดนทักษิณนี้แข็งแกร่งเพียงไร ทว่าซูอี้กล่าวขัดขึ้น “เรื่องพวกนี้มิสำคัญหรอก”
ฮูหยินเฉิงปี้พูดไม่ออก รู้สึกอึดอัดใจ หากนี้ไม่สำคัญ แล้วสิ่งใดเล่าสำคัญ!?
คนผู้นี้เป็นอัมพาต กระทั่งนิ้วยังยกไม่ได้ ไฉนกันจึงกล้าเมินแปดกลุ่มเต๋าใหญ่แห่งชายแดนทักษิณ?
“หากพวกเขาจะให้เจ้ามาเป็นผู้เจรจา พวกเขาก็น่าจะมีแผนอยู่แล้วใช่หรือไม่?”
ซูอี้กล่าว
“ถูกต้อง”
ฮูหยินเฉิงปี้กล่าว “พวกเขารู้แล้วว่าปราณดาบสีเลือดอันปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราวในภูเขาอีกามาร ผู้ใดก็ไม่อาจสยบได้”
“แต่เมื่อไม่นานนี้ น้องหลิงเอ๋อร์กลับถล่มสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์โดยใช้ปราณดาบนี่!”
“ดังนั้นพวกเขาจึงพออนุมานได้ว่า น้องหลิงเอ๋อร์น่าจะมีเคล็ดวิชารวบรวมและใช้งานปราณดาบสีเลือดนั่นอยู่ในมือ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจ และกล่าวว่า “พวกเขาอยากได้เคล็ดวิชานี่สินะ?”
“ไม่ผิด”
ฮูหยินเฉิงปี้กล่าว “ยอดฝีมือจากแปดกลุ่มเต๋าใหญ่แห่งชายแดนทักษิณกล่าวไว้แล้วว่า ขอเพียงสหายเต๋ายอมมอบเคล็ดวิชานี้ให้ พวกเขาจะช่วยสงบสถานการณ์ และไม่ถือโทษในอดีต”
“แต่หากไม่ส่งมา พวกเขาจะมารับมันไปเอง”
ซูอี้หัวเราะลั่น “เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเกรงกลัวปราณดาบสีเลือดนี่นัก หาไม่ มีหรือจึงไม่กล้ามาด้วยตนเอง และส่งเจ้ามาเจรจาแทน?”
แววตาของฮูหยินเฉิงปี้ซับซ้อน ขณะพึมพำออกมาเบาๆ “มีบทเรียนจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์อยู่ หากเป็นข้าก็ไม่กล้ามาล่วงเกินสหายเต๋าง่ายๆ หรอก”
“ในเมื่อพวกเขาครั่นคร้ามนัก แต่ก็ยังส่งเจ้ามาเจรจา เป็นอันพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาหมายมาดจะชิงเคล็ดวิชานี้”
ซูอี้กล่าวอย่างงุนงง “หมายความว่าพวกเขากล้าบุกมาจริงๆ หรือ?”
หญิงสาวพยักหน้าพลางกล่าว “กล้าสิ! พวกเขารู้แล้วว่าหลิงเอ๋อร์เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำ หามีสิ่งใดต้องกังวลไม่ สิ่งที่กลัวเกรงมีเพียงปราณดาบสีเลือดนั่นเท่านั้น”
“หากสหายเต๋าปฏิเสธไม่มอบเคล็ดวิชานั่นมา พวกเขาจะใช้แผนทะเลพล ส่งคนมาโจมตีหมู่บ้านเฉาซีเป็นระลอก ปราณดาบสีเลือดในมือสหายเต๋าจะได้สิ้นเปลืองหมดไป”
“ถึงยามนั้น เมื่อไร้ปราณดาบสีเลือดให้พึ่งพา การจัดการกับสหายเต๋าย่อมง่ายดาย”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เดิมทีฮูหยินเฉิงปี้คิดว่าซูอี้คงตกตะลึง เป็นกังวลและร้อนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าเขายังคงเฉยชาเยือกเย็นเช่นกาลก่อน อย่าว่าแต่ร้อนใจ ชายหนุ่มมีท่าทีใจลอยเล็กน้อย!!!
ไฉนคนผู้นี้จึงสุขุมนัก?
ฮูหยินเฉิงปี้แทบผงะหงาย