บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2175 สามวิธีเข้าร่วมศาลเทพชิงอู๋
บทที่ 2175 สามวิธีเข้าร่วมศาลเทพชิงอู๋
แปดทวยเทพจากศาลเทพชิงอู๋ตกตาย
ไร้การนองเลือด ไร้บาดแผลใดๆ และสังขารเหล่านั้นต่างสมบูรณ์ไร้บาดแผล
ทว่าพลังชีวิตทั้งหมดของพวกเขาสิ้นสูญไป!
ชายในอาภรณ์สีเงินถอนหายใจยาวเหยียด กล่าวว่า “สองสามปีจากนี้ ยุคตำนานทมิฬจะมาเยือน ถึงยามนั้น ทวยเทพจะตกตายได้ทุกอึดใจเยี่ยงผักหญ้า พวกเจ้าก็แค่ตายล่วงหน้าไปก่อน ได้พักผ่อนอย่างสงบ หลุดพ้นจากอนธการอันโกลาหลก่อนใครเท่านั้น”
ว่าแล้ว อีกฝ่ายก็ก้าวเข้าไปเก็บร่างของทวยเทพเหล่านั้นทีละคน สร้างสุสานตั้งป้ายหลุมศพให้แก่พวกเขา
บนป้ายสุสานเขียนไว้ว่า
‘วอนพวกเจ้าอย่าล้างแค้นให้พวกเขาเลย หากผู้บริสุทธิ์ต้องตกตายเพราะข้ามากไปกว่านี้ ข้าจะยิ่งรู้สึกผิดไปใหญ่นะ’
ชายในอาภรณ์สีเงินจ้องลายมือตนบนป้ายหลุมศพชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะยีเส้นผมยุ่งฟูของตนแล้วเผยรอยยิ้มจากใจ
“ผู้มรณายิ่งใหญ่ที่สุด ขอจงพักผ่อนอย่างเป็นสุข”
เขาโบกมือไปทางสุสานทั้งหลาย ก่อนจะหันหลังก้าวเดิน ร่างหายวับไปในอากาศธาตุ
ท่ามกลางแสงจากท้องนภา บนซากหักพังของภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงพลันปรากฏสุสานขึ้นเพิ่มเก้าแห่ง
ภาพนี้ดูประหลาดยิ่งนัก และยังก่อให้เกิดเสียงลือลั่นยิ่งใหญ่ในโลกชางหลานจากนั้นด้วย
……
ในจักรวาลพร่างดาวอันไพศาล
เรือสมบัติลำหนึ่งละล่องข้าม
บนเรือสมบัติ ซูอี้ได้แปรลักษณ์เป็นชาติที่สามเซียวเจี่ยนแล้ว
วานรน้อยเองก็แปรลักษณ์ กลายเป็นนกกระจอกสีเทากระพือปีกโผบิน
“อยู่หรือตาย เจ้าจะเลือกเช่นไร?”
ซูอี้ซึ่งนั่งบนเรือเอ่ยถามแผ่วเบา
ข้างกายเขามีร่างหนึ่งถูกพันธนาการอยู่ หาใช่ใครอื่นนอกจากไช่เหล่ย เทพท่องตะวันแห่งศาลเทพชิงอู๋
คนผู้นี้ถูกวานรน้อยจับเป็นได้ที่บริเวณด้านนอกหมู่บ้านเฉาซี
เมื่อได้ยินวาจาของซูอี้ ไช่เหล่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “หากอยากมีชีวิตรอด ต้องจ่ายด้วยราคาเช่นไร?”
ซูอี้มองไช่เหล่ยอย่างชมชอบ นี่สิ คนฉลาด
“ข้าคิดเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋”
ซูอี้กล่าว “เจ้าว่าข้าควรทำเช่นไร จึงสามารถเข้าไปได้อย่างราบรื่น?”
ไช่เหล่ยผงะไป ก่อนจะกล่าวลองเชิงทันที “ขอละลาบละล้วงถาม ท่านมีการฝึกฝนในขอบเขตใด?”
