บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2188 เล่นละครช่างลำบากนัก
บทที่ 2188 เล่นละครช่างลำบากนัก
อวี๋ชิ่งพ่ายแพ้แล้ว!
แม้กระทั่งคนส่วนใหญ่ยังไม่ทันเห็นว่าเขาพ่ายแพ้ได้อย่างไร และจู่ๆ อีกฝ่ายก็ปลิวกระเด็นออกมาจากสนามศึกเทพมารในทันใด!
ทุกผู้ล้วนตกตะลึงพรึงเพริด
มีเพียงผู้ทรงอำนาจในงานชุมนุมเท่านั้นที่เห็นได้ชัดเจนว่า หลังจากอวี๋ชิ่งโคจรวิถีเต๋าในกาย เซียวเจี่ยนได้ชกออกไปหนึ่งหมัดบนอากาศ ซัดอีกฝ่ายปลิวอย่างง่ายดาย!!!
รวดเร็วเยี่ยงสายฟ้า อำนาจครอบงำเกินต้านทาน
“เทพปีศาจสายเลือดมังกรคบเพลิงนี่แข็งแกร่งยิ่ง! เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวตนไร้เทียมทานในขอบเขตสรรค์สร้าง มีอำนาจบดขยี้น่าเกรงขามนัก!!”
มีผู้พึมพำ
เดิมที อวี๋ชิ่งเป็นเทพชั้นล่างระดับสูงสุด และผู้สามารถบดขยี้เขาได้ก็มีเพียงตัวตนไร้เทียมทาน
ตัดสินได้ง่ายดายนัก
ใบหน้าชราของหนิวขุยชะงักค้าง รู้สึกอึดอัดในอก
หนึ่งการโจมตี!
พ่ายแพ้ในชั่วพริบตา?
สิ่งนี้เกินคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง
“ยอดเยี่ยม! ควรค่าแก่การเป็นทายาทสายเลือดมังกรคบเพลิง อำนาจต่อสู้เช่นนี้เพียงพอจะกล่าวได้แล้วว่าไร้เทียมทานในขอบเขตสรรค์สร้าง ทัศนาทั่วทั้งทวีปเทพอัคคีทักษิณ เขาต้องเป็นตัวตนระดับสูงสุดแน่นอน!”
เฟิงอู๋จี้ประหลาดใจระคนปรีดา ถูมือพลางกล่าวอย่างชื่นชม
“ไม่เลวจริงๆ หาได้ยากนัก”
ในฐานะเจ้าภาพ ‘ผู้เฒ่าเว่ย’ เองก็พยักหน้า “ในความคิดของข้า เซียวเจี่ยนผู้นี้มีแววเป็นหนึ่งในสามสิบตัวตนสูงสุดของชุมนุมเต๋าสารทวสันต์นี้ได้!”
ทันใดนั้น ที่อัฒจันทร์ก็ได้เกิดเสียงเอ็ดอึง
ผู้ทรงอำนาจจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดเหล่านั้นต่างประเมินความสามารถของซูอี้ใหม่อีกครา
“หากเซียวเจี่ยนผู้นี้เข้าร่วมศาลเทพชิงอู๋ของข้าได้ก็คงดี”
เถี่ยเหวินจิ้งกระซิบ
ทันทีที่กล่าวเช่นนั้น เสียงหัวเราะร่าระเบิดลั่นทันใด
“เฒ่าเถี่ย อย่าคิดฝันไปเลย ใครเล่าจะไม่ทราบว่าศาลเทพชิงอู๋ของพวกเจ้าตกต่ำเพียงไรในยามนี้?”
มีผู้กล่าวเย้ย
“ตัวตนอย่างเซียวเจี่ยนย่อมไม่มีทางเลือกเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋ของพวกเจ้าหรอก”
บางผู้กล่าวขึ้น
สีหน้าของเถี่ยเหวินจิ้งคล้ำเครียด ทว่าไม่ได้กล่าววาจาใด
“เฮอะ! ทุกท่าน ชุมนุมเต๋าสารทวสันต์เพิ่งจะเริ่มเท่านั้น เซียวเจี่ยนคนนี้อาจอยู่มิถึงตอนจบก็ได้!”
