บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2185 เค้าลางแห่งความเคลือบแคลง
บทที่ 2185 เค้าลางแห่งความเคลือบแคลง
เฟิงอู๋จี้อดกล่าวไม่ได้ว่า “น่าขัน ไม่สอบเหตุผลให้กระจ่าง แต่คิดจะกระทำการโหดร้ายกับสหายเต๋าเซียวเจี่ยน ศาลมารสะบั้นสรวงของพวกเจ้าจะไม่วางอำนาจใหญ่โตไปหน่อยหรือ?”
เดิมที ตระกูลเฟิงโบราณก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับศาลมารสะบั้นสรวงอยู่แล้ว
เมื่อกอปรกับก่อนหน้านี้ที่ซูอี้รับปากยอมขายแผนที่ลับถ้ำอสูรอัสนีสังหารให้แก่เฟิงอู๋จี้ เขาย่อมยืนข้างอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล
“เฮอะ ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไร ผู้ใดที่กล้าฆ่าคนจากศาลมารสะบั้นสรวงของข้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
สีหน้าของหนิวขุยโกรธขึ้ง
ก่อนหน้านี้ เขาถูกเฟิงอู๋จี้หลอกตุ๋นจนเปื่อย ในอกเขาจึงมีโทสะแล้ว
และเมื่อได้รู้ว่าเซียวเจี่ยนสังหารคนจากศาลมารสะบั้นสรวงของตนมาก่อนในยามนี้ ทันใดนั้น เจ้าตัวก็ไม่อาจรั้งโทสะในใจไว้ได้อีก และระเบิดออกมา
บรรยากาศในโถงพลันตึงเครียด
มีเพียงซูอี้ที่นั่งเฉย สุขุมเยือกเย็น
ขอเพียงตัวตนของเขาไม่ถูกเปิดโปง เขาก็หาสนใจเรื่องอื่นไม่
อีกประการ ที่นี่คือหอการค้ากิเลน พวกเขาจึงไม่มีทางปล่อยให้หนิวขุยอาละวาดมั่วซั่วได้
และก็เป็นจริงเช่นนั้น ฮูหยินฉี่เวยลุกขึ้นพลางกล่าวพร้อมด้วยแววตาเย็นเยียบ “ความแค้นระหว่างพวกเจ้า เราหอการค้ากิเลนจะไม่ข้องเกี่ยว แต่ไม่ว่าผู้ใด ขอเพียงอยู่ในถิ่นหอการค้ากิเลนของข้า พวกเขาล้วนเป็นแขกของเรา เข้าใจหรือไม่?”
สีหน้าของหนิวขุยในชั่วขณะนั้นดูไม่แน่ใจ และกล่าวว่า “ฮูหยินฉี่เวยวางใจเถิด ตาเฒ่าผู้นี้ประมาณตน ไม่ลงมือที่นี่หรอก”
“กระทั่งในเมืองโบราณสารทวสันต์ก็ไม่ได้!”
ฮูหยินฉี่เวยกล่าวอย่างเปี่ยมอำนาจมิไว้หน้า “หากไม่เชื่อก็ลองได้”
ทันใดนั้น สีหน้าของหนิวขุยกลายเป็นบิดเบี้ยว
หลังจากเงียบไปเนิ่นนาน เขาจึงหันมากล่าวกับซูอี้ด้วยความเย็นเยียบ “ข่าวแจ้งว่าเจ้ามายังเมืองโบราณสารทวสันต์หนนี้ ก็เพื่อเข้าร่วมชุมนุมเต๋าสารทวสันต์หรือ?”
“ไม่ผิด”
ซูอี้ตอบกลับอย่างเยือกเย็น
“ดี! เช่นนั้นก็รอดูกัน!”
