บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2154 ชีพจรดาบเก้าทวาร?
บทที่ 2154 ชีพจรดาบเก้าทวาร?
ซูอี้มองขึ้นไป
ปราณดาบสีเลือดทะยานสรวง แดงฉานเจิดจรัส เพียงอำนาจดาบน่าสะพรึงกลัวนั้นก็ทำให้สุญญะแหลกร้าวเกินนับริ้วแล้ว
เมื่อมองไปยังจุดกำเนิดปราณดาบ ก็เห็นได้รางๆ ว่ามีแท่นวิถีโบราณแห่งหนึ่งตั้งอยู่
เรื่องประหลาดก็คือแท่นวิถีนี้ผุพังยิ่งนัก มันปกคลุมด้วยอำนาจมิติเวลา ทำให้แท่นวิถีดูจะสูญสลายได้ทุกเมื่อ
“มาถึงที่นี่ ไม่รู้สึกว่ามีบางอย่างแปรเปลี่ยนไปบ้างหรือไร?”
ซูอี้ถาม
หลิงเอ๋อร์นิ่งไปและกล่าวอย่างงุนงง “แปรเปลี่ยน? ดูเหมือนจะ… ไม่…”
ซูอี้ขมวดคิ้ว ก่อนจะตกสู่ภวังค์ครุ่นคิดลึกล้ำ
ครู่ต่อมา เขาก็พึมพำว่า “บางทีกาลอาจไม่เหมาะสม หรือบางทีการฝึกฝนของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป……”
หลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม กล่าวอย่างงุนงง “พี่ใหญ่เซียว เจ้าพูดเรื่องอันใดอยู่น่ะ?”
ซูอี้แย้มยิ้ม “ไม่มีอันใดหรอก ไปกันต่อเถอะ แม้ที่นี่จะเป็นเขตหวงห้าม แต่สำหรับเจ้ากับข้า มันทำอันใดเราไม่ได้หรอก มิต้องกลัวว่าจะพบอันตรายเลย”
หลิงเอ๋อร์กระวนกระวายยิ่ง แต่เมื่อได้ยินวาจาของอีกฝ่าย นางก็ยังกัดฟันเดินทางต่อ
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ยิ่งเข้าสู่ภูเขาอีกามารลึกเท่าใด บรรยากาศรอบข้างยิ่งเงียบกริบ
ระหว่างทาง พวกเขาแทบไม่เห็นสัตว์ปีศาจวิ่งเอาชีวิตรอด และไม่ได้ยินเสียงโหยหวนของสัตว์ปีศาจอีกแล้ว
ที่แห่งนี้มีหมอกทมิฬปกคลุม ปราณดาบสีเลือดเดือดพล่าน หดหู่ กดดันและเย็นเยียบ
ระหว่างทาง หลิงเอ๋อร์พบโอสถประหลาดมากมาย และหลายชิ้น นางไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ
แต่ก็สรุปได้ว่าพวกมันล้วนแต่เป็นสมบัติหายากชั้นหนึ่ง!
หากเด็ดไปได้สักต้น ก็เอาไปขายในเมืองได้ราคาสูงลิ่ว!
ทว่ามันขึ้นอยู่แทบทุกที่ในภูเขาอีกามารแห่งนี้
ทันใดนั้น หลิงเอ๋อร์ก็สงสัยว่าตนมาถึงกรุสมบัติธรรมชาติอันมโหฬาร เต็มไปด้วยโอกาส เพียงพอให้ผู้ฝึกตนทั่วโลกหล้าใฝ่ฝันแล้วใช่หรือไม่!!
ทว่าแต่ไหนแต่ไร ซูอี้ไม่ได้ชายตาแลสมบัติเหล่านั้นเลย เอาแต่เร่งให้นางเร่งความเร็วขึ้นอีก
แม้ในใจของสาวน้อยจะเต็มไปด้วยความสับสน นางก็ค่อยๆ เชื่อวาจาซูอี้มากขึ้น
เพราะระหว่างทาง นางไม่พบอันตรายใดเลยจริงๆ!
