บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2174 บุรุษปริศนาในอาภรณ์สีเงิน
บทที่ 2174 บุรุษปริศนาในอาภรณ์สีเงิน
ไม่นานนัก วานรน้อยและเตาเสริมสวรรค์ก็กลับมาหลังจากรวบรวมสินสงครามเสร็จ
ในฐานะกลุ่มเต๋าอันดับหนึ่งแห่งโลกชางหลาน ทรัพย์สินรอบรังของภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงมั่งคั่งอย่างยิ่ง ทว่ามีส่วนน้อยนักที่จะเข้าตาซูอี้
มีโอสถเทพและวัตถุดิบเทพอยู่เพียงน้อยนิด
สมบัติชิ้นอื่นส่วนใหญ่ล้วนไร้ประโยชน์ กระทั่งเตาเสริมสวรรค์และวานรน้อยยังไม่เหลือบแล
ทว่าซูอี้ไม่ได้ปล่อยมันเสียเปล่า เก็บพวกมันทั้งหมดไปยังภูมิดาบดื่มน้ำแข็ง
นอกจากนี้ยังมีอำนาจเทพอีกหกชนิด
อำนาจเทพซึ่งมีคุณภาพที่สุดนั้นเป็นของเทพปีศาจเซิ่งเชวีย ซึ่งมีคุณภาพอยู่ในขั้นที่สอง
ทว่ามันก็ไม่ได้เข้าตาซูอี้เช่นกัน แล้วอำนาจเทพทั้งหกก็ถูกเขาส่งให้วานรน้อยกับเตาเสริมสวรรค์ไป
วานรน้อยสามารถกลืนกินและดูดซับอำนาจเทพเพื่อเลื่อนขอบเขตได้
เตาเสริมสวรรค์เองก็เช่นกัน
นั่นเป็นเพราะวานรน้อยเป็นทารกเทพ ผู้กำเนิดจากฮุ่นตุ้น ขณะที่เตาเสริมสวรรค์เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์อันถือกำเนิดจากฮุ่นตุ้น
หลังจากกระทำการทั้งหมดนี้ ซูอี้ก็ส่งสองพี่น้อง อี้ซวงเอ๋อร์ อี้หลิงเอ๋อร์ และมหาเซียนจื่อเจวี๋ยเข้าสู่ภูมิดาบดื่มน้ำแข็งด้วยกัน จากนั้นจึงออกเดินทางจากจรโดยไม่รีรอ
มุ่งสู่ทวีปเทพอัคคีทักษิณ!
และวันเดียวกันนั้น ข่าวการล่มสลายของภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงได้แพร่กระจายออกไป จนสะท้านสะเทือนทั่วทั้งโลกชางหลาน
และวันนั้นเช่นกัน มีใครบางคนจดจำตัวตนของซูอี้ได้ในเมืองนภาคราม
“ข้าเคยพบเขา! ซูอี้ผู้นี้เคยปรากฏตัวในหอสุคนธ์สวรรค์!! ยามนั้น เทพปีศาจข้างกายเขาสังหารเถ้าแก่ฮั่วแห่งหอสุคนธ์สวรรค์!!”
คนผู้จดจำซูอี้ได้คือผู้ที่เคยเข้าไปดื่มกินในหอสุคนธ์สวรรค์ และได้เห็นเหตุการณ์ยามเถ้าแก่ฮั่วถูกฆ่า
และจากความทรงจำของลูกค้าเหล่านั้น บุคคลซึ่งปรากฏตัวกับซูอี้ในขณะนั้นยังมีมหาเซียนจื่อเจวี๋ย และศิษย์ของนางอย่างหยางซวงเอ๋อร์ด้วย!
เมื่อข่าวเหล่านี้แพร่กระจายออกไป มันก็ได้รับความสนใจจากขุมกำลังใหญ่บางแห่งเช่นกัน
“ไม่คาดคิดเลยว่าซูอี้ผู้ถูกทวยเทพพุทธะประกาศจับจะมาปรากฏตัวในโลกชางหลานของเรา!”
“หากไร้เรื่องผิดพลาด ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงก็น่าจะถูกทำลายด้วยน้ำมือของซูอี้ผู้นั้น”
“เร็วเข้า ส่งข่าวให้ศาลเทพชิงอู๋!”