หนิวขุยกัดฟันกล่าว
หัวใจของทุกผู้ครั่นคร้าม พวกเขาล้วนทราบดีว่าหนิวขุยจากศาลมารสะบั้นสรวงคิดสังหารเซียวเจี่ยนอยู่!
ขณะเดียวกัน……
“ไม่ยุติธรรมเลย! เขาลอบโจมตีอย่างน่ารังเกียจ ทำให้ข้าสิ้นการมองเห็นชั่วขณะ และพ่ายแพ้โดยอุบัติเหตุ!”
อวี๋ชิ่งตะโกน
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว โทสะเปี่ยมล้นไร้ขอบเขต
เขาสิ้นท่าในหนึ่งการโจมตี ทำให้ทั้งเสียหน้าและแสนอับอายในใจ
ไม่ต้องคิดก็ทราบได้ว่า หากเรื่องราวในวันนี้แพร่กระจายออกไป เขามิเพียงจะกลายเป็นตัวตลกในสำนัก และคงไม่อาจเงยหน้าอ้าปากในทวีปเทพอัคคีทักษิณได้อีก!
ซูอี้แย้มยิ้มโดยไม่คิดสนใจ ก่อนจะหันเดินออกจากสนามศึกเทพมาร
เขาชนะแล้ว แค่รอการหารือวิถีรอบใหม่ก็พอ
“เซียวเจี่ยน เจ้ากล้าสู้กับข้าอีกหนหรือไม่?”
อวี๋ชิ่งตวาด
ทว่าซูอี้เมินอีกฝ่ายตั้งแต่ต้นจนจบ
แม้กระทั่งชายชราผู้เป็นกรรมการยังทนไม่ได้ และกล่าวทันทีว่า “แพ้ก็คือแพ้ นี่เป็นการประลอง แต่เจ้ากลับเสียอาการเช่นนี้ รังแต่จะนำความอัปยศมาสู่ศาลมารสะบั้นสรวงของเจ้าเสียเปล่าๆ!”
อวี๋ชิ่งนิ่งไป ก่อนจะกัดฟันจรจากโดยไม่พูดจาทันที
การเผชิญหน้าจบลงแล้ว
อำนาจที่ซูอี้เผยออกมากระตุ้นความสนใจของเหล่าผู้ชม และได้รับสายตาเฝ้ามองจากผู้คนมากมาย
บุตรพุทธะเหลียนเซิงแห่งภูเขาวิญญาณสุขาวดี และเซี่ยอวิ๋นชิงแห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เองก็มองมายังซูอี้เช่นกัน
ทว่าชายหนุ่มกลับเมินพวกเขาไป
ในใจของเขากำลังไม่แน่ใจเล็กน้อยว่า เมื่อครู่เขาทำตัวโดดเด่นเกินไปหรือไม่ เพราะยิ่งเป็นที่สนใจ ยิ่งสร้างปัญหาเกินจำเป็นได้ง่าย
‘ในศึกหน้า พยายามสงวนท่าทีกว่านี้จะดีกว่า’
ซูอี้กล่าวในใจ
กาลเวลาผ่านไป
หนึ่งชั่วยามต่อมา การประลองรอบแรกจบลง ทวยเทพครึ่งหนึ่งตกรอบไป
ไม่นานนัก ศึกรอบที่สองก็ได้ถูกจัดขึ้น
หนนี้ คู่ต่อสู้ของซูอี้เป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างขั้นสมบูรณ์ อำนาจน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
แต่เทียบกันแล้ว อีกฝ่ายก็ไม่ได้แตกต่างกับอวี๋ชิ่งเลย
ซูอี้แสนจนใจ แม้เขาจะอยากสงวนกำลังพยายามทำตัวให้เงียบไว้ แต่ยามเผชิญหน้ากับศัตรูเช่นนี้ โอกาสเก็บงำก็ไม่เหลือหลอ
เพราะถึงอย่างไร ขอเพียงจงใจออมมือ ผู้มีสายตาเฉียบแหลมสักหน่อยก็จะเห็นความผิดปกติ
ดังนั้น เขาจึงเอาชนะศัตรูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันหลังจากไป ได้รับชัยชนะอันง่ายดายทั้งสองคราในคราวเดียวทำให้เขาได้รับความสนใจมากขึ้น และผู้ทรงอำนาจบางคนเริ่มคำนวณในใจแล้วว่า หากเซียวเจี่ยนติดสิบอันดับแรกได้ พวกเขาจะยอมฉีกหน้าหนิวขุย แล้วดิ้นรนเชื้อเชิญเซียวเจี่ยนเข้าสู่สำนักของพวกตนจะดีกว่า!