หนิวขุยกล่าวชัดทีละคำ “ข้ารับปากว่าเจ้าจะต้องตายในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวจึงสะบัดอาภรณ์จรจาก
เห็นเช่นนี้ ทุกผู้ต่างตระหนักแล้วว่า หนิวขุยปักใจจะฆ่าและวางแผนลงมือกับซูอี้ในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์!
และต้องทราบว่า จากกฎของชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ ยามหารือถกวิถี เป็นตายย่อมเกิดขึ้นได้!
กระทั่งหอการค้ากิเลนยังไม่อาจเข้าแทรกแซง
เพราะว่า……เดิมที ชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ก็ถูกจัดขึ้นโดยหอการค้ากิเลน กฎของมันย่อมถูกร่างขึ้นโดยหอการค้ากิเลน
“หากไร้ธุระอื่น โปรดแยกย้ายเถิด”
ฮูหยินฉี่เวยกล่าวอย่างเฉยชา ออกปากส่งแขก
แล้วนางก็กล่าวต่อขึ้นทันที “สหายเต๋าเซียว โปรดอยู่ต่อ”
หนนี้ ซูอี้ไม่ได้ปฏิเสธ
เขาอยากรู้ว่าผู้นำหอการค้ากิเลนอันลึกลับผู้นี้ต้องการเสวนาเรื่องใดกับตน
“สหายเต๋า ข้าจะไปรอที่ ‘หอพินิจดารา’ ในเมืองนะ”
ก่อนเฟิงอู๋จี้จะจรจาก เขาส่งกระแสปราณให้แก่ซูอี้
ไม่นานนัก ภายในห้องโถงได้หลงเหลือเพียงซูอี้และฮูหยินฉี่เวย
แม้แต่สาวใช้บริวารยังแยกย้ายจากไป
แสงเงาระริกไหว ฮูหยินฉี่เวยเยื้องย่างแผ่วเบามานั่ง ณ ที่นั่งตรงข้ามซูอี้
ชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนทำให้ผิวพรรณของนางยิ่งดูเนียนละเอียด ขาวผ่องเปล่งปลั่ง
สมดังวาจากล่าวไว้ว่า ทุกรอยยิ้มและการกระทำของหญิงงามล้วนพริ้งพรายเปี่ยมเสน่ห์ยิ่งนัก
ฮูหยินฉี่เวยเป็นบุคคลงามล้ำเช่นนั้น
นางส่งสุราเหยือกหนึ่งให้แก่ซูอี้ และกล่าวว่า “สหายเต๋าเชิญลิ้มรส เมรัยเทพร้อยผลไม้ที่หอการค้ากิเลนของข้าบ่มเองเป็นเช่นไรบ้าง”
ซูอี้รับเหยือกสุรามา แต่กล่าวเข้าประเด็นโดยมิรินดื่ม “รอเรื่องจบก่อนค่อยดื่มก็ยังไม่สาย”
ฮูหยินฉี่เวยกะพริบคู่เนตรงามอันน้ำเงินล้ำดุจท้องสมุทรลึก และกล่าวว่า “ย่อมได้ แต่ข้าไม่ทราบว่าควรเรียกสหายเต๋าว่าเซียวเจี่ยนหรือ… ซูอี้ดี”
วาจานั้นเยี่ยงอัสนีขยี้กลางแดนดิน!!
ซูอี้ผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ซูอี้?”
หญิงสาวจับจ้องเขาด้วยคู่เนตรเรืองประกาย กล่าวขึ้นว่า “สหายเต๋าอย่าได้กังวลใดไป เราหอการค้ากิเลนเมินเฉยต่อความขัดแย้งใดๆ ในหล้ามาแต่โบราณ สหายเต๋าควรรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร ดังนั้น… ไม่ต้องปกปิดตัวตนไปหรอก”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “ข้าสงสัยจริง ไฉนเจ้าจึงคิดว่าข้าคือซูอี้?”
ฮูหยินฉี่เวยแย้มยิ้มกล่าว “อย่าบอกข้านะว่าไม่ใช่?”
“ใช่หรือ?”