……
สองสามวันหลังจากนั้น
ที่ซากภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงปรากฏยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากทวีปเทพอัคคีทักษิณขึ้น
ทุกผู้ล้วนเป็นเทพ!
ผู้นำคณะเป็นบุคคลเรืองอำนาจจากศาลเทพชิงอู๋
เพราะเดิมที โลกชางหลานนี้ก็เป็นถิ่นปกครองของศาลเทพชิงอู๋
ยามนี้ ข่าวการปรากฏตัวของซูอี้ในโลกชางหลานและถล่มภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงเสียราบย่อมดึงความสนใจจากศาลเทพชิงอู๋ได้ก่อนใคร!
วูบ!
กระดานทองแดงสีดำใบหนึ่งละล่องสู่เวหา หมุนวนพร่างพรมพิรุณแสงลึกลับเกินเข้าใจ สะท้อนภาพแล้วภาพเล่าไล่เรียงกัน……
ในภาพนั้น วานรน้อยที่มีความสูงหมื่นจั้งได้เผยนิมิตสามเศียรหกกรโจมตีภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงปรากฏให้เห็นชัดเจน
“เจ้านี่เลิศล้ำมาจากหนใด?”
“ตามข่าวสารที่ส่งกันมาน่าจะเป็นเทพปีศาจซึ่งมาปรากฏตัวในหอสุคนธ์สวรรค์กับซูอี้”
“อำนาจเทพน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ดูเหมือนจะเป็นเทพปีศาจชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว ทว่าอำนาจต่อสู้นี้กลับเทียบเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาได้!”
บนซากปรักหักพัก เหล่าผู้มีอำนาจจากศาลเทพชิงอู๋กำลังสนทนา ใบหน้าแววตาปรากฏเค้าประหลาดใจ
จนกระทั่งเรือสมบัติลำหนึ่งปรากฏขึ้นในภาพ ทวยเทพทั้งมวลต่างจับจ้องไปยังคนผู้เดียวกัน
เป็นชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่งซึ่งนั่งเอกเขนกบนเก้าอี้หวาย ถือไหสุราสีเขียวในมือ ดื่มด่ำสำราญกับตนเอง
ทว่ายามนี้เอง……
ชายหนุ่มชุดเขียวในภาพดูจะสังเกตเห็น และเบนสายตามองจากภาพ
เปรี้ยง!!
ภาพนั้นระเบิดออก
กระดานทองแดงสีดำซึ่งแผ่พิรุณแสงลึกลับเกินเข้าใจถูกฉีกกระชากพังทลายโดยสมบูรณ์
เหล่าผู้ชมล้วนตื่นตะลึง!
กระดานทองแดงสีดำนี้เป็นสมบัติลับอันลี้ลับยิ่ง สามารถอนุมานภาพอันเคยบังเกิดในอดีตจากร่องรอยแห่งศึกได้
ทว่ายามนี้ เพียงเพราะภาพนั้นสะท้อนถึงชายหนุ่มชุดเขียว มันกลับถูกทำลายไปเสียดื้อๆ!!
แต่ถึงเช่นนั้น ทุกผู้ก็จำตัวตนของชายหนุ่มชุดเขียวได้อยู่ดี……
ซูอี้!!
คนบาปผู้ถูกกลุ่มเต๋ายักษ์ใหญ่ที่สุดสิบกว่าแห่งทั่วโลกเทพต้องการตัว
“ข่าวเป็นความจริง ซูอี้ผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ และปรากฏตัวในโลกชางหลานแล้ว!”
มีผู้กล่าวอย่างปรีดา
ทว่ากลับมีบางคนกล่าวอย่างกังวล “นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย ในช่วงกาลต่อจากนี้ สายตาของขุมกำลังสูงสุดแห่งโลกเทพจะมารวมกันที่โลกชางหลาน ไม่อาจทราบได้เลยว่าจะมีตัวตนน่าสะพรึงกลับมาเยือนมากเพียงไร”
“มรสุมอันเกินคาดคิดย่อมบังเกิดอย่างมิอาจเลี่ยงได้! กระทั่ง… อาจสะเทือนถึงทวีปเทพอัคคีทักษิณด้วยซ้ำไป!”