“ขอบเขตสรรค์สร้างขั้นกลาง” ซูอี้กล่าวเนิบๆ
ไช่เหล่ยขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ด้วยความเคารพยิ่ง แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เทพเผ่ามนุษย์เช่นท่านจะเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋ได้”
ศาลเทพชิงอู๋เป็นขุมกำลังเผ่าปีศาจ!
แทบทั้งสำนักมีแต่ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจ แม้จะมีผู้ฝึกตนมนุษย์อยู่เช่นกัน แต่ก็น้อยเกินนับเป็นหนึ่งส่วน
และในฐานะเทพมนุษย์ หากคิดจะเข้าไปฝึกฝนในศาลเทพชิงอู๋ ไม่เพียงต้องผ่านการทดสอบสารพัด ยังต้องถูกสืบตัวตนและที่มาด้วย!
ไช่เหล่ยเห็นได้ทันทีว่าชายหนุ่มชุดเขียวผู้นี้คิดเข้าร่วมศาลเทพชิงอู๋โดยมีแผนอื่นในใจ!
คนเช่นนี้หาแตกต่างจากคนทรยศไม่ แค่ตัวตนและที่มาย่อมมิอาจผ่านการคัดกรองของสำนักได้!
“เทพเผ่ามนุษย์?”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “อย่าห่วงเรื่องนี้เลย ข้าก็เป็นเทพเผ่าปีศาจได้เหมือนกัน”
ว่าแล้ว ปราณบนร่างของชายหนุ่มได้แปรเปลี่ยนเงียบเชียบ ดวงตาเรืองรัศมีสีน้ำตาลเทาสลัวมัว
และเลือดลมในกายของเขาก็แปรนิมิต บังเกิดเงามังกรคบเพลิงขึ้นบนสุญญะ ณ เบื้องหลัง!
มังกรคบเพลิง!?
ไช่เหล่ยอ้าปากค้าง
เขาเป็นเทพปีศาจ และสามารถตัดสินได้ทันทีว่าสายเลือดและลมปราณในกายของซูอี้ทั้งบริสุทธิ์และเก่าแก่อย่างยิ่ง เป็นสายเลือดมังกรคบเพลิงอย่างไม่อาจปลอมแปลงได้!
ควรทราบว่ามังกรคบเพลิงนั้นเป็นสัตว์ร้ายแห่งฮุ่นตุ้นอันเก่าแก่โบราณชนิดหนึ่ง รูปลักษณ์เหมือนมังกรแท้ เกิดมามีเขาเดี่ยว ทั่วทั้งร่างดำทะมึนเยี่ยงหมึก เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในสัตว์ร้ายปฐมสวรรค์ที่มีกายเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวที่สุด
นอกจากนั้น มังกรคบเพลิงยังมีความสามารถทางสายเลือดโดยกำเนิดเช่น ‘ลมหายใจมังกรเทียน’ และ ‘ม่านราตรีสงัด’ อยู่
ดูเหมือนสัตว์ร้ายแห่งฮุ่นตุ้นเช่นนี้จะแทบสูญพันธุ์ไปจากโลกหล้าแดนเทพ ไม่ได้ปรากฏตัวมาเนิ่นนานแล้ว
แต่ขอเพียงผู้มีสายเลือดมังกรคบเพลิงปรากฏร่าง มองปราดเดียวก็ทราบได้ทันที
เพราะอำนาจสายเลือดอันกล่าวได้ว่าเป็นสายเลือดสูงสุดในโลกหล้าเช่นนี้จะก่ออำนาจกดดันน่าสะพรึงกลัวยิ่งต่อผู้ฝึกตนปีศาจอื่นใด ไม่ใช่สิ่งที่มีผู้ใดปลอมแปลงได้เลย!
ชั่วขณะนี้ ไช่เหล่ยอดงุนงงมิได้ “เจ้า…เป็นเทพชาวมนุษย์หรือเทพมังกรคบเพลิงกันแน่?”
