บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2187 ปลิวออกมา
บทที่ 2187 ปลิวออกมา
ซูอี้เองก็นั่งที่ของเขาอยู่
“ผิดคาด มีตัวตนวิถีเทพเข้าร่วมงานชุมนุมเต๋านี้มากกว่าที่ข้าประมาณไว้เยอะเลย”
มองปราดแรก เขาก็เห็นได้ว่ายอดฝีมือส่วนใหญ่ซึ่งเข้าร่วมชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ เป็นเทพจากเผ่ามารปีศาจ
และยังมียอดฝีมือบางคนมาจากสำนักพุทธ เต๋า ขงจื่อ นักรบและสำนักผีด้วย
รวมแล้วหกร้อยกว่าผู้!
ทวยเทพมากมายเพียงนี้รวมตัวกัน เพียงแค่เห็นก็ชวนตะลึง หายากในโลกหล้าแล้ว
แต่หากทัศนาทั่วทั้งทวีปเทพอัคคีทักษิณ มันกลับแสนธรรมดา
หากเป็นทั่วโลกหล้าแดนเทพ กระทั่งพูดถึงยังไม่ควรค่า
ไร้เหตุผลอื่นใด
แม้เส้นทางวิถีเทพจะแสนยากเย็น แต่ในชั่วกาลแสนนานไม่รู้จบ จำนวนผู้บรรลุเทพได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้ตกตายน้อยคนอย่างยิ่ง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เพียงขุมกำลังยักษ์ใหญ่สักแห่งในปัจจุบันก็มีตัวตนวิถีเทพหลายร้อยแล้ว
ทว่าโอกาสบรรลุเทพในหนึ่งอารยธรรมยุคสมัย ท้ายที่สุดก็มีจำกัด
ในโลกเทพทุกวันนี้ เป็นเพราะจำนวนเทพมีมากมายมหาศาลจนฉกฉวยโอกาสบรรลุเทพในโลกหล้าส่วนใหญ่ไปหมดแล้ว ชนรุ่นหลังจึงบรรลุเทพได้ยากนัก
นี่ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์บางผู้ในโลกเทพต้องไปยังแดนเซียน ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย และวิถีแห่งบรรพเทวาเพื่อชิงโอกาสบรรลุเทพ
กล่าวโดยสรุปก็คือ ผู้อาวุโสแบ่งทรัพยากรบรรลุเทพกันแล้ว ทายาทจึงยากนักจะได้ประโยชน์
ดังนั้น ผู้ฝึกตนมากมายในโลกหล้าจึงเลือกรามือปล่อยตนสลายตามยถา ไม่ได้รับโอกาสบรรลุเป็นเทพชั่วชีวิต
ทว่าศิษย์สำนักใหญ่เหล่านั้นหาได้รับผลกระทบด้วยไม่
เพราะถึงอย่างไร เมื่อมีไม้ใหญ่หนุนหลัง พวกเขาก็จะมีทรัพยากรฝึกฝนส่วนใหญ่ในโลกหล้า ห่างไกลเกินผู้ฝึกตนไร้สังกัดอันกระจัดกระจายทั่วหล้าจะเทียบเคียง
ในโลกหล้าแดนเทพ ผู้ยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดโดยแท้จริงคือขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดเหล่านั้น!
พวกเขาครอบครองทรัพยากรแทบทั้งหมดในโลกหล้าเปรียบเยี่ยงราชวงศ์สำหรับโลกปุถุชน
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ไฉนทวยเทพมากมายจึงเข้าร่วมชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ทุกๆ ปี
ด้วยผู้ใดไม่อยากเข้าฝึกฝนในกลุ่มเต๋ายักษ์ใหญ่สูงสุดบ้าง?
ผู้ใดไม่อยากกลายเป็นมหาอำนาจโดยแท้จริงในโลกหล้าแดนเทพบ้าง?
