บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2173 รู้จักบรรพชน หวนคืนสู่รากเหง้า
บทที่ 2173 รู้จักบรรพชน หวนคืนสู่รากเหง้า
บนท้องนภา ตะวันทั้งสามดวงลอยสูงขณะส่องแสงจ้า
เจิดจรัสทั่วทั้งสวรรค์และโลก
แต่เมื่อเทียบกับรัศมีดาบอันปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันแล้ว พวกมันก็หม่นรัศมีไม่น้อย
สรรพสิ่งเกิดขึ้นไวเกินไป
ก่อนหน้านี้ เทพปีศาจเซิ่งเชวียไล่บี้โจมตีวานรน้อยฝ่ายเดียว เทวฤทธิ์สูงส่งเกินหยุดยั้ง
ใครเล่าจะคาดคิดว่า เพียงปราณดาบหนึ่งสายจะสลายสรรพสิ่งเสียสิ้น?
ยามหอกศึกในมือของเทพปีศาจเซิ่งเชวียแตกหัก ผู้คนยังไม่ทันไหวตัวว่าเกิดสิ่งใดขึ้นด้วยซ้ำ
ยามวิหคเทพมังกรสีทองที่อยู่เบื้องหลังเทพปีศาจเซิ่งเชวียแหลกสลาย ทันใดนั้น ผู้คนต่างผงะงัน พวกเขาตระหนักแล้วว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
จากนั้นพวกเขาจึงพบว่ามีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งโผล่ขึ้นขวางตรงหน้าวานรน้อยผู้ถูกโจมตีสาหัส
ร่างของเทพปีศาจเซิ่งเชวียพลันชะงัก
เหล่าผู้ชมล้วนเงียบกริบ
ความตื่นเต้นบนใบหน้าของหานตงจื้อและผู้มีอำนาจคนอื่นๆ ชะงักงัน เมื่อตระหนักแล้วว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
“เป็น…เป็นดาบที่ไวยิ่งนัก!”
เทพปีศาจเซิ่งเชวียมองร่างสูงใหญ่จากไกลๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น สีหน้างุนงงเล็กน้อย
ในโลกชางหลาน มีนักดาบทรงพลังเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?
ทันใดนั้น เขาก็สิ้นการรับรู้
เส้นสีเลือดที่คอของเขาปริร้าว แยกศีรษะออกจากร่าง
และยามนี้เองที่ผู้คนต่างขวัญผวา เมื่อพบว่าจิตวิญญาณและร่างวิถีของเทพปีศาจเซิ่งเชวียสิ้นชีวิตไปเนิ่นนาน ขณะที่พวกมันในยามนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเถ้าละล่องหาย
หานตงจื้อและคณะต่างผงะ
มหาเซียนจื่อเจวี๋ย ซวงเอ๋อร์ และหลิงเอ๋อร์ต่างตกตะลึงเช่นกัน
ต่างผู้ล้วนตกใจกับเหตุประหารอันพิกลนี้!!
เพราะปราณดาบเมื่อครู่ไม่เพียงสะบั้นหอกศึกของเทพปีศาจเซิ่งเชวียลงเท่านั้น แต่ยังบดขยี้ธรรมลักษณ์วิหคเทพมังกรที่เขาสร้างขึ้น และสังหารตัวเขาลงในชั่วพริบตา!!!
น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ทุกผู้ล้วนเย็นสันหลังวาบ ประหนึ่งร่วงหล่นลงสู่โพรงน้ำแข็ง
ต้องเป็นดาบเช่นไรจึงสามารถสังหารเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาได้ในพริบตา!?
“เจ้านาย เป็นที่ขบขันของท่านเสียแล้ว”
วานรน้อยลุกขึ้นจากพื้น สีหน้าเผยเค้าความละอาย
ร่างสูงหมื่นจั้งหดคืนสู่หนึ่งจั้ง บาดแผลโชกเลือดปกคลุมกาย ดูสะบักสะบอม
“เขาห่างจากการบรรลุสู่ระดับจอมเทพเพียงก้าวเดียว ไม่มีทางเทียบได้กับเทพปีศาจขอบเขตกำเนิดวาสนาทั่วไป เจ้าพ่ายแพ้ด้วยมือของเขาไม่นับว่าควรละอาย”
ซูอี้ส่ายหัว
ขณะนี้ หลิงเอ๋อร์บนเรือสมบัติร้องเสียงหลง “ที่แท้พี่ใหญ่เซียวก็ลงมือแล้ว!”