ซูอี้แย้มยิ้ม “กระทั่งเจ้ายังยากสรุปได้ สิ่งนี้มันจัดการง่ายนักหรือ?”
สีหน้าของไช่เหล่ยแปรเปลี่ยนในชั่วขณะหนึ่ง “หากท่านเป็นเทพมังกรคบเพลิงจริงๆ ท่านก็มีโอกาสเข้ามาฝึกฝนยังศาลเทพชิงอู๋ของข้า ทว่า… หากตัวตนและที่มาของท่านมีปัญหา หากถูกพบ ท่านก็มีแต่ต้องตายนะ!”
ซูอี้กล่าวอย่างราบเรียบ “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก บอกข้ามาก็พอว่าจะเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋ได้เช่นไร”
ไช่เหล่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวถึงวิธีการเข้าร่วมศาลเทพชิงอู๋อย่างให้ความร่วมมือ
เขาไม่กล้าปกปิด เพราะซูอี้บอกไว้แล้วว่าจะไม่ปล่อยเขาไปจนกว่าตนจะเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋สำเร็จ!
ชีวิตของเขาอยู่ในกำมือซูอี้ เขาจึงไม่อาจบิดพลิ้วได้
ศาลเทพชิงอู๋เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ที่สุดของทวีปเทพอัคคีทักษิณ มีตัวตนระดับจอมเทพอยู่ในสำนัก
การรับศิษย์ปกติแล้วแค่ผ่านบททดสอบก็เพียงพอ
แต่เมื่อเป็นการรับเทพภายนอกเข้ามา การทดสอบคัดกรองจะยากเข็ญอย่างยิ่ง
ประการแรกก็เพื่อระวังไม่ให้มีผู้ปะปนเข้ามาขโมยมรดกของสำนัก
ประการที่สองก็เพื่อให้แน่ใจว่าเทพทุกคนที่รับเข้ามามีความภักดีพึ่งพาได้ ไม่หักหลังกันโดยง่าย
เพราะถึงอย่างไร ทวยเทพก็แตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่วไป ในโลกหล้าทั่วแดนดิน ทวยเทพตนใดล้วนเปิดสำนักลัทธิของตนได้
แม้กระทั่งในขุมกำลังสูงสุดอย่างศาลเทพชิงอู๋ สถานะของทวยเทพยังสูงส่งมาก ถือได้ว่าเป็นอำนาจสำคัญ
ขอเพียงเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋ได้ เขาจะมีตำแหน่งสำคัญในทันที
อย่างตำแหน่งเทพท่องตะวันของไช่เหล่ยก็เป็นตำแหน่งผู้ลาดตระเวนเขตปกครองของศาลเทพชิงอู๋
ดังนั้น ยามรับเทพเข้าสำนัก กฎเกณฑ์และเงื่อนไขของศาลเทพชิงอู๋จึงเข้มงวดกว่ายามรับศิษย์
ไช่เหล่ยกล่าววิธีทั้งสามเท่าที่เขารู้ออกมาทั้งหมด
วิธีแรกคือเสนอตัวเข้าร่วมบททดสอบคัดกรองของศาลเทพชิงอู๋ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกสิบปี
สองคือได้รับการแนะนำผ่านผู้มีอำนาจในศาลเทพชิงอู๋ แต่ก็ยังต้องเข้ารับการทดสอบอยู่ดี หากไม่ตรงตามเงื่อนไขก็จะถูกปฏิเสธ
สามคือเข้าร่วม ‘ชุมนุมเต๋าสารทวสันต์’ ในทวีปเทพอัคคีทักษิณ!