ขอเพียงแสดงฝีมือให้ดีในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ ก็จะมีโอกาสเป็นที่โปรดปรานจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดเหล่านั้นและทะยานผ่านประตูมังกร!
แม้กระทั่งผู้นำขุมกำลังเล็กน้อยบางแห่ง เจ้าตระกูลเล็กๆ บางที่ก็จะทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อเข้าร่วมกับยักษ์ใหญ่สูงสุดเหล่านั้น
นี่แหละโลกเทพ!
ผู้ใดอยากรุ่งเรืองเปี่ยมอำนาจ ก็ต้องใกล้ชิดยักษ์ใหญ่สูงสุดเหล่านี้เข้าไว้
หาไม่ ก็ทำได้เพียงนอนรอชะตา……
จริงอยู่ที่โลกหล้าแดนเทพมีเขตหวงห้ามและสถานแสวงโอกาสกระจัดกระจายมากมาย แต่การเป็นเทพนั้นง่ายเพียงไร?
หนึ่งในสัจธรรมอันโหดร้ายที่สุดก็คือ แม้โลกนี้จะยังมีโอกาสอันยังไม่อาจค้นพบอยู่มากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งมีคุณสมบัติแย่งชิงโอกาสเหล่านี้มาก็คือขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดเหล่านี้!
เพราะถึงอย่างไร โอกาสอันมีอยู่และพบได้ล้วนถูกยักษ์ใหญ่ทั้งหลายแบ่งสรรกันไปเนิ่นนาน
สรุปคือ ในโลกเทพ ยิ่งมีเทพมาก ยิ่งหมายความว่าผู้มาทีหลังแทบไร้โอกาสพิสูจน์วิถีบรรลุเทพ……
เว้นแต่จะเกิดเหตุพลิกผันร้ายแรงพอที่จะแปรครรลองโลกเทพ ทลายโครงสร้างอำนาจปัจจุบัน และจัดสรรผลประโยชน์กันใหม่
เหตุการณ์เช่นนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในอดีต
ในบรรดาขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุด ที่ใดบ้างไม่ได้ยืนยงนับแต่บรรพกาลเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน แม้จะเผชิญกับความแปรผันแห่งโลกหล้าก็มิเคยสั่นคลอน?
แน่นอน ไร้สิ่งใดจีรัง!
อย่างน้อย ซูอี้ก็รู้ว่ายามยุคตำนานทมิฬมาถึง สรรพสิ่งในโลกหล้าแดนเทพจะตกสู่กลียุคไร้สิ้นสุด และทุกขั้วอำนาจย่อมเผชิญความเสี่ยงต้องถูกสับเปลี่ยน!
ขณะที่ความคิดของซูอี้กำลังล่องลอยไปไกลนั้นเอง เสียงระฆังพลันดังขึ้น เปิดฉากงานชุมนุมเต๋าสารทวสันต์อันเป็นที่จับตามองมาแสนนาน!
ในฐานะเจ้าภาพ หอการค้ากิเลนส่งเทพสูงสุดนาม ‘ผู้เฒ่าเว่ย’ มาเป็นประธาน
ส่วนที่นั่งอื่นบนอัฒจันทร์ มีผู้ทรงอำนาจหลายสิบคนจากยักษ์ใหญ่สูงสุดคนอื่นๆ ต่างนั่งเรียงกันอยู่
ผู้อาวุโสหนิวขุยจากศาลมารสะบั้นสรวง ผู้อาวุโสเถี่ยเหวินจิ้งแห่งศาลเทพชิงอู๋เองก็รวมอยู่ด้วย
ณ ใจกลางสนามเต๋าอวี้ติ่ง มีสนามศึกเทพมารตั้งอยู่เก้าแห่ง
สนามศึกเทพมารแต่ละแห่งปกคลุมด้วยค่ายกล ซึ่งสามารถสกัดกั้นผลพวงจากศึกของผู้มีพลังต่ำกว่าระดับจอมเทพได้
ภายในสนามศึกเทพมารทั้งเก้าแห่งในขณะนี้กำลังเกิดศึกดุเดือดขึ้นในขณะเดียวกัน!