ตู้ม!
มหาเซียนจื่อเจวี๋ยและซวงเอ๋อร์ตกตะลึงประหนึ่งต้องอัสนี
เซียวเจี่ยนเป็นผู้ลงมือสังหารเทพปีศาจเซิ่งเชวียรึ!?
สวรรค์!
เขา……ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส วิถีบาดเจ็บร้ายแรงหรือ?
จากวาจาของหลิงเอ๋อร์ ไม่นานมานี้ เซียวเจี่ยนผู้นี้ยังเป็นอัมพาตติดเตียง ไม่อาจยกนิ้วได้ด้วยซ้ำ
หาแตกต่างจากผู้พิการไม่
แต่ใครเล่าจะคิดว่าชายพิการผู้นี้จะสามารถสังหารเทพปีศาจเซิ่งเชวียได้ง่ายๆ เพียงดาบเดียว?
ความคิดของมหาเซียนจื่อเจวี๋ยและซวงเอ๋อร์ว่างเปล่า ตะลึงงันโดยสมบูรณ์
ท่ามกลางแสงแห่งนภา ซูอี้ยืนอยู่กลางเวหา หนึ่งมือถือไหสุรา อาภรณ์เขียวโบกสะบัดตามวายุ เฉยชาไร้มลทิน
ในกายของเขาไร้เทวฤทธิ์สะเทือนโลกหล้า
ทว่าในสายตาของผู้คนขณะนี้ ร่างนี้ช่างแสนสูงส่งลึกลับเหนือสิ่งใด
กระทั่งน่าสะพรึงกลัวอย่างเลี่ยงมิได้!
“นั่นเขา! เจ้าคนที่ชื่อซูอี้!!”
ทันใดนั้น เจ้าสำนักหานตงจื้อแห่งภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงได้อุทานออกมา
ซูอี้!
ผู้เรืองอำนาจคนอื่นๆ จากภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงข้างกายเขาล้วนหายใจเฮือก
พวกเขาเพิ่งได้รับข่าวจากศาลเทพชิงอู๋ให้ไปแกะรอยซูอี้ ณ โลกชางหลานกันวันนี้เอง
ดังนั้นพวกเขาจึงรู้ว่าซูอี้ไม่ใช่เพียงร่างเวียนวัฏของจอมดาบหลิงซู แต่ยังเป็นร่างเวียนวัฏแห่งมารดาบไร้เทียมทานแห่งทะเลไร้ขอบเขตอี้เต้าเสวียนด้วย!
กาลก่อน พวกเขาไม่ได้นำเรื่องนี้มาใส่ใจ เพราะมิคาดคิดว่าตัวตนอย่างซูอี้จะมายังโลกชางหลาน
ทว่ายามนี้……
พวกเขาแทบสิ้นแรงหมดสติ
ด้วยชายหนุ่มไม่เพียงมายังโลกชางหลาน แต่ยังพาเทพปีศาจอันทรงพลังยิ่งมาบุกรุกภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงของพวกเขาด้วย!!
ซูอี้?
มหาเซียนจื่อเจวี๋ยยิ่งงุนงงสับสนยิ่งกว่า เซียวเจี่ยนผู้นี้… มีตัวตนอื่นหรือ?
“เจ้ารู้จักข้าหรือ?”
ซูอี้ประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้ที่เมืองนภาคราม เขาเคยให้วานรน้อยไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเขาด้วย
ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ผลลัพธ์ใด
ยามนั้น ซูอี้ยังคิดอยู่ว่าข่าวสารเกี่ยวกับเขายังมิได้แพร่ไปในโลกเทพ
แต่ยามนี้ ชายหนุ่มพลันตระหนักแล้วว่าตนคาดเดาผิด!