ซูอี้ถามย้อน
ฮูหยินฉี่เวยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ใช่หรือไม่ก็ช่างเถิด ที่ข้ารั้งสหายเต๋าอยู่ต่อนั้น เพราะอยากบอกบางอย่างแก่สหายเต๋า”
“ขอฟังสักหน่อย” ซูอี้กล่าว
“หากท่านมีโอกาสได้พบซูอี้ผู้นั้นในอนาคต โปรดบอกเขาด้วยว่าหากพบปัญหาอันไม่อาจแก้ไข ให้มาที่หอการค้ากิเลนได้”
น้ำเสียงของฮูหยินฉี่เวยเสนาะเพราะพริ้ง “ไม่ว่าจะเป็นหอการค้ากิเลนสาขาใดในโลกเทพ เราพร้อมช่วยเขาทุกเมื่อ!”
ซูอี้ผงะไป
เขาประหลาดใจยิ่ง เพราะในความทรงจำของหลี่ฝูโหยวและอี้เต้าเสวียน แม้พวกเขาจะเคยติดต่อกับหอการค้ากิเลน คนทั้งสองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับหอการค้ากิเลนมากนัก
ทว่ายามนี้ ฮูหยินฉี่เวยกลับออกคำมั่นเช่นนี้ แล้วเขาจะไม่ประหลาดใจได้หรือ?
ซูอี้กล่าวว่า “เท่าที่ข้าทราบ ซูอี้ผู้นั้นเป็นศัตรูของทั้งโลกหล้าไปแล้ว และหอการค้ากิเลนก็ไม่เคยเข้าพัวพันกับความขัดแย้งใดๆ ไฉนจึงกล้ารับปากเช่นนี้ต่อซูอี้กัน?”
คู่เนตรของฮูหยินฉี่เวยซับซ้อนมีเลศนัย “หอการค้ากิเลนของข้าให้เขาเป็นข้อยกเว้นพิเศษ และนี่ไม่ใช่การตัดสินใจของข้าเพียงลำพัง แต่เป็นการตัดสินใจของเผ่าเทพกิเลนทั้งเผ่า”
หัวใจของซูอี้รู้สึกตกตะลึง
การปฏิบัติต่อเขาในเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของเผ่าเทพกิเลน?
“ส่วนเหตุผลนั้น……”
เมื่อฮูหยินฉี่เวยกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ส่ายหน้า “เจ้าไม่ใช่ซูอี้ มิจำเป็นต้องรู้หรอก”
ซูอี้ “……”
เขาแน่ใจว่าสตรีผู้นี้กำลังจงใจหลอกล่อเขา พยายามให้เขาเปิดเผยตัวเอง!
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ชายหนุ่มจึงกล่าวว่า “ว่าตามตรง หากข้าเป็นซูอี้ ข้าจะไม่มีทางเป็นฝ่ายมาขอความช่วยเหลือจากหอการค้ากิเลนแน่นอน”
“เพราะเหตุใด?” ฮูหยินฉี่เวยผงะไป
“หากพวกเจ้าหอการค้ากิเลนมีเจตนาร้ายขึ้นมาเล่า?
ซูอี้กล่าวพลางลุกขึ้นด้วยรอยยิ้ม โคลงเหยือกสุราในมือ “ข้ารับสุราไว้แล้ว ขอบคุณที่ต้อนรับขับสู้ ขอตัวก่อน”
เขาหันหลังจากไป
ฮูหยินฉี่เวยขมวดคิ้ว “วิถีแห่งผู้ซื้อขายมุ่งเน้นความเชื่อใจเป็นหนึ่ง ไฉนเลยเราจะทำร้ายเจ้า?”