ทวยเทพส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมในชุมนุมเต๋านี้เป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้าง และมีเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วปะปนอยู่น้อยนิด
ไร้ผู้ใดเป็นเทพชั้นสูง
เรื่องนี้นับว่าปกติธรรมดา เพราะเทพชั้นสูงทั้งมวลล้วนเป็นตัวตนสำคัญในโลกหล้า สถานะสูงส่งเกินใดเทียบ และมีขุมกำลังใหญ่อยู่เบื้องหลังกันหมดแล้ว!
แม้พวกเขาคิดจะเปลี่ยนสังกัดเข้าร่วมกับขุมกำลังยักษ์ใหญ่ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ก็ถูกทาบทาม และครอบครองตำแหน่งสำคัญได้!
ดังนั้น ศึกมหาวิถีส่วนใหญ่บนสนามศึกเทพมารทั้งเก้าในขณะนี้ จึงเป็นศึกระหว่างเทพชั้นล่าง
เป็นศึกอันดุเดือด!
สิ่งนี้ปลุกเร้าเสียงอุทานและโห่ร้องสนั่นลั่นในหมู่ผู้ชม
ผู้มีอำนาจซึ่งชมอยู่เองก็มองการต่อสู้อย่างตั้งใจ เพื่อเฟ้นหาผู้ควรค่าให้ทาบทามล่วงหน้า
มีเพียงซูอี้ที่เบื่อหน่าย
เบื่อหน่ายยิ่ง!
ศึกมหาวิถีเหล่านี้ชวนตื่นเต้นและเข้มข้นมากก็จริง ทว่าศึกระดับนี้ไม่อาจอยู่ในสายตาเขานานแล้ว
หากเป็นยามอื่น เขาคงจากจร ไม่คิดเสียเวลาแต่แรก
ทว่าเพื่อแทรกซึมเข้าไปในศาลเทพชิงอู๋ให้สำเร็จในครานี้ เขาจึงทำได้เพียงยอมทน
“เซียวเจี่ยนอยู่หนใด? ถึงตาเจ้าลงสนามแล้ว!”
ไม่นานนัก เสียงชราวัยหนึ่งดังขึ้น
ทันใดนั้น สายตามากมายต่างมองมายังซูอี้
แต่ซูอี้หาสนใจเรื่องนี้ไม่ เขาลุกขึ้น วูบไหวร่างในอากาศ และปรากฏขึ้นบนสนามศึกเทพมารว่างๆ แห่งหนึ่ง
“นั่นคือเซียวเจี่ยน เทพปีศาจสายเลือดมังกรคบเพลิงหรือ?”
“เหอะๆ รอดูเถิด ข้าได้ยินว่าในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์นี้ เขาดวงกุดแล้ว!”
……เสียงหารือดังขึ้น
ณ อัฒจันทร์ สายตาของผู้ทรงอำนาจเหล่านั้นก็มองมายังซูอี้ด้วยสีหน้าหลากหลาย
พวกเขาล้วนรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ถูกศาลมารสะบั้นสรวงพิพากษาประหาร!
หนิวขุยเองก็มองมายังซูอี้ด้วยดวงตาเฉยชาเย็นเยียบ
หนนี้ เขาเตรียมคู่ต่อสู้ให้อีกฝ่ายด้วยตนเอง!
“เซียวเจี่ยนขึ้นไปบนสนามศึกเทพมารแล้ว ยอดฝีมือผู้ใดซึ่งมีการฝึกฝนในขอบเขตสรรค์สร้างก็สามารถก้าวเข้ามาสู้กับเขาได้!”
ชายชราผู้หนึ่งกล่าวเสียงลุ่มลึก
ฟ้าว!
