บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2177 ทัศนาวายุกระจ่าง ซือมิ่ง!
บทที่ 2177 ทัศนาวายุกระจ่าง ซือมิ่ง!
อ้ายคุนหรือ?
ซูอี้ยิ้มหยัน ชื่อฟังดูตลกร้ายเกินไป ฟังแล้วช่างเหลวไหลยิ่งนัก!
“ในเมื่อแค่ผ่านทางมา เช่นนั้นก็รีบไปเสีย”
ซูอี้กล่าวอย่างแผ่วเบา
ชายในอาภรณ์สีเงินผู้เรียกตัวเองว่าอ้ายคุนเดินเข้าหาพร้อมรอยยิ้ม เขากล่าวว่า “โลกหล้ากว้างใหญ่นัก แต่เจ้ากับข้าได้พบกันที่นี่ ช่างเป็นโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน”
ขณะพูด เจ้าตัวก้าวเพียงก้าวเดียว ก็มาถึงเรือสมบัติแล้ว
วานรน้อยที่กลายเป็นนกกระจอกยืนจังก้าอยู่มุมหนึ่ง สายตาเต็มไปด้วยร่องรอยเย็นชา
“ข้าไม่ใช่คนไม่ดี เจ้าจะกลัวไปทำไม?”
ชายในอาภรณ์สีเงินชำเลืองมองวานรน้อย จากนั้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับซูอี้ หยิบขวดสุราออกมา ถามว่า “ดื่มหรือไม่?”
ซูอี้ตอบว่า “ไม่อยากเท่าไหร่”
ชายในอาภรณ์สีเงินหัวเราะออกมา “มารบกวนอย่างไร้เหตุผล คงดูน่ารังเกียจและน่ารำคาญไม่น้อย ข้าเข้าใจ”
เขายกขวดสุราขึ้น ดื่มของเหลวที่อยู่ข้างในเข้าไป รู้สึกสบายใจยิ่ง ไม่มองข้างนอกแต่อย่างใด
“ถ้าเจ้าเข้าใจ เช่นนั้นรีบไปเสียดีกว่าก่อนที่ข้าจะมีน้ำโห”
ซูอี้ลูบนิ้ว กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “แน่นอน หากเจ้ามีแผนอื่น ก็บอกพวกข้ามาว่ามาทำอันใดที่นี่”
ชายในอาภรณ์สีเงินพยักหน้า กล่าวว่า “พูดตามตรง ข้ากำลังตามหาใครบางคนอยู่ คนผู้นั้นควบคุมอำนาจวัฏสงสาร เป็นที่ต้องการตัวของทวยเทพพุทธะ ข้าสนใจยิ่งนัก”
สายตาของวานรน้อยหรี่ลง
ซูอี้ถามอย่างสงบว่า “เจ้าต้องการอันใดจากเขา?”
“ความช่วยเหลือ”
ความเศร้าโศกปรากฏบนใบหน้าของชายในอาภรณ์สีเงิน “ข้าอยากขอให้เขาลงมือเพื่อฆ่าอาจารย์ของข้า”
ซูอี้ “…”
วานรน้อย “…”
คนผู้นี้แปลกประหลาดเกินไป ทั้งที่อยากสังหารอาจารย์ แต่กลับมีสีหน้าเศร้าโศก
ชายในอาภรณ์สีเงินรีบอธิบายว่า “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเข้าใจข้าผิดไป ข้าไม่อาจทนเห็นอาจารย์เจ็บปวดได้ ดังนั้นข้าจึงวางแผนจะช่วยเขาด้วยการทำให้ไปสบาย”
“เหตุใดเจ้าถึงคิดขอให้เขาทำแบบนั้น?” ซูอี้สับสน
ชายในอาภรณ์สีเงินถอนหายใจออกมา “นั่นก็เพราะวัฏสงสารไม่ใช่หรือ? ถึงแม้อาจารย์ของข้าจะเจ็บปวดสุดแสนในตอนนี้ แต่เขาก็ไม่เต็มใจที่จะตาย หลังจากข้าครุ่นคิดไปมา หากสามารถช่วยให้เขากลับชาติมาเกิดได้อีกครั้ง มันคงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว” ขณะกล่าว เขาตบต้นขาตัวเอง ยิ้มแล้วกล่าวว่า “อีกอย่าง ข้าเองก็ตั้งตารอวันนี้เช่นกัน เมื่ออาจารย์ของข้ากลับชาติมาเกิด ข้าจะไปตามหาเขาเพื่อรับเขาเป็นศิษย์ สนับสนุนให้เขาฝึกฝนทุกวัน หากเขากล้าปฏิเสธ เขาจะถูกตีก้นด้วยไม้บรรทัด!”