และยิ่งเข้าไปลึก สมบัติที่พบระหว่างทางก็ยิ่งล้ำค่าหายาก!!
ครึ่งชั่วยามต่อมา
“ถึงที่นี่ก็พอแล้วล่ะ”
จู่ๆ ซูอี้ก็กล่าวขึ้น
ขณะนี้พวกเขาอยู่ใกล้ปราณดาบสีเลือดอันทะยานสู่นภามากแล้ว ห่างกันเพียงราวๆ หมื่นจั้งเท่านั้น
จากตรงนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าในปราณดาบสีเลือดอันเหมือนเสาเทพค้ำสวรรค์นี้ มีอักขระลึกลับเยี่ยงกฎบัญญัติมากมาย ซึ่งดูเหมือนสัญลักษณ์รูปดาบอันบิดเบี้ยวเวียนวน ลึกลับเกินเข้าใจ
และจุดที่ปราณดาบพุ่งออกมาก็คือแท่นวิถีนั่นจริงๆ!
แท่นวิถีนั้นตั้งอยู่กลางเวหา ดำสนิททั้งแท่น สูงร้อยจั้ง และรอบแท่นมีคลื่นมิติเวลาปั่นป่วน ก่อเกิดเสียงคำรามสะท้านสะเทือนเยี่ยงอัสนี
ปราณดาบนั่นทะลวงออกมาจากแท่นวิถี เปี่ยมด้วยปราณยิ่งใหญ่ มันดูดซับแสงจันทร์จากจันทราเพลิงมารม่วงอย่างตะกละตะกลาม!!
เมื่อได้ยินวาจาของซูอี้ ในที่สุดหลิงเอ๋อร์ก็ผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก
แม้นางจะเชื่อวาจาของซูอี้ หัวใจของสาวน้อยก็ยังคงถูกกดดันมาตลอดทางอยู่ดี
โชคยังดีที่ในที่สุด นางก็ได้หยุดพักแล้ว!
“วางข้าลงบนโขดหินข้างๆ นั่น แล้วเจ้าไปเก็บสมบัติเถิด จำไว้ว่าอย่าออกห่างจากข้ามากเกินไป”
ซูอี้สั่งการ “นอกจากนั้น เจ้าต้องกลับมาภายในครึ่งชั่วยาม”
หลิงเอ๋อร์ลังเล ก่อนกล่าวขึ้นว่า “พี่ใหญ่เซียว เจ้าอยู่ที่นี่ลำพัง ข้าวางใจไม่ได้ มิสู้……”
“มิเป็นไรหรอก”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “ข้าปลอดภัยที่สุดเมื่ออยู่ที่นี่ เจ้ารีบไปเถอะ อย่าเสียเวลาเลย”
หลิงเอ๋อร์ขบริมฝีปากสีชมพูของนางและกล่าวว่า “ได้ เช่นนั้น หากพบสิ่งใด รีบขอความช่วยเหลือโดยเร็วเลยนะ”
“ได้”
ไม่นานนัก หลิงเอ๋อร์จึงแยกตัวจากไป
ซูอี้ทอดกายพิงศิลา เผชิญหน้ากับปราณดาบทะยานสู่ฟ้าจากไกลๆ ดวงตาวูบไหว ครุ่นคิดบางสิ่ง
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อมา หลิงเอ๋อร์ก็กลับมา
ใบหน้าน้อยจิ้มลิ้มของสาวน้อยเปี่ยมความปรีดาและตื่นเต้น กล่าวขึ้นเสียงใส
“พี่ใหญ่เซียว ที่นี่มีสมบัติ… สมบัติเพียบเลย! สมบัติที่ข้าไม่รู้จักก็เยอะแยะ เหมือนเป็นสมบัติเซียนในตำนาน!!”
“ดูสิ!”