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างหนึ่งก็โฉบเหนือเวหา มายังสนามศึกเทพมารที่ซูอี้อยู่ทันที
เขาเป็นชายชุดดำร่างสูงใหญ่ เส้นผมยาวสีขาวดุจหิมะ คู่เนตรเรียวหรี่เย็นชาเยี่ยงคมดาบ
เมื่อคนผู้นี้ปรากฏกาย เสียงเอ็ดอึงพลันดังขึ้นในบริเวณนั้น
ผู้ให้ความสนใจกับการประลอง ณ สนามศึกเทพมารแห่งอื่นเองก็ถูกดึงดูดความสนใจ
เพราะชายชุดดำผู้ปรากฏตัวหนนี้มีนามว่าอวี๋ชิ่ง!
ศิษย์หลักแห่งศาลมารสะบั้นสรวง หนึ่งในบุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานอันเป็นที่จับตามองที่สุดในทวีปเทพอัคคีทักษิณ ซึ่งเพิ่งบรรลุเป็นเทพเมื่อสองสามปีก่อน!
ทว่าอำนาจต่อสู้ของเขากลับกลบรัศมีเทพชั้นล่างรุ่นเก่ามากมาย
“ไฉนตัวตนเลิศล้ำอย่างอวี๋ชิ่งจึงมาเข้าร่วมชุมนุมเต๋าสารทวสันต์กัน? เขาเป็นศิษย์หลักของขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดอยู่แล้วนะ”
“กฎชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ไม่ได้ห้ามยอดฝีมือจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดเข้าร่วมเสียหน่อย ในความคิดข้า อวี๋ชิ่งน่าจะมาแค่เพื่อหารือวิถีเท่านั้น”
“หมายความว่าเซียวเจี่ยนจากเผ่ามังกรคบเพลิงก็พบศัตรูที่แข็งแกร่งเข้าแล้ว!”
……ทุกผู้ที่นี่ต่างลุ้นรอการประลอง
ในหมู่ยอดฝีมือผู้ปรากฏในศึกปัจจุบัน ผู้ถูกจับตามองที่สุดคือเซียวเจี่ยนและอวี๋ชิ่ง!
“เฒ่าหนิว เจ้าไม่กลัวจะเกิดอันใดขึ้นกับอวี๋ชิ่งหรือ?”
ที่อัฒจันทร์ ผู้ทรงอำนาจคนหนึ่งอดถามมิได้
“เฮอะ”
หนิวขุยหัวเราะหึ กล่าวออกมาเนิบๆ “อวี๋ชิ่งมาเพื่อหยั่งเชิงเซียวเจี่ยน ไม่ได้มาเพื่อต่อสู้ชี้วัดเป็นตายหรอก แน่นอน หากเซียวเจี่ยนแพ้… ย่อมหาต่างจากตายไม่!”
ดวงตาทุกคู่วูบไหว พวกเขาส่วนใหญ่เข้าใจเจตนาของหนิวขุยแล้ว
การปรากฏตัวของอวี๋ชิ่งนั้น ก็เพื่อหยั่งฝีมือเซียวเจี่ยน หากเซียวเจี่ยนแพ้ราบคาบ เขาก็จะถูกอวี๋ชิ่งสลายอำนาจสิ้น!
เช่นนี้ มันก็ไม่แตกต่างจากตายจริงๆ
เพราะถึงอย่างไร กระทั่งในศึกที่ยุติธรรม การทำให้คู่ต่อสู้พิการหรือสิ้นอำนาจก็มักจะเกิดขึ้น!
แตาถ้าอวี๋ชิ่งแพ้พ่ายก็ไม่เป็นไร หนิวขุยย่อมต้องเตรียมศัตรูซึ่งแข็งแกร่งกว่าอวี๋ชิ่งรอจัดการกับเซียวเจี่ยนอยู่แล้ว!
“พวกเจ้าศาลมารสะบั้นสรวงนี่ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!”