ซูอี้ “…”
การได้รับศิษย์ที่วิเศษอย่างชายในอาภรณ์สีเงินผู้นี้……อาจารย์ท่านนั้น เหตุใดถึงได้โชคร้ายปานนี้กัน?
“แต่ถ้าคนผู้นั้นไม่ให้การช่วยเหลือเล่า?” ซูอี้ถาม
ชายคนเดิมครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะตอบว่า “ข้าเชื่อว่า ด้วยความจริงใจทั้งหมด ทองและหินย่อมเผยออก ขอเพียงแค่ข้าแสดงความจริงใจมากพอ คนผู้นั้นย่อมไม่มีทางนิ่งเฉยเป็นแน่!”
ขณะพูด เขาพลิกฝ่ามือ เรียกถุงเก็บของให้ปรากฏขึ้น
“ในถุงเก็บของของข้ามีผลึกเทพอมตะหนึ่งพันก้อน มีโอสถเทพในขอบเขตกำเนิดวาสนาแปดสิบเอ็ดเม็ด พวกมันล้วนเป็นสมบัติหายากที่ข้าได้มาจากอาจารย์ มากพอที่จะทำให้ทวยเทพน้ำลายไหล”
“เจ้าอยากเปิดดูหรือไม่?”
ชายในอาภรณ์สีเงินส่งถุงเก็บของให้แก่ซูอี้
ซูอี้ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเป็นคนนอก ไม่สนความจริงใจที่เจ้าเตรียมมาหรอก”
ชายในอาภรณ์สีเงินหรี่ตา จากนั้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าบุ่มบ่ามเอง” เขาเก็บถุงไป ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ของพวกนี้ เป็นเพียงหนึ่งในความจริงใจที่ข้าเตรียมเอาไว้ หากคนผู้นั้นสามารถช่วยอาจารย์ข้าได้ ข้าสัญญาว่าจะสักการะเขาในฐานะพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน ข้าจะพยายามสุดความสามารถเพื่อตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ของเขา”
วานรน้อยสับสน คนผู้นี้มีความมุ่งร้ายกับอาจารย์มากแค่ไหนกัน เหตุใดถึงได้กระตือรือร้นจะช่วยให้อาจารย์ไปเกิดใหม่ขนาดนี้?
“สถานการณ์ของอาจารย์เจ้าแย่มากหรือ?”
เขาถาม
“ไม่ใช่แค่แย่เท่านั้น เลวร้ายเลยต่างหาก เลวร้ายมากๆ!”
ชายในอาภรณ์สีเงินถอนหายใจออกมา “ตาเฒ่านั่นได้รับบาดเจ็บแสนสาหัส กระทั่งมีรอยร้าวปรากฏขึ้นในจิตใจ เขาคลุ้มคลั่งอยู่หลายครั้ง แต่ที่น่าแปลกก็คือเขารอดพ้นจากความเจ็บปวดไปได้ทุกครา”
“ยามนี้ ร่างกายของตาเฒ่าถูกฝังอยู่ในดิน ทำได้เพียงร้องหงิงๆ เหมือนสุนัขแก่ ชีวิตแย่ยิ่งกว่าความตาย”
ขณะพูด ดวงตาของเขาแดงก่ำ หัวใจแตกสลาย
ทว่าซูอี้กับวานรน้อยกลับพูดไม่ออก
คนผู้นี้ดูเศร้าโศกก็จริง แต่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า เขากำลังสะใจในความโชคร้ายของผู้อื่น ด้วยถึงขั้นบรรยายอาจารย์ว่าเหมือนสุนัขแก่ที่ลมหายใจรวยริน…
ประโยคนี้คือสิ่งที่ศิษย์ควรพูดหรือ?