“ทวีปเทพอัคคีทักษิณ?”
“ไม่ผิด ในเมื่อซูอี้ผู้นั้นกล้าเผยตัวตนออกมาอาละวาด เขาก็ต้องเตรียมตัวมาพร้อมแล้วเป็นแน่ ในความคิดข้า เขาไม่โง่พอจะอยู่ในโลกชางหลานต่อไปหรอก”
“และสถานที่ซึ่งใกล้โลกชางหลานที่สุดก็คือทวีปเทพอัคคีทักษิณ!”
วาจาของเขาทำให้ทุกผู้ดูตะลึงไม่แน่ใจ
หากซูอี้มาปรากฏตัวในทวีปเทพอัคคีทักษิณ เขาจะลากมรสุมนี้ไปที่นั่นด้วยแน่นอน
เมื่อถึงยามนั้น ก็ไม่อาจทราบได้ว่าทวีปเทพอัคคีทักษิณจะบังเกิดคลื่นมรสุมร้ายแรงเพียงไร
“เรื่องรับมือยากที่สุดก็คือ การที่ซูอี้ผู้นั้นไปถึงทวีปเทพอัคคีทักษิณ หากคิดจะจับตัวเขา เกรงว่าคงไม่ต่างจากการหาเข็มในกองฟาง”
มีผู้พึมพำ
ทวีปเทพอัคคีทักษิณใหญ่โตเกินไป กว้างขวางเกินใดเทียบ และยังมีสถานที่เกินรับรู้ เขตหวงห้ามมากมายซึ่งไร้ผู้ใดกล้าย่างกราย
นอกจากนั้นยังมีแดนเถื่อนเกินรับรู้อีกหลายแห่งที่แม้แต่จอมเทพยังไม่อาจหยั่งถึง
หากซูอี้คิดเร้นกาย ใครเล่าจะหาเขาพบ?
“วายุพัดทิ้งร่องรอย ห่านผ่านทิ้งเสียงไว้ ขอเพียงจับร่องรอยของเขาได้ แม้จะเร้นกาย แต่ด้วยฝีมือของขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดเหล่านั้น พวกเขาจะบีบให้เจ้านั่นเผยร่องรอยออกมาได้แน่!”
……ขณะที่ทุกผู้กำลังสนทนา ทันใดนั้น ชายชุดสีเงินผู้หนึ่งซึ่งมีเส้นผมฟูฟ่องและดูเลอะเทอะก็เดินเข้ามาจากไกลๆ
ผู้เลิศล้ำหลายคนจากศาลเทพชิงอู๋ต่างหันไปมอง
บรรยากาศบนร่างของชายชุดสีเงินพิเศษยิ่งนัก เขาดูเยาว์วัย ทว่าทั่วทั้งกายกลับให้ความรู้สึกราวผ่านความแปรผันแห่งโลกหล้ามาเนิ่นนาน
“อย่าเข้าใจผิด ข้าเป็นเพียงคนผ่านทาง”
ไกลออกไป ชายในอาภรณ์สีเงินแย้มยิ้มแล้วโบกมือ “มาดูเพราะความใคร่รู้อย่างเดียวเท่านั้น”
ทวยเทพทั้งหลายอดขมวดคิ้วมิได้ ใครเล่าจะเชื่อเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้?
ผู้ผ่านทางทั่วไปมีหรือจะสุขุมเยือกเย็นเพียงนี้ยามเผชิญหน้ากับทวยเทพ?
แต่เมื่อเห็นว่าชายในอาภรณ์สีเงินไร้จิตมาดร้าย ทวยเทพก็มิได้กล่าวอันใด
วูบ!