“แน่นอนสิว่าเรารู้จัก!”
สีหน้าของหานตงจื้อบึ้งตึง กล่าวเสียงลอดไรฟันว่า “เจ้าเป็นคนบาปผู้ที่เทพพุทธะทั้งหลายล้วนประกาศจับ! มีขุมกำลังยักษ์ใหญ่มากมายในโลกเทพต้องการฆ่าเจ้า!”
ซูอี้ถอนหายใจ เขาเข้าใจแล้วว่าศัตรูร้ายแห่งอดีตชาติทั้งสองต่างลงมือ ป่าวประกาศแพร่หมายจับไปทั่วโลกหล้าเพื่อจัดการกับเขา!
“ทว่า……”
หานตงจื้อกล่าวอย่างดูรวดร้าว “ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงของเราไร้ความแค้นหรือขุ่นเคืองใดๆ กับเจ้า ไฉนจึงมาบุกโจมตีเราด้วย?”
ซูอี้กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “ในเมื่อพวกเจ้ารู้ว่าข้าเป็นใคร ไฉนจะไม่รู้ว่าข้ากับตระกูลอี้มีความสัมพันธ์กันเช่นไร?”
หานตงจื้อผงะไป
ผู้มีอำนาจคนหนึ่งข้างกายเขาดูจะตระหนักถึงบางอย่าง และร้องเสียงหลง “ข้าเข้าใจแล้ว ในอดีต เขาคือมารดาบไร้เทียมทานแห่งทะเลไร้ขอบเขตอี้เต้าเสวียน เห็นชัดๆ ว่ามาจากตระกูลอี้!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว ทุกผู้ต่างตะลึงค้าง
ในที่สุด หานตงจื้อและคณะก็เข้าใจว่าสาเหตุหลักของหายนะนี้เป็นเพราะตระกูลอี้ซึ่งถูกภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงของพวกเขาทำลายไปเนิ่นนาน!
“อี้เต้าเสวียน… พี่ใหญ่เซียวเขา…เขาคือบรรพชนของตระกูลข้าหรือ!?”
หลิงเอ๋อร์ผงะไป
เมื่อซวงเอ๋อร์ได้ยินเช่นนี้ นางพลันจำได้ว่าผู้อาวุโสหลี่ฉางชิงเคยเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับตระกูลอี้ให้นางฟัง แล้วสมองนางก็ชะงักค้างคิดไม่ทันไปชั่วขณะ
เซียวเจี่ยนผู้นั้น……
ไฉนจึงกลายเป็นบรรพชนตระกูลอี้ไปได้?
สวรรค์!
หากเขาเป็นบรรพชนตระกูลอี้จริง มิใช่ว่าเขาก็เป็น… บรรพชนของข้าด้วยหรือ!?
“น่าเสียดายที่พวกเจ้าเหมือนจะเข้าใจช้าไป”
ซูอี้กล่าว
“ช้าไป?”
หานตงจื้อกล่าวอย่างเดือดดาล “ไม่สายไปหรอก การล่มสลายของภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงเราจะสะเทือนถึงศาลเทพชิงอู๋แน่ และเจ้าก็จะถูกเทพสวรรค์พุทธองค์หมายหัวอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วเจ้าจะต้องตาย!”
น้ำเสียงของเขามีความเคียดแค้น
ซูอี้แย้มยิ้มไม่ถือสา กล่าวว่า “วานรน้อย เจ้าไปส่งพวกเขาสู่ปรภพที”
“ขอรับ!”
วานรน้อยลงมืออีกครั้ง
แม้มันจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการต่อสู้ และเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้นที่สงครามได้จบลง……
ไร้อุบัติเหตุอื่นใด ผู้ทรงอำนาจรวมถึงหานตงจื้อล้วนตกตาย
จากนั้นวานรน้อยและเตาเสริมสวรรค์ก็ไปไล่เก็บสินสงคราม ขณะที่ซูอี้กลับมายังเรือสมบัติ
ทันทีที่เรื่องในวันนี้จบลง เขาตั้งใจจะเดินทางออกจากโลกชางหลานเพื่อไปยังทวีปเทพอัคคีทักษิณ
“ยามนี้ เจ้าเข้าใจตัวตนของข้าหรือยัง?”