“สหายเต๋าเซียวทรงพลังจริงๆ อำนาจสายเลือดมังกรคบเพลิงทั้งร้ายกาจและน่าสะพรึงกลัวแท้!”
เฟิงอู๋จี้เอ่ยชมไม่หยุดปาก จงใจค่อนแคะหนิวขุย
หนิวขุยไม่ได้กล่าววาจาใดแต่ต้นจนจบ แต่ทุกผู้ล้วนเห็นว่าเจ้าตัวกำลังสะกดกลั้นโทสะในใจ!
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ศึกรอบที่สองจบลง ผู้เข้าชุมนุมครึ่งหนึ่งตกรอบไปอีกครั้ง
เหลือเทพอยู่เพียงร้อยกว่าคน
ในศึกประลองรอบที่สาม ในที่สุดซูอี้ก็ได้เผชิญกับคู่ต่อสู้อันแข็งแกร่งเลิศล้ำกว่าอวี๋ชิ่งไปไกล
เขาจงใจออมมือในหนนี้ สะกดความคิดอยากสยบคู่ต่อสู้ในกระบวนเดียวไว้ แล้วทำทีอ่อนแอ ขณะต่อสู้กับศัตรูอย่างดุเดือด
ในสายตาคนนอก ศึกนี้สะท้านสะเทือนจิตยิ่งนัก สูสีดุเดือดยากตัดสิน
แต่ไร้ผู้ใดทราบว่าซูอี้ต้องอดทนเพียงไร
จริงอยู่ที่วิถีเต๋าของเขาในปัจจุบันเพิ่งฟื้นได้เพียงสองส่วน แต่อำนาจต่อสู้ที่ชายหนุ่มใช้ในศึกนี้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของสองส่วนที่ว่าด้วยซ้ำไป!
ถึงอย่างไร ซูอี้ก็พลิกสถานการณ์ขับคันอย่างยากลำบาก และเอาชนะศัตรูของเขาได้
เพื่อเล่นละครฉากนี้ หลังจากคว้าชัย เขาจงใจกระอักไออย่างรุนแรง แล้วเดินซวนเซออกไป……
แต่ถึงกระนั้น ยามการประลองจบลง ก็ยังคงมีเสียงโห่ร้องให้กำลังใจชายหนุ่มอย่างอบอุ่นมากมาย!
แม้กระทั่งผู้ทรงอำนาจยังคิดว่านี่คือมหาศึกอันเป็นการเผชิญหน้าของคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ……
โชคดีที่ในประลองรอบที่สามนี้ ผู้มีผลงานโดดเด่นและเป็นที่จับตามองของเหล่าผู้ชมที่สุดไม่ใช่ซูอี้
ทว่าเป็นบุตรพุทธะเหลียนเซิง บุตรวิถีเซี่ยอวิ๋นชิง และตัวตนผู้เรืองนามในโลกหล้าแดนเทพมาช้านานเหล่านั้นต่างหาก!