หลังจากเงียบไป ซูอี้พลันกล่าวว่า “ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะช่วยปลดปล่อยอาจารย์ก่อน เพื่อไม่ให้เขาต้องทุกข์ทรมานจากความทรมานนี้อีก”
ชายในอาภรณ์สีเงินแข็งทื่อ
ก่อนจะทันได้พูดอันใด ชายหนุ่มก็กล่าวกับตัวเองว่า “ข้าเชื่อว่าอาจารย์ของเจ้าจะต้องยิ้มอย่างแน่นอน เขาคิดว่าเจ้าเปี่ยมด้วยความกตัญญู ไม่คิดหรอกว่าเจ้าเป็นคนหลอกลวงอาจารย์หวังทำลายบรรพชนของตัวเอง”
ชายในอาภรณ์สีเงินประหลาดใจ พูดไม่ออกสักพัก
ซูอี้กล่าวอย่างจริงจังว่า “ถ้าเจ้าทำไม่ได้ แสดงว่ายังกตัญญูต่ออาจารย์ไม่มากพอ พุทธองค์ยังแล่เนื้อเพื่อป้อนอินทรีย์ได้ ในฐานะศิษย์ เหตุใดเจ้าถึงทำเพื่ออาจารย์ไม่ได้?”
ผ่านไปสักพัก ชายในอาภรณ์สีเงินไอแห้งออกมา ถามว่า “น้องชาย เจ้าล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?”
ซูอี้ตอบอย่างแผ่วเบาว่า “เจ้าล้อข้าเล่นก่อน ข้าก็เลยล้อเจ้าเล่นกลับ นี่เรียกว่าการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันหรือไม่จริง?”
ชายในอาภรณ์สีเงินจ้องซูอี้สักพัก จากนั้นฟก็ยิ้มออกมา “เจ้านี่มันช่างน่าสนใจจริงๆ ถ้างั้นเจ้าคิดว่ามีความหวังที่คนผู้นั้นจะช่วยข้าหรือไม่?”
ซูอี้ตอบว่า “ถ้าเจ้าสามารถบอกข้าได้ว่า เจ้าบังเอิญมาพบข้าที่นี่ได้อย่างไร ข้าอาจจะตอบคำถามให้ก็ได้”
ชายในอาภรณ์สีเงินหัวเราะออกมา “เรื่องนี้ง่ายจะตาย”
ขณะพูด เขาก็แบฝ่ามือออก เม็ดบัวส่องแสงปรากฏขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ปรากฏขึ้น สุญญะรอบข้างพลันบิดเบี้ยวและพังทลาย ก่อนที่ทุกสิ่งจะคงตัวอีกครา
ม่านตาของวานรน้อยหดตัว ขณะที่ขนลุกชัน
กลิ่นอายของเม็ดบัวน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!!
ซูอี้อดขยับไม่ได้ ถามว่า “นี่คือ…วัตถุสะบั้นกฎหรือ?”
“ถูกต้อง” ชายรูปงามคนนั้นปรบมือ “ท่านช่างมีสายตาเฉียบแหลมนัก ชื่อของสิ่งนี้คือ ‘เม็ดบัวแห่งเวลา’ เหมือนกับเมล็ดพันธุ์แห่งเวลาดั้งเดิม พลังของมันมากพอที่จะทำลายกฎเหล็กแห่งเวลาในโลกหล้าใบนี้ ไม่ถูกสั่งห้ามโดยระเบียบแห่งสวรรค์ ดังนั้นมันจึงควรค่ากับคำว่า ‘วัตถุสะบั้นกฎ’ โดยแท้จริง”
“ก่อนหน้านี้ ข้าใช้สิ่งนี้เพื่อสอดแนมบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ซากปรักหักพังของภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงในอดีต โลกชางหลาน ทำให้จับเบาะแสบางอย่างได้”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายในอาภรณ์สีเงินกล่าวอย่างมีความนัยว่า “ข้าเพียงตามเบาะแสมา ไม่คาดคิดเลยว่าระหว่างทางที่มา จะได้พบกับคนที่สนใจอย่างสหายเต๋าเข้า”
ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาประหลาดใจจริงๆ กับเรื่องวัตถุสะบั้นกฎ!