หลังสาวน้อยกลับมา นางได้วางสมบัติกองหนึ่งลงตรงหน้าซูอี้ ดวงตาเรืองประกาย ใบหน้าเปี่ยมปรีดา
ซูอี้กวาดสายตามอง
เขาพบว่าสมบัติส่วนใหญ่เป็นโอสถวิญญาณในวิถีจุติสรวง และมีโอสถเซียนปะปนอยู่สองสามชิ้น แต่ไม่ได้หายากอันใด พวกมันล้วนอยู่ในขอบเขตจักรวาล
นอกจากนั้นยังมีวัตถุดิบวิญญาณสารพัดปนอยู่
แต่…ก็แค่นั้นแหละ
ทว่าซูอี้ยังเข้าใจอารมณ์ของสาวน้อย
สมบัติที่เขาไม่เหลือบแลเหล่านี้เป็นสิ่งล้ำค่าที่ทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตวงล้อวิญญาณอย่างสาวน้อยน้ำลายหกได้จริงๆ!
ต้องทราบว่าอำนาจต่อสู้สูงสุดของหมู่บ้านเฉาซีนั้นเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตสานพันธะลึกล้ำ
เหนือขอบเขตสานพันธะลึกล้ำยังมีขอบเขตราชันแห่งภูมิซึ่งก็คือวิถีสู่สวรรค์ ตามด้วยวิถีจุติสรวง!
เหนือขึ้นกว่านั้นยังมีวิถีเซียนอีก
ยามนี้ เพียงครึ่งชั่วยามผ่านไป นางได้รวบรวมสมบัติระดับจุติสรวงมาได้มากมาย รวมถึงโอสถเซียนขอบเขตจักรวาลมาอีกสองสามชิ้น
ผลพลอยได้เช่นนี้เพียงพอจะทำให้ยอดฝีมือในวิถีจุติสรวงคลั่งได้แล้ว อย่าว่าแต่สาวน้อยขอบเขตวงล้อวิญญาณอย่างหลิงเอ๋อร์เลย
“เก็บมันไปก่อนเถิด”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “โอกาสสูงสุดคืนนี้ไม่ใช่วัตถุภายนอกเหล่านี้หรอก”
หลิงเอ๋อร์ผงะไป และกล่าวว่า “ไฉนพี่ใหญ่เซียวจึงกล่าวเช่นนี้?”
“หากเจ้าฝึกฝนที่นี่ ถ้าข้าคาดการณ์ไม่ผิด คืนนี้เจ้าจะได้เคลื่อนขอบเขตก้าวสู่วิถีลึกล้ำที่นี่ และกลายเป็นจักรพรรดิขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำในหมู่ผู้ฝึกตนในโลกหล้า”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ
เขาเห็นแล้วว่าการฝึกฝนของหลิงเอ๋อร์ติดอยู่ในขอบเขตวงล้อวิญญาณมาเนิ่นนาน ขาดเพียงโอกาสทลายคอขวดเท่านั้น
“จริงหรือ?”
หลิงเอ๋อร์ถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“ลองดู แล้วเจ้าจะรู้เอง” ซูอี้เสสรวล
หลิงเอ๋อร์พลันรู้สึกเกินจริงราวฝันไป
นางรู้สึกว่าทุกสิ่งที่ประสบในคืนนี้ช่างประหลาดนัก แต่ก็แสนจริงแท้
และทั้งหมดนี้……
ดวงตาของหลิงเอ๋อร์อดมองมายังซูอี้มิได้
พี่ใหญ่เซียวตรงหน้านางบาดเจ็บสาหัสจนกระทั่งเดินยังทำไม่ได้ ต้องให้นางมาช่วยแบกหาม
ทว่าในตัวเขากลับมีอำนาจลึกลับบางอย่างที่นำความประหลาดใจมาให้นางได้เสมอ
หลิงเอ๋อร์ไม่อาจลืมลงว่าเจ็ดวันที่แล้ว นางถูกพิษงูเกือบสิ้นใจ กระทั่งผู้อาวุโสในหมู่บ้านยังไร้ทางช่วย
ทว่าพี่ใหญ่เซียวผู้นี้กลับเหมือนเห็นเรื่องธรรมดาแสนเล็กจ้อย เพียงสอนเคล็ดวิชาหนึ่งกับนาง ก็สามารถสลายพิษงูในร่างได้โดยง่ายแล้ว!