เฟิงอู๋จี้ก่นด่าอย่างไม่ไว้หน้า เขาเองก็นั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ ยิ่มได้ยินวาจาเหล่านี้ชัดเจน
ผู้ทรงอำนาจทั้งหลายล้วนมีสีหน้าแตกต่าง เงียบวาจานิ่งไป
ใครเล่าไม่ทราบว่าระหว่างตระกูลเฟิงโบราณกับศาลมารสะบั้นสรวงมีความแค้นต่อกัน?
“ข้าไม่ได้ผิดกฎเสียหน่อย พูดเช่นนี้หมายความอย่างไร?”
หนิวขุยแค่นยิ้ม คร้านเกินกว่าจะต่อล้อต่อเถียงกับผู้น้อยอย่างเฟิงอู๋จี้ และไม่สนใจอีกฝ่ายอีก
เฟิงอู๋จี้ขมวดคิ้ว สีหน้าของเขามืดมนเล็กน้อย
ขณะสนทนากันนั้น ณ สนามศึกเทพมารที่ซูอี้ยืนอยู่ อวี๋ชิ่งในชุดดำได้กล่าวด้วยสีหน้าเฉยชาแล้ว “ข้ามีนามว่าอวี๋ชิ่ง ศิษย์ศาลมารสะบั้นสรวง……”
ซูอี้กล่าวขัดทันควัน: “ไม่ต้องมากความ ลงมือเลย!”
ทุกผู้ “???”
เซียวเจี่ยนผู้นี้ช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก!!
ผู้ทรงอำนาจบางคนผงะไป แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น พวกเขายังตั้งตารอ
ยอดฝีมือสายเลือดมังกรคบเพลิงไม่ได้ปรากฏในโลกหล้าเนิ่นนาน แล้วเซียวเจี่ยนผู้สืบสายเลือดมังกรคบเพลิงนี้ควรทรงพลังเพียงไร?
หลายคนกลั้นใจ เพ่งจิตเฝ้ามอง
และสีหน้าของอวี๋ชิ่งก็ดำคล้ำโดยพลัน ไม่คาดเลยว่าเซียวเจี่ยนผู้นี้จะไม่ไว้หน้ากันต่อหน้าคนทุกผู้!
ตู้ม!
ร่างของเขาโผทะยาน อาภรณ์ดำโบกสะบัด ร่างสูงใหญ่ปรากฏเพลิงมารแดงฉานลุกโชน
ภาพนี้ทำให้ผู้คนมากมายเผยความครั่นคร้ามตกตะลึง
เพียงพินิจปราณก็ชัดเจนแล้วว่า อวี๋ชิ่งซึ่งเป็นศิษย์หลักแห่งศาลมารสะบั้นสรวงเป็นตัวตนขอบเขตสรรค์สร้างอันเลิศล้ำเป็นหนึ่ง เหนือหมื่นไร้ผู้เทียบ!
สีหน้าของหนิวขุยแฝงความลำพองอย่างช่วยไม่ได้ และกล่าวเนิบๆ ว่า “หากเซียวเจี่ยนผู้นี้พ่ายแพ้ด้วยมืออวี๋ชิ่งได้ ก็นับได้ว่าโชคดีแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่ควรค่าให้อวี๋ชิ่งลงมือเอง……”
ไม่ทันขาดคำ
เปรี้ยง!!
บนสนามศึกเทพมาร ร่างของอวี๋ชิ่งปลิวกระเด็นขึ้นนภา
ยามร่วงหล่นลงพื้น ท่าทางของเขาไม่ต่างจากสุนัขกินอาจม
เหล่าผู้ชมต่างเงียบกริบ
เสียงซึ่งเดิมเอะอะมะเทิ่งเงียบลงกะทันหัน
ดวงตาของผู้คนปากกว้าง สีหน้าตะลึงค้าง
หลายผู้คนสับสนในหัว เมื่อครู่นี้… เกิดอันใดขึ้น?
ไฉนจู่ๆ อวี๋ชิ่งก็ปลิวออกมา?