เมื่อเทียบกับชัยชนะ ‘อันยากลำบาก’ ของซูอี้แล้ว บุตรพุทธะเหลียนเซิงและคนอื่นๆ กำชัยได้อย่างแสนง่าย บดขยี้คู่ต่อสู้ผ่านฉลุย!
ทั้งหมดนี้ยังทำให้ความเจิดจรัสของซูอี้ถูกกลบไป ผู้คนเผลอตัวไม่มองเขาเป็นตัวตนอันเทียบชั้นกับบุตรพุทธะเหลียนเซิงอีก
ซูอี้พอใจกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง
ไม่เสียทีที่เขาพยายามสะกดอำนาจเล่นละครแทบตาย ขอเพียงไม่สะดุดตาเกินไป สำหรับเขาก็นับว่าเป้าหมายบรรลุแล้ว
หลังจากการประลองรอบที่สามจบลง ยอดฝีมือวิถีเทพในสนามศึกก็เหลือไม่ถึงห้าสิบคน
ในการประลองรอบที่สี่ จากกฎเกณฑ์ สามารถเลือกคู่ต่อสู้เป็นยอดฝีมือวิถีเทพผู้ใดก็ได้ที่เข้าร่วมงานชุมนุมเต๋านี้
และสามารถปฏิเสธได้
แต่โอกาสปฏิเสธมีเพียงหนึ่ง
ยามเริ่มเลือกคู่ต่อสู้ ผู้แรกก็เอ่ยออกมาว่าอยากต่อสู้กับซูอี้!
เขาเป็นชายชุดเขียวผู้มีผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้าทรงเสน่ห์ ร่างผอมสูงให้ความรู้สึกนุ่มนวลทว่าเยียบเย็น
แต่เมื่อเห็นเขาประกาศสงครามกับซูอี้ เหล่าผู้ชมพลันเอ็ดอึงกันขึ้นมา
เนี่ยเชวีย!
บุตรสวรรค์ไร้เทียมทานผู้เคยโดดเด่นที่สุดในศาลมารสะบั้นสรวง ยามบรรลุเป็นเทพ เขาได้ใช้อำนาจเทพชั้นหนึ่งออกมา เกียรติภูมิของเขาในทวีปเทพอัคคีทักษิณสูงส่งเปรียบนภา
ในหมู่ทุกคนที่นี่ มีเพียงตัวตนไร้เทียมทานน้อยนักอย่างบุตรพุทธะเหลียนเซิงและบุตรวิถีเซี่ยอวิ๋นชิงที่สามารถทรงอำนาจเหนือเนี่ยเชวียได้สามส่วน
ขณะที่ผู้อื่นไม่อาจเทียบกับเนี่ยเชวียได้เลย
และก่อนหน้านี้ ทุกผู้คิดไว้ว่าเนี่ยเชวียผู้นี้เป็นหนึ่งในห้าบุคคลสูงสุด ณ ชุมนุมเต๋าสารทวสันต์นี้!
แต่ผู้คนส่วนใหญ่หาคาดคิดไม่ว่าเนี่ยเชวียจะเลือกเซียวเจี่ยนเป็นคู่ต่อสู้ในรอบที่สี่
มีเพียงผู้ทรงอำนาจบนอัฒจันทร์เท่านั้นที่คาดการณ์ไว้แล้ว และต่างรำพึงบางสิ่งในใจ
เซียวเจี่ยนผู้นี้อวสานแล้ว!
ในการประลองรอบที่สาม เขาเอาชนะมาได้อย่างยากเย็น แล้วจะนำสิ่งใดไปเผชิญหน้ากับตัวตนอย่างเนี่ยเชวีย?
เฟิงอู๋จี้เองก็ขมวดคิ้ว พึมพำออกมาว่า “มารดามัน นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว……”
พวกเขาเป็นบุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานเหมือนกัน มีหรือเฟิงอู๋จี้จะไม่รู้ฤทธิ์ของเนี่ยเชวีย?