ประโยคนี้ซุกซ่อนกับดัก มักหลอกผู้อื่นได้ทันที
ทว่าชายหนุ่มฟังแล้วกลับตอบโดยไม่หยุดคิด “ข้าเชื่อใจพวกเจ้า แต่…ไม่จำเป็นว่าซูอี้ผู้นั้นจะเชื่อพวกเจ้าด้วย”
ว่าแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องโถงไป
ฮูหยินฉี่เวยลุกขึ้น เดินออกมาทางด้านนอกโถงหลัก มองร่างของซูอี้หายลับ แล้วอดนวดหว่างคิ้วไม่ได้
“ข้าเดาผิดจริงๆ หรือ?”
“แต่ไฉนมุกเทพชะตาสวรรค์จึงมีปฏิกิริยาเล่า?”
นางพลิกฝ่ามือ แล้วไข่มุกสีขาวเยี่ยงหิมะที่มีขนาดเท่าเม็ดลำไยก็ปรากฏขึ้น รูปลักษณ์กระจ่างใส รัศมีเทพเรื่อเรืองดุจหมอก
“บรรพชนกล่าวไว้ว่า เมื่อมีมุกเทพชะตาสวรรค์อยู่ก็สามารถใช้สัมผัสร่องรอยปราณของซูอี้ผู้นั้นได้ ก่อนหน้านี้ สมบัติชิ้นนี้มีปฏิกิริยาแท้ๆ เห็นได้ชัดว่าตรวจจับบางอย่างได้ แต่เหตุใดเซียวเจี่ยนผู้นั้นจึงปฏิเสธไม่ยอมรับกัน?”
ในใจของฮูหยินฉี่เวยหวนนึกถึงทุกการกระทำของซูอี้ในงานประมูลวันนี้ และตกอยู่ในภวังค์ความคิด
“แต่หากจะบอกว่าเซียวเจี่ยนคือซูอี้ ก็ไม่น่าใช่อีก สายเลือดมังกรคบเพลิงนั่นบริสุทธิ์เกินใดเทียบ มิอาจปลอมแปลงได้เลย……”
ฮูหยินฉี่เวยขมวดคิ้วราวเบื่อหน่ายเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้น “ท่านยาย!”
“บ่าวเฒ่าอยู่นี่เจ้าค่ะ”
ทันใดนั้น หญิงชราผมสีเทาขาวผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าใจดีก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
“เจ้าช่วยข้าจับตามองเซียวเจี่ยนผู้นั้นที ไม่ใช่เขาจะเข้าร่วมชุมนุมเต๋าสารทวสันต์หรือ เมื่อถึงกาล ช่วยดูทีว่าทั้งเลือดและปราณ การฝึกฝน และอำนาจวิเศษที่เขาเผยในศึก… มาจากสายเลือดมังกรคบเพลิงจริงๆ หรือไม่!”
“เจ้าค่ะ!”
หญิงชรารับปาก
และทันใดนั้น หญิงชราก็กล่าวอย่างลังเล “คุณหนู ยุคตำนานทมิฬจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้ว ผู้นำเผ่าได้ส่งข้อความมากมายให้ท่านกลับบ้านโดยเร็วที่สุด……”
ก่อนนางจะพูดจบ ฮูหยินฉี่เวยกลับกล่าวขัดอย่างฉุนเฉียว “ข้าบอกไปกี่หนแล้วท่านยายว่า ไม่ต้องใส่ใจวาจาของบิดาข้าหรอก ส่วนเรื่องข้าจะกลับบ้านยามใด ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของข้า!”
หญิงชรายิ้มขมขื่นระคนจนใจ แต่ไม่เกลี้ยกล่อมมากไปกว่านี้
คู่เนตรสีน้ำเงินของฮูหยินฉี่เวยทอดมองไปไกล พึมพำในใจว่า “เซียวเจี่ยน เจ้าต้องมีบางสิ่งผิดปกติเป็นแน่ ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับ ข้าในภายหน้าก็ต้องเปิดโปงเจ้าเอง!”