เนื่องด้วยจนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มเคยเห็นวัตถุสะบั้นกฎมาสองชิ้นเท่านั้น
หนึ่งคือเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ซึ่งตอนนี้หลอมรวมเข้ากับกายเนื้อของเขาแล้ว
ชิ้นต่อมาคือฝักดาบลึกลับที่หลงเหลือจากชาติแรก ซึ่งได้รับหลังจากผ่านบททดสอบด่านสวรรค์ทั้งเก้า ณ วิถีบรรพเทวา!
ในความทรงจำของตัวตนในชาติก่อนๆ วัตถุสะบั้นกฎจากทั่วทั้งโลกเทพมีไม่เกินสิบชิ้นอย่างแน่นอน
แต่ละชิ้นมีพลังลึกลับหาใดเปรียบ
ยกตัวอย่างเช่น สมบัติของภูเขาวิญญาณสุขาวดี ‘มหาไข่มุก’ สมบัติของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ ‘แผนที่แปดฉาก’ พวกมันต่างเป็นวัตถุสะบั้นกฎที่ทุกผู้ในโลกเทพรู้จัก!
ในบรรดาวัตถุสะบั้นกฎเหล่านั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเม็ดบัวแห่งเวลาแต่อย่างใด!
ไม่สงสัยเลย……วัตถุสะบั้นกฎที่ชายในอาภรณ์สีเงินครอบครอง มันไม่ได้แพร่งพรายในโลกหล้าใบนี้
นี่ยิ่งทำให้จุดกำเนิดของชายในอาภรณ์สีเงินผู้นี้ลึกลับมากขึ้น!
“สหายเต๋าหมายถึง อยากให้ข้าเผยร่องรอยของคนผู้นั้นงั้นหรือ?”
ชายในอาภรณ์สีเงินยิ้มพลางเอ่ยถาม
ซูอี้ “???”
เหตุใดเจ้าถึงคิดไปทางนั้นได้?
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบอันใด ชายในอาภรณ์สีเงินก็พูดกับตัวเองว่า “สหายเต๋าไม่ต้องห่วง ข้ามีบางสิ่งที่อยากถามจากคนผู้นั้น แต่ข้าไม่ทำอะไรที่มันโง่เขลาหรอก อีกอย่าง ข้าจะช่วยเขาจัดการกับศัตรูบางคนเมื่อถึงเวลาให้ด้วย”
ขณะที่พูด ชายในอาภรณ์สีเงินยื่นนิ้วออกมา
ตอนนั้นเอง เม็ดบัวส่องแสงสว่างออกมา ฉากหนึ่งได้ปรากฏขึ้น
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในฉากคือชายในอาภรณ์สีเงินกำลังตัดศีรษะทวยเทพในศาลเทพชิงอู๋
“ดูสิ คนเหล่านี้ที่พยายามตามรอยผู้ชายคนนั้นล้วนถูกข้าฆ่าหมดเลย”
ชายในอาภรณ์สีเงินยิ้มแล้วกล่าวออกมา
ดวงตาของซูอี้ทอประกาย กล่าวว่า “ท่านช่างมีน้ำใจยิ่งนัก มีความคิดที่มิอาจคะเนได้จริงๆ”
“ชมเยอะๆ ได้เลย” ชายในอาภรณ์สีเงินหัวเราะออกมา “ถ้าเจ้าต้องการบางสิ่งจากผู้อื่น ควรพยายามแสดงความจริงใจอย่างสุดความสามารถเสียก่อน”
ซูอี้กล่าวว่า “ในความเห็นข้า ถึงแม้ความจริงใจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่เจ้าควรซื่อตรงกับตัวเองเสียหน่อย”
ชายในอาภรณ์สีเงินตกตะลึง ยิ้มแล้วกล่าวว่า “คำเตือนจากสหายถึงข้า จู่ๆ ก็ทำให้เกิดการรู้แจ้งขึ้นมา หากมีโอกาสได้พบคนผู้นั้น ข้าจะแสดงความซื่อตรง แล้วบอกกับเขาว่าข้า ซือมิ่งมาจากสถานที่ไร้นาม ‘ทัศนาวายุกระจ่าง’ !”