ยิ่งกว่านั้น เจ็ดวันมานี้ พี่ใหญ่เซียวยังสอนสั่งให้นางฝึกฝนด้วยตนเอง และปลดข้อกังขาปริศนามากมายในวิถีฝึกฝนให้
นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเจ็ดวันผ่านมานี้ แม้การฝึกฝนของตนจะไม่ได้เปลี่ยนแปรอย่างยิ่งใหญ่ แต่ความรู้ความเข้าใจในวิถีฝึกฝนของนางพัฒนาไปอย่างสะเทือนแดนดิน!
‘พี่ใหญ่เซียวต้องเป็นตัวตนอัศจรรย์ผู้หนึ่งแน่ บางทีอาจเป็นเซียนด้วยซ้ำ!!’
‘หาไม่ เขาจะมีฝีมือเลิศล้ำเพียงนี้ได้อย่างไร?’
สาวน้อยลอบคาดเดาในใจ
“มัวคิดอันใดอยู่ รีบฝึกฝนเข้าสิ จำไว้ว่าให้ใช้เคล็ดวิชาที่ข้าสอนเจ้าในการฝึกฝนนะ”
ซูอี้มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาของสาวน้อยแล้วอดขำมิได้
“เอ่อ… ได้!”
ราวตื่นจากห้วงฝัน หลิงเอ๋อร์รีบพยักหน้าแล้วนั่งลงขัดสมาธิ ทิ้งความคิดซึ่งกำลังกวนใจอยู่ไป แล้วสาวน้อยก็เข้าสู่ภวังค์สมาธิฝึกฝนอย่างรวดเร็ว
ชั่วขณะนั้น ตัวสาวน้อยเองหาสังเกตเห็นไม่ว่าท่ามกลางพลังปราณอันกู่ก้องของนาง มีลำแสงมหาวิถีลึกลับเกินเข้าใจสายหนึ่งกำลังไหลเข้าสู่ร่างตน
ซูอี้ผู้นั่งพิงศิลาอยู่ไม่ห่างไปนักเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ ทว่าตัวเขาไม่ได้ดูแปลกใจเลย
ปราณดาบสีเลือดซึ่งทะยานสู่นภานำพาอำนาจมหาวิถีบนเวหา และพวกมันทั้งหมดก็สั่งสมอยู่ในฟ้าดินถิ่นนี้
กระทั่งเซียนมาฝึกปรือที่นี่ยังได้รับผลประโยชน์มหาศาล
นับประสาอันใดกับผู้ฝึกตนขอบเขตวงล้อวิญญาณอย่างหลิงเอ๋อร์
น่าเสียดาย……
ที่นี่ไม่ได้ช่วยการฝึกฝนของเขาเลย
ซูอี้ลอบรำพึงอย่างจนใจเล็กน้อย
เขามายังภูเขาอีกามารด้วยคิดว่าอาจจะได้พบสมบัติบางชิ้นที่สามารถรักษาบาดแผลได้
ทว่าโชคร้ายที่ไม่อาจพบพาน
บาดแผลบนร่างวิถีของเขาเป็นฝีมือของตี้เอ้อผู้น่าเกรงขามจนสามารถเอื้อมสู่สายธารยาวแห่งโชคชะตา
อย่าว่าแต่โอสถเซียนเลย แม้กระทั่งโอสถสมบัติวิถีเทพทั่วไปก็ยังไร้ประโยชน์
แต่ซูอี้ก็ไม่ได้ถามหาสิ่งอื่นใด
เขาหวังเพียงว่าจะสามารถรวบรวมอำนาจฝึกฝนได้สักเสี้ยว เพราะหากมีเพียงอำนาจฝึกฝนสักหน่อย เขาก็จะสามารถใช้สมบัติซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกาย บังเกิดทางเยียวยาแก่ตน!