ซูอี้นั่งกลับลงไปบนเก้าอี้หวาย เอ่ยถามพร้อมด้วยรอยยิ้ม
สำหรับเขา การเหยียบย่ำภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงหาแตกต่างจากเรื่องเล็กน้อยแสนธรรมดาไม่ มิควรค่าให้พูดถึงเลย
ซวงเอ๋อร์วิญญาณละล่องเหม่อลอย
หลิงเอ๋อร์อดกล่าวมิได้ว่า “พี่ใหญ่เซียว เจ้า…เจ้าคือบรรพชนของตระกูลข้าจริงๆ หรือ?”
ซูอี้พยักหน้า “เคยเป็น แต่ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็ถอนหายใจเบาๆ
เพราะถึงอย่างไร ตระกูลอี้ก็เสื่อมสลายไปตามกาล ยามนี้เหลือเพียงสองพี่น้อง ซวงเอ๋อร์และหลิงเอ๋อร์เป็นผู้สืบสายเลือดเท่านั้น
แต่ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงสองพี่น้องยังมีชีวิต ท้ายที่สุดพวกนางก็ยังสืบสายเลือดอดีตชาติของเขาต่อได้!
“แปลกจริง พี่ใหญ่เซียวเยาว์วัยนัก ไฉนเจ้าจึงเป็นบรรพชนของข้าได้……”
หลิงเอ๋อร์งุนงงเล็กน้อย
ซูอี้แสร้งยิ้มโง่
และตลอดช่วงนั้น ซวงเอ๋อร์เงียบมาตลอด……
นางปฏิเสธไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเล่าเกี่ยวกับชาติกำเนิดของนางมาโดยตลอด ทว่ายามนี้……
นางกลับหวั่นไหว
มหาเซียนจื่อเจวี๋ยเองก็สิ้นวจีไป
นางตื่นตะลึงเสียจนสิ้นความรู้สึกไปแล้ว และความคิดมากมายได้ผุดขึ้นในใจ
ซูอี้?
เซียวเจี่ยน?
เจ้านายของเทพปีศาจท่านนั้น?
บรรพชนตระกูลอี้?
คนบาปที่เทพสวรรค์พุทธเจ้าประกาศจับ?
ชายหนุ่มชุดเขียวผู้นี้เป็นใครกันแน่!?
ไกลออกไป ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงกลายเป็นซากไปเนิ่นนาน บนพื้นเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
เทพปีศาจทั้งหลายซึ่งนางเคยชื่นชมล้วนตกตาย
สหายพี่น้องร่วมสำนักผู้คุ้นหน้ากันดีเองก็สูญสลายไปที่นี่
และทั้งหมดนี้ยังทำให้มหาเซียนจื่อเจวี๋ยหัวใจสั่นสะท้านร้ายแรง
จู่ๆ นางก็จดจำสิ่งที่ซูอี้กล่าวไว้เมื่อก่อนขึ้นมาได้ จากนั้นก็หันมองภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง จากวันนี้ไป กลุ่มเต๋านี้ก็จะถูกทำลายจากโลกหล้า!
ยามนี้ บรรลุสมดั่งวาจาแล้ว!