นี่เป็นงานใหญ่ซึ่งจัดเตรียมสำหรับทวยเทพโดยเฉพาะ ที่มาของผู้เข้าร่วมไม่สำคัญ และถูกจัดขึ้นปีละหนในเมืองโบราณสารทวสันต์
ทวยเทพผู้เข้าร่วมชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ ไม่ว่าจะมาจากหนใด มีที่มาเช่นไร ขอเพียงแสดงฝีมือในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ได้ดี พวกเขาจะได้โอกาสถูกขุมกำลังสูงสุดชักชวนเข้าร่วมเอง!
แม้จะถูกเชิญและได้โอกาสเข้าร่วมขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุด แต่ก็ยังต้องผ่านการคัดกรองอยู่ดี
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็ตัดสินใจเลือกวิธีที่สาม
เพราะชุมนุมเต๋าสารทวสันต์จัดขึ้นปีละหน และชุมนุมเต๋าสารทวสันต์หนหน้าก็จะจัดขึ้นในอีกสามเดือนนี้เอง!
ถึงยามนั้น ยักษ์ใหญ่สูงสุดหลายแห่งจากทวีปเทพอัคคีทักษิณจะส่งผู้มีอำนาจมาชมพิธีการ เพื่อขุดคุ้ยเฟ้นหาเทพผู้ทรงพลังจาก ‘ชุมนุมเต๋าสารทวสันต์’
ศาลเทพชิงอู๋ย่อมเข้าร่วมด้วยอยู่แล้ว
วิธีนี้สำหรับซูอี้ทั้งง่ายดายและไร้ปัญหาที่สุด
“ขอถือวิสาสะถาม ท่านมีจุดประสงค์เช่นไรในการเข้าร่วมศาลเทพชิงอู๋ของข้า?”
ไช่เหล่ยถามอย่างระมัดระวัง
“เพื่อฝึกฝนน่ะสิ”
ซูอี้ตอบโดยไม่หยุดคิด
ไช่เหล่ย “……”
ฝึกฝน?
ฝึกฝนกับผีสิ!
วางแผนเจาะจงเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋ และยังจับตัวเทพท่องตะวันเช่นข้าอย่างไร้ลังเล คนผู้นี้มีแผนแอบแฝงต่อศาลเทพชิงอู๋อย่างเห็นได้ชัด!!
ทว่าวาจาเหล่านี้ก็ทำได้เพียงค้างในปาก ไช่เหล่ยไม่กล้ากล่าววาจาใด ทำได้แต่ร่วมมืออย่างเชื่อฟัง
ทันใดนั้น ซูอี้ได้เอ่ยถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอันใดขึ้นกับสมรภูมิไร้สิ้นสุด?”
นี่คือสิ่งที่เขางุนงงในใจมากที่สุด
บนวิถีเชื่อมดาราก่อนหน้านี้ เขากับคู่พี่น้อง ลั่วชิงตี้และลั่วเสวียนจีถูกสกัดกั้นโดยศัตรูร้ายมากมาย
ศัตรูร้ายอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียง ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ จอมเทพเทียนฮวง จอมเทพอวิ๋นเหอและเหวินเหรินฉินควรถูกสหายเก่าของหลี่ฝูโหยวตรึงกำลังอยู่ในสมรภูมิไร้สิ้นสุดตนมิอาจออกมาได้
ทว่ายามนั้น ศัตรูร้ายเหล่านั้นกลับปรากฏขึ้นด้วยร่างจริง!
นอกจากนั้น ยังมีตัวตนน่าสะพรึงกลัวบางคนซึ่งสัมผัสถึงมุมหนึ่งแห่งธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยแล้วอีก
เช่นตี้เอ้อ กู่ฮวาเซียน เฒ่าค่อม เจียวมู่และคนอื่นๆ
ทั้งหมดนี้ทำให้ซูอี้ตระหนักได้ว่า ต้องเกิดเหตุพลิกผันร้ายแรงบางอย่างขึ้นในสมรภูมิไร้สิ้นสุด!
ยิ่งกว่านั้น เหตุแปรผันนี้ยังเพิ่งบังเกิดในช่วงปีที่ผ่านมา!!