“ถึงยามนั้น ข้าจะจับเจ้ากลับเผ่าเทพกิเลน และถามบรรพชนว่าไฉนเขาจึงยอมฝ่าฝืนกฎของหอการค้ากิเลนเพื่อช่วยเจ้า มันช่าง… บ้าบอสิ้นดี!!”
ไร้ผู้ใดทราบว่าในฐานะเถ้าแก่เนี้ยของหอการค้ากิเลนแห่งเมืองโบราณสารทวสันต์ ฮูหยินฉี่เวยผู้แสนนอบน้อมให้เกียรติต่อเหล่าผู้มีอำนาจในทวีปเทพอัคคีทักษิณ แท้จริงมีอีกหนึ่งฐานะ
……
ตกดึก
เมืองโบราณสารทวสันต์ยังคงพลุกพล่าน ทว่าแสงสว่างต่างๆ จางลงไปเล็กน้อยแล้ว
ซูอี้ไพล่สองมือไว้ที่หลัง เดินสัญจรบนถนนสายยาว หัวใจสับสนเล็กน้อย
เขาแน่ใจว่าก่อนหน้านี้ ฮูหยินฉี่เวยต้องเห็นบางอย่าง จึงสงสัยว่าตัวเขาคือซูอี้!
“เกิดอันใดขึ้นกันหนอ?”
ซูอี้คิดหนัก
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจคิดถึงสิ่งใดได้
“นางอาจเห็นบางอย่าง แต่ไม่อาจสรุปตัวตนแท้จริงของข้าได้อย่างแน่นอน จึงต้องพยายามลองเชิงซ้ำๆ”
ซูอี้กล่าวในใจ ‘ขอเพียงข้ามิยอมรับ นางก็ทำอันใดมิได้หรอก’
และวาจาของฮูหยินฉี่เวยก็ทำให้ซูอี้งุนงงยิ่งเช่นกัน
เขาไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าเผ่าเทพกิเลนคิดอันใดอยู่ จึงขัดต่อกฎของตนเองมาช่วยเขา
หากเป็นเช่นนั้นจริงก็แล้วไป
แต่หากหอการค้ากิเลนซ่อนเจตนาร้ายในการทำเช่นนี้ เรื่องก็อาจร้ายแรงขึ้นมา
เพราะถึงอย่างไร ฮูหยินฉี่เวยผู้นั้นก็เริ่มสงสัยในตัวตนของเขาแล้ว และนางย่อมไม่รามือง่ายๆ เป็นแน่!
“หยุดก่อน!”
ทันใดนั้น ตัวตนกลุ่มหนึ่งได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ผู้นำของพวกเขาคือหนิวขุย เทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาจากศาลมารสะบั้นสรวง!
“คิดจะลงมือหรือ?”
ซูอี้กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ
“เฮอะ!”
หนิวขุยกล่าวด้วยสีหน้าดำคล้ำ “อย่าห่วงเลย ขอเพียงเจ้ายอมส่งดาบหักท่องสราญนั่นมา ข้าก็จะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง”
ซูอี้แค่นเสียงในคอ ก่อนจะหันจากไป
คร้านเกินกว่าจะเสวนา
“เจ้าคิดจะแตกหักกัน เหล้าฉลองไม่ดื่ม จะดื่มเหล้าลงทัณฑ์จริงๆ หรือ?”
หนิวขุยเดือดดาล ขณะกล่าวขึ้นเสียงเย็น
“หากกล้าก็ลงมือ หากไม่กล้าก็ไสหัวไป”
ซูอี้ตอบโดยไม่เหลียวหลัง
ทันใดนั้น หนิวขุยแสนเดือดดาลจนปอดแทบระเบิด กล่าวด้วยดวงตามาดร้าย “ไอ้หนูเผ่ามังกรคบเพลิงนี่สมควรตายหมื่นหนนัก!”
“รอก่อนเถอะ ชุมนุมเต๋าสารทวสันต์มะรืนนี้จะเป็นสถานที่ฝังกระดูกเจ้า!”