ซือมิ่ง!
วานรน้อยลอบคิดชิงชัง มันขยับเท้าไปมา เห็นได้ชัดว่า ‘อ้ายคุน’ คือชื่อปลอม!
“ทัศนาวายุกระจ่างหรือ?”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ ยามที่อี้เต้าเสวียนยังมีชีวิต ชาตินั้นเคยได้สัมผัสถึงบางสิ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน
ในโลกหล้าแห่งนี้ มีพื้นที่ลึกลับที่ไม่รู้จักอยู่มากมายถูกเรียกรวมๆ ว่าสถานที่ไร้นาม
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โลกภายนอกไม่อาจทราบได้ว่า มีสถานที่ไร้นามอยู่เท่าใด พวกมันตั้งอยู่ที่ใด มีความลับซ่อนอยู่แค่ไหน
แม้กระทั่งจอมเทพก็รู้เกี่ยวกับสิ่งนี้เพียงน้อยนิด
ทว่าอี้เต้าเสวียนได้ติดต่อกับคนจากสถานที่ไร้นาม เข้าใจถึงประเพณีดั้งเดิมในการชีวิตอย่างสันโดษ……พวกเขาล้วนปลีกตัวและลึกลับยิ่งนัก
เท่าที่อี้เต้าเสวียนทราบคือมีสี่แห่ง หนึ่งในนั้นคือทัศนาวายุกระจ่าง
แต่อี้เต้าเสวียนเพียงแค่เคยได้ยินชื่อนี้เท่านั้น เขาไม่ทราบอะไรเพิ่มเติมอีก
ส่วนหลี่ฝูโหยว เขาใช้ทั้งชีวิตในการต่อสู้ที่โลกของทวยเทพ ถึงแม้จะเคยได้ยินสถานที่ไร้นามมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยติดต่อกับคนในสถานที่ไร้นามมาก่อน
จากมุมนี้จะเห็นได้ว่า สถานที่ไร้นามนั้นลึกลับเพียงใด
ส่วนชายในอาภรณ์สีเงินนาม ซือมิ่ง เขามาจากสถานที่ไร้นามอย่างทัศนาวายุกระจ่าง ควบคุมวัตถุสะบั้นกฎนามว่าเม็ดบัวแห่งเวลา เป็นไปได้ว่าต้นกำเนิดของเขามีความพิเศษยิ่งนัก!
“คนผู้นี้หรือจะเป็นศัตรูร้ายกาจที่เหอปั๋วเคยบอกว่า เขาสามารถต่อสู้กับข้าในช่วงยุคตำนานทมิฬได้?”
ซูอี้ลอบครุ่นคิด
ยามออกเดินทางสู่โลกเทพ เหอปั๋วได้เน้นย้ำเป็นพิเศษว่าหลังจากยุคตำนานทมิฬถือกำเนิดแล้ว กฎเหล็กและระเบียบทั้งหมดจะพังทลายสิ้น
สิ่งสำคัญที่สุดคือชายชราเชื่อว่า ในตอนนั้นเขาจะได้พบกับศัตรูอันร้ายกาจที่แท้จริง!
ทันทีที่ปล่อยให้ศัตรูเก่าแก่เหล่านั้นชนะ ในอนาคต… เขาจะเสียคุณสมบัติในการปกครองโลกหล้าไป!
ส่วนศัตรูเก่าแก่ที่ว่า ไม่ได้มีแค่ผู้เดียว!!
เมื่อคิดได้ดังนี้ ซูอี้อดมองซือมิ่งที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้งไม่ได้
ต้องบอกว่า กลิ่นอายของคนผู้นี้ทั้งพิเศษและคลุมเครือมากจริงๆ จึงมิอาจบอกระดับการฝึกฝนของเขาได้เลย!