ชายในอาภรณ์สีเงินงอนิ้วมือ แล้วเม็ดบัวเม็ดหนึ่งอันเปล่งประกายเรืองรองก็ปรากฏขึ้น
ทันใดนั้น มิติเวลาในละแวกใกล้เคียงบิดเบี้ยว สรรพสิ่งแหลกสลาย บัญญัติกาลเวลาอันพร่างพราวตระการตาปรากฏขึ้น ถักทอเป็นภาพหนึ่งบนเวหา……
ในภาพนั้นเป็นขณะที่วานรน้อยกำลังโจมตีภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง
และยังสะท้อนภาพของซูอี้บนเรือสมบัติด้วย
กระทั่งภาพขณะซูอี้ลงมือสังหารเทพปีศาจเซิ่งเชวียในดาบเดียวในฉับพลันก็ปรากฏขึ้น
เมื่อเห็นเช่นนี้ ชายในชุดสีเงินอดสะท้านในใจ พึมพำออกมาเสียงเบา “ว่าแล้วเชียว เป็นไปตามคำร่ำลือ แม้คนผู้นี้จะเพิ่งบรรลุเป็นเทพ แต่รากฐานของเขาเพียงพอสังหารเทพชั้นสูงได้!”
ไกลออกไป ทวยเทพจากศาลเทพชิงอู๋ล้วนรู้สึกตะลึงต่อฝีมือของชายในชุดสีเงิน
ใช้เม็ดบัวอันเรื่อเรืองเพียงเม็ดเดียว แต่กลับสามารถบิดเบือนกาลเวลา ย้อนบัญญัติกาลได้!
นี่ต้องเป็นสมบัติประเภทใดกัน?
และภาพที่สะท้อนจากเม็ดบัวนั้นก็ไร้ผลกระทบมาแต่ต้นจนจบ แสดงกระบวนการยามภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงถูกทำลาย และยังทำให้ทวยเทพจากศาลเทพชิงอู๋ทั้งหลายเห็นความน่าสะพรึงกลัวของซูอี้ครบถ้วน!
“อืม คงไม่ทำให้พวกเจ้ากลัวกันใช่หรือไม่?”
ชายในอาภรณ์สีเงินเก็บเม็ดบัวไปพลางเอ่ยถามยิ้มๆ
ทวยเทพจากศาลเทพชิงอู๋มองหน้ากัน
ไอ้กลัวน่ะไม่ แต่ที่ตกใจนั้นของจริง!
“ขอบังอาจถามนามของท่านได้หรือไม่ ท่านก็มาเพื่อจับตัวซูอี้ผู้นั้นหรือ?”
ชายชราผู้หนึ่งสูดหายใจลึกๆ และกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม กิริยาสุภาพถ่อมตน
“ผิดแล้ว ข้าและซูอี้ไร้ความเคืองแค้นหรือติดค้างอันใดต่อกัน ข้ามิได้มาเพื่อจับตัวเขาหรอก”
ชายในอาภรณ์สีเงินส่ายหน้า “ส่วนนามของข้า ไม่ต้องพูดถึงมันหรอก เป็นเพียงผู้ผ่านทางเท่านั้น”
ว่าแล้ว เขาก็หันหลังเตรียมจากจร
ทว่าทันใดนั้น ราวตระหนักถึงบางสิ่ง เจ้าตัวพลันชะงักและกล่าวว่า “มีบางอย่างไม่ถูกต้อง”
ชายชราผงะไป ก่อนจะถามขึ้นอย่างเผลอตัว “ท่านคิดว่าสิ่งใดมิถูกหรือ?”
ชายในชุดสีเงินหันกลับมา กวาดสายตามองทวยเทพผู้ทรงอำนาจจากศาลเทพชิงอู๋ แล้วรำพึงว่า “ข้าไม่ได้อยากฆ่าพวกท่านเลย แต่เพื่อมิให้ต้องพัวพันในผลกรรมนี้ ข้าจำต้องเชิญพวกท่านสู่ความตายแล้ว”
ทุกผู้ “???”
นี่มันเรื่องอันใดกัน คนผู้นี้จะฆ่าคนหรือ?
เพราะเหตุใด?
ตลอดกาลผ่านมา พวกเขามิได้ทำอันใดเลย!