เพราะยามเขาอยู่ในสมรภูมิแห่งยุคสมัย ณ แดนเซียน สหายเก่าในอดีตชาติของหลี่ฝูโหยวยังปรากฏขึ้น ณ ส่วนลึกแห่งเมฆทัณฑ์ยามเขาบรรลุระดับสุดลึกล้ำ และขวางพวกพุทธเจ้าแผดตะเกียงไว้
ขณะนั้น สมรภูมิไร้สิ้นสุดยังไร้การเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
“สมรภูมิไร้สิ้นสุดหรือ?”
ไช่เหล่ยครุ่นคิดสักครู่และกล่าวว่า “ราวสามปีก่อน มีข่าวลือสะพัดในโลกหล้า จนเกิดเป็นเสียงลือลั่นเกี่ยวกับสมรภูมิไร้สิ้นสุดอยู่”
ซูอี้กล่าว “ว่ามาเถิด”
“กล่าวกันว่ามีตัวตนลึกลับอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งใช้อำนาจเทพสูงสุดผนึกทางเข้าสมรภูมิไร้สิ้นสุดไว้ จนคนนอกไม่อาจเข้าไปที่นั่นได้อีกแล้ว”
ไช่เหล่ยกล่าวรัวเร็ว “แต่ไม่มีผู้ใดทราบสัจธรรมของข่าวลือนี้ และท่านก็ต้องรู้ด้วยเช่นกันว่าสมรภูมิไร้สิ้นสุดเป็นสถานที่ร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวเช่นไร ต่อให้จอมเทพเข้าไป โอกาสตายก็ยังมี ส่วนเทพทั่วไปต่างไม่กล้าไปที่นั่นเลย”
“ทางเข้าถูกผนึกหรือ?”
ซูอี้ขมวดคิ้ว เป็นไปได้เช่นไร? อำนาจกฎสวรรค์ของสมรภูมิไร้สิ้นสุดเพียงพอเป็นภัยต่อชีวิตจอมเทพ แล้วใครกันจะผนึกทางเข้าได้?
เว้นแต่……
วิถีเต๋าของผู้ลงมือจะอยู่เหนือกว่าขอบเขตจอมเทพไปเนิ่นนาน!!
เมื่อคิดเช่นนี้ ในใจของซูอี้ได้ปรากฏภาพของตี้เอ้อขึ้น
เป็นเขาหรือ?
ซูอี้ส่ายหน้า และไม่คิดเรื่องนี้มากนัก
หากภายหน้าได้พานพบ เขาก็จะรู้คำตอบเอง
ต่อจากนั้น ชายหนุ่มก็ได้ถามคำถามอื่นต่อ
โชคร้าย แม้ไช่เหล่ยจะเป็นเทพปีศาจผู้หนึ่งของศาลเทพชิงอู๋ เขาก็เป็นเพียงเทพชั้นล่าง จึงมีความรู้จำกัด
คำตอบมากมายทำให้ซูอี้ไม่พอใจ
ทว่าเขาก็พอจะรู้สถานการณ์เบื้องต้นในทวีปเทพอัคคีทักษิณจากไช่เหล่ยบ้าง
หลายสถานที่แตกต่างจากความทรงจำของหลี่ฝูโหยวและอี้เต้าเสวียนไปเนิ่นนานแล้วจริงๆ
“คำถามสุดท้าย ฮั่วหงเจินยังอยู่หรือไม่?”
ซูอี้ถาม
ฮั่วหงเจิน!
หนึ่งในบรรพชนระดับจอมเทพของศาลเทพชิงอู๋ บรรพปีศาจหงเจิน
คนผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในปรปักษ์ผู้ซึ่งอี้เต้าเสวียนเกลียดที่สุดยามมีชีวิตอยู่
ใช่แล้ว มิใช่ศัตรู แต่เป็นปรปักษ์!
เพราะในใจของอี้เต้าเสวียน ฮั่วหงเจินหาควรค่าเป็นศัตรูกับเขาไม่!