ขณะครุ่นคิด ชายหนุ่มพลันเบนสายตามองไปยังแท่นวิถีห่างออกไป
“น่าเสียดาย เมื่อไม่มีวิถีเต๋าในวิถีเทพ ข้าก็ไม่อาจเข้าสู่โลกเร้นลับอันถูกผนึกไว้ในรอยแยกมิติเวลานี้ หาไม่ คงหาสมบัติมีช่วยเยียวยาบาดแผลข้าได้บ้าง”
ซูอี้นึกอยากลูบหว่างคิ้ว แต่ก็ต้องจนใจเมื่อพบว่าแค่สักนิ้วยังยกมิได้ นับประสาอันใดกับยกแขนทั้งแขน……
“ยามนี้ ข้าหาแตกต่างจากผู้พิการไม่”
ซูอี้หัวเราะตนเอง
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลิงเอ๋อร์ลืมตา สีหน้าลิงโลดยินดี “พี่ใหญ่เซียว เจ้าพูดถูกจริงๆ ด้วย ข้าทลายคอขวดฝึกฝน ใช้โอกาสนี้พิสูจน์เต๋าได้แล้ว!!”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “แต่ถึงอย่างนั้น หากครั้งนี้เจ้าไม่เคลื่อนขอบเขต แล้วจะรอถึงยามใด?”
หลิงเอ๋อร์รู้สึกราวถูกทุบศีรษะ กล่าวขึ้นอย่างมุ่งมั่น “พี่ใหญ่เซียวสั่งสอนได้ถูกต้อง!”
ว่าแล้ว สีหน้าของสาวน้อยก็แปรเปลี่ยน ร่างบอบบางทะยานขึ้นสู่เวหา
ตู้ม!
ในท้องนภา เมฆทัณฑ์เคลื่อนคล้อยก่อตัว
มันเป็นมหาภัยพิบัติสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตวงล้อวิญญาณ ขอเพียงก้าวข้ามมันไปได้ ก็จะสามารถปลดตนเองออกจากเส้นทางวิถีวิญญาณ ก้าวขึ้นสู่วิถีลึกล้ำ!
มหาภัยพิบัติเช่นนี้ซูอี้เห็นมาแล้วจนชาชิน หาได้ประหลาดใจไม่
มหาภัยพิบัติจากสวรรค์มาแล้ว!
ซูอี้ทอดกาย มองสาวน้อยต่อสู้ยิบตากับทัณฑ์อสนีบาตบนอากาศอย่างเงียบงัน
อันตรายยิ่ง!
สาวน้อยได้รับบาดเจ็บ ตกอยู่ในสถานการณ์สะบักสะบอมหลายหน
ทว่าซูอี้หากังวลไม่
รากฐานมหาวิถีของหลิงเอ๋อร์แข็งแกร่งยิ่ง และเขายังชี้แนะนางในการฝึกฝนเป็นพิเศษตลอดเจ็ดวันนี้
จึงไม่กังวลเลยว่านางจะไม่อาจผ่านบททดสอบเคลื่อนขอบเขตนี้ไป
แล้วก็จริงเช่นนั้น เพียงสองเค่อผ่านไป……
เมฆทัณฑ์สลายตัว
หลิงเอ๋อร์ก้าวขึ้นสู่เส้นทางวิถีลึกล้ำได้สำเร็จ!
ทว่าทันใดนั้น ซูอี้กลับต้องผงะไป
ภายใต้ท้องนภา หลิงเอ๋อร์ผู้เพิ่งบรรลุวิถีกำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างสะท้านโลกาทั่วทั้งร่าง
แสงสว่างเรืองรองอาบร่างอ้อนแอ้นของนาง
ซูอี้มองเห็นอย่างชัดเจนว่าบนร่างของหลิงเอ๋อร์ บังเกิดชีพจรวิญญาณรูปร่างคล้ายดาบวิถีขึ้น!
ชีพจรวิญญาณนั้นคลุมเครืออย่างยิ่ง เป็นเงาตะคุ่มราวเลือดปราณก่อประสาน
เหนือชีพจรวิญญาณนั้นบังเกิดเก้าทวารวิญญาณอันดูประหนึ่งวังวนขึ้น!!
“นี่คือ… ชีพจรดาบเก้าทวารหรือ!?”
แม้ความคิดของซูอี้จะหนักแน่นเยี่ยงเหล็ก แต่เขาในยามนี้ก็ยังเผลอสูดหายใจเฮือก และรู้สึกงุนงง