ชายในอาภรณ์สีเงินดูจะเข้าใจความงุนงงในใจของคนทุกผู้ และอธิบายอย่างใจเย็นว่า “ก่อนหน้านี้ ข้าใช้ ‘เม็ดบัวแห่งเวลา’ สืบร่องรอยจากภาพก่อนหน้านี้ เทียบได้กับการเปิดโปงการกระทำบางส่วนของซูอี้ผู้นั้น แม้จะมิใช่ความลับ แต่ถึงอย่างไร พวกท่านก็เห็นมันแล้วอยู่ดี”
“เพื่อป้องกันไม่ให้ซูอี้ผู้นั้นเข้าใจข้าผิดในภายหน้า และเพื่อไม่ให้ถูกกระทบจากมรสุมนี้ ข้าทำได้เพียง… ต้องให้พวกท่านลำบากแล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็ค้อมตัวกล่าวกับทวยเทพจากศาลเทพชิงอู๋อย่างขอโทษขอโพย “ขออภัยด้วย เพื่อเป็นการชดเชย ข้าจะให้พวกท่านสู่สุคติอย่างมีเกียรติ เก็บเถ้ากระดูกตั้งสุสานเพื่อสงบวิญญาณของพวกท่านบนสวรรค์ให้”
ทุกผู้ “!!!”
แค่เพราะพวกเขาเห็นภาพเหล่านั้น ชายในชุดสีเงินก็คิดจะทำลายพวกเขาไม่ละเว้นแล้วหรือ?
ทว่าขณะเดียวกัน ชายในชุดสีเงินก็กล่าวขออภัยอย่างแสนจริงใจ และยังบอกว่าจะช่วยฝังร่างสร้างสุสานให้……
เป็นภาพอันแสนน่าขันและน่าสะอิดสะเอียนนัก ทำให้ทุกผู้สงสัยว่าคนผู้นี้บ้าไปแล้วหรือไม่!
“ท่านเอ๋ย เรามาจากศาลเทพชิงอู๋นะ หากฆ่าเราไป ไม่กลัวหรือว่าจะถูกลากไปพัวพันกับความขัดแย้ง?”
ชายชราอดกล่าวมิได้
ไฉนต้องทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ถึงกับต้องฆ่าต้องแกงพวกเขาด้วย?
ฆ่าพวกเขาไป มิกังวลว่าจะถูกศาลเทพชิงอู๋ล้างแค้นหรือ!?
ชายในอาภรณ์สีเงินครุ่นคิดอย่างจริงจัง และกล่าวว่า “หากข้าฆ่าพวกท่าน ก็ไร้ผู้ใดรู้ว่าเป็นฝีมือข้า ไฉนข้าจึงต้องเข้าไปพัวพันกับมรสุม?”
“แต่หากข้าปล่อยพวกท่านไว้ ซูอี้ผู้นั้น…ก็น่าจะอนุมานได้แน่ๆ ว่าข้าบังเอิญหลุดเรื่องวันนี้บางส่วนออกไป เทียบสองความผิดแล้วย่อมรู้หนักเบา และข้า…ข้าก็ทำได้เพียงยอมกล้ำกลืนลงมือกับพวกท่านแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกผิด
ชายในอาภรณ์สีเงินดูแสนจริงใจ ถ่อมตนและละอาย ทั้งกิริยาวาจาและการวางตัวของเขายังแสนอับอาย
ทว่าทุกผู้จากศาลเทพชิงอู๋กลับอกสั่นขวัญแขวนอย่างมิอาจพรรณนา
นี่มันคนบ้าแบบใดกัน!?
“ถอนตัว!”
ชายชราผู้นำคณะไหวตัวเร็วที่สุด เลือกอพยพจากที่นี่ก่อนเพื่อเลี่ยงจากชายผู้ดูสุภาพทว่าแสนบ้าคลั่งนี้ทันที
ทว่าชายในอาภรณ์สีเงินกลับส่ายหน้า กล่าวอย่างเศร้าใจด้วยใบหน้าเศร้าหมอง “ขออภัยด้วย แต่พวกเจ้าไปไม่ได้หรอก”
ตู้ม!
ทันใดนั้นฟ้าดินกลับดับแสง
มิติเวลาบิดเบี้ยวเรรวน คมมีดแห่งบัญญัติกาลเวลานับไม่ถ้วนปรากฏ ทะยานเข้าใส่คนทั้งหลาย
ทุกที่ที่พวกมันพลิ้วผ่าน ทวยเทพต่างถูกประหารเยี่ยงฟันผักดายหญ้า!