เรื่องน่าขันที่สุดคือเมื่อก่อน นางคิดว่าการที่ซูอี้ประกาศสงครามกับภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงเป็นการรนหาที่ตายโดยแท้……
ชั่วขณะนั้น มหาเซียนจื่อเจวี๋ยไม่อาจควบคุมอารมณ์ของนางได้ และรู้สึกอับอายกว่าครั้งใด
“ในภายหน้า นามของเจ้าจะเป็นอี้ซวงเอ๋อร์ และเจ้าก็จะเป็นอี้หลิงเอ๋อร์”
ทันใดนั้น ซูอี้ก็กล่าวขึ้น สายตากวาดมองไปยังซวงเอ๋อร์และหลิงเอ๋อร์ ก่อนจะกล่าวเบาๆ “ข้าจะให้พวกเจ้าไปฝึกฝนในโลกเร้นลับแห่งหนึ่ง และจากนี้ไป ตราบใดที่ไม่เกิดอุบัติเหตุกับข้า พวกเจ้าจะใช้ชีวิตกันได้อย่างไร้กังวล”
“อี้หลิงเอ๋อร์…” หลิงเอ๋อร์พึมพำ ก่อนจะพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “พี่ใหญ่เซียว ข้าจำไว้แล้ว!”
สายตาของซวงเอ๋อร์หันไปยังมหาเซียนจื่อเจวี๋ย และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ข้า…ข้าเป็นทายาทของตระกูลอี้จริงๆ หรือเจ้าคะ?”
มหาเซียนจื่อเจวี๋ยฟื้นขึ้นจากภวังค์ และกล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อนทันที “น่าจะ…ไม่ผิดเพี้ยน”
ตัวตนผู้สามารถสังหารเทพปีศาจเซิ่งเชวียได้อย่างง่ายดาย ไฉนเลยจะมาลวงหลอกสาวน้อยอย่างซวงเอ๋อร์?
ซวงเอ๋อร์พยักหน้า ก่อนจะกล่าวกับซูอี้ฉับพลัน “เช่นนั้น ต่อจากนี้เจ้าจะทำอันใดกับอาจารย์ข้าต่อ?”
วาจานั้นทำให้หัวใจของมหาเซียนจื่อเจวี๋ยบีบรัดแน่น
ซูอี้เห็นได้ว่าซวงเอ๋อร์ยังคงห่วงใยอาจารย์ของนาง
ทันใดนั้น เขาหันไปกล่าวกับมหาเซียนจื่อเจวี๋ยว่า “ข้าจะให้โอกาสเจ้า จะเลือกอยู่ฝึกฝนในโลกเร้นลับกับอี้ซวงเอ๋อร์ก็ได้ ภายหน้าจะบรรลุเป็นเทพก็ไม่ยากเย็นเลย”
“หรือไปเสียยามนี้ และจากนี้ไป ใต้นภามิพบพาน ต่างผู้ต่างครรลองวิถี”
“เลือกเองได้เลย”
สีหน้าของมหาเซียนจื่อเจวี๋ยแปรเปลี่ยนไปชั่วขณะ จากนั้นพลันคุกเข่าลงบนพื้น ค้อมคำนับซูอี้ “ผู้น้อยหวังจะอยู่ต่อ! ขอผู้อาวุโสโปรดสงเคราะห์ด้วย!”
หัวใจของซวงเอ๋อร์สะท้านยามได้เห็นอาจารย์ของนางคุกเข่าลง เรียกซูอี้เป็นผู้อาวุโสอย่างนอบน้อม
ทันใดนั้น นางก็คุกเข่าลงช้าๆ โขกศีรษะลงกับพื้นและกล่าวว่า
“ทายาทอกตัญญูอี้ซวงเอ๋อร์ขอบพระคุณใต้เท้าบรรพชนที่อดกลั้นต่อกิริยาหยาบคายในกาลก่อนของข้า ข้าจึงมีโอกาสได้รู้จักบรรพชน หวนคืนสู่รากเหง้า!”
ในที่สุดอี้ซวงเอ๋อร์ก็ยอมรับชาติกำเนิดของตน!
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็อดรู้สึกโล่งใจมิได้
หลงผิดคิดกลับตัว ยังไม่สายไป!
ข้างกันนั้น หลิงเอ๋อร์เองก็ปรีดาเช่นกัน สีหน้าแววตาของนางเปี่ยมปีติ
ทว่าพริบตาต่อมา สาวน้อยก็กลับมาว้าวุ่นใจ
หากพี่ใหญ่เซียวเป็นบรรพชนของนาง เช่นนั้น ภายหน้านางควรเรียกพี่ใหญ่เซียวเช่นไรดี?