“พูดจาดีๆ หน่อย อันใดคือรังแกกัน? กฎของชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ยุติธรรมที่สุดแล้ว!”
หนิวขุยปรามาส
หัวใจของเขาแสนตื่นเต้นนัก ในที่สุดเขาก็รอมาถึงยามนี้ได้สำเร็จ!
ต่อจากนี้ พวกเขาจะได้เห็นภาพนองเลือดยามเซียวเจี่ยนถูกฆ่า!!
“เซียวเจี่ยน เจ้ากล้าสู้กับข้าหรือไม่?”
ดวงตาของเนี่ยเชวียมืดมน ขณะมองมายังซูอี้อย่างเยือกเย็น
หลายคนเผลอคิดไปว่าชายหนุ่มคงปฏิเสธ
แต่ซูอี้ก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น
เขายอมถอยได้ แต่เขาจะไม่มีวันถอยยามศัตรูยั่วยุ
“ได้สิ”
ซูอี้ตกลง
ในใจของเขารู้สึกอับจนยิ่งนัก จะให้ทำเช่นไรได้ เขายังต้องคิดหาวิธีสะกดการฝึกฝน และเอาชนะศัตรูในครานี้ ‘อย่างลำบากยากเข็ญ’ อีกแล้วหรือ?
“เซียวเจี่ยนตกลงหรอกหรือ?”
เหล่าผู้ชมอื้ออึง
“นี่สิจึงเรียกว่ายอดฝีมือแท้จริง แข็งกร้าวห้าวหาญ ไม่มีวันท้อถอย! เป็นเยี่ยงอย่างแก่ชนรุ่นเราจริงๆ!”
มีผู้ตะโกนให้กำลังใจซูอี้
อันที่จริง การกระทำของชายหนุ่มประทับใจคนมากมาย
แม้กระทั่งผู้ทรงอำนาจทั้งหลายยังตะลึง
แพ้ชนะนั้นเป็นเพียงชั่วประเดี๋ยว แต่ในศึกประลอง พิสูจน์ความหาญกล้าของบุคคลได้!
“ไม่เลว ประเสริฐจริง”
เนี่ยเชวียแย้มยิ้มพลางปรบมือ “ยามถึงเวลาประลอง ข้าจะทำให้เจ้าแพ้พ่ายอย่างเต็มหัวใจ!”
ซูอี้เหลือบมองเนี่ยเชวียเหมือนมองคนโง่ แล้วเมินเฉยไปสิ้น
ไม่นานนัก การประลองรอบที่สี่ก็ถูกจัดขึ้น
เทียบกับการทดสอบสามรอบแรก ศึกประลองรอบที่สี่นี้ชวนระทึกกว่ากันเป็นไหนๆ กล่าวได้ว่าเป็นการประชันระดับสูงสุดระหว่างขอบเขตเดียวกัน
บุตรพุทธะเหลียนเซิงกับบุตรวิถีเซี่ยอวิ๋นชิงก็ปรากฏขึ้นตามกัน อำนาจต่อสู้ที่สำแดงล้วนทำให้ทั่วทุกทิศลือลั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตัวตนไร้เทียมทานเหล่านั้นชนะโดยไม่น่าประหลาดใจ
ในที่สุดก็ถึงยามซูอี้เผชิญหน้ากับเนี่ยเชวียก็มาถึง
ศึกนี้เรียกความสนใจของเหล่าผู้ชมเช่นกัน
ทันทีที่เริ่มศึก เนี่ยเชวียก็ได้เผยอำนาจต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัว สยบการโจมตีของซูอี้ในทันที
ขณะเดียวกัน ซูอี้ผู้ถูกต้อนสู่สถานการณ์คับขันก็เจียนแพ้หลายหน
สิ่งนี้ทำให้คนมากมายหลั่งเหงื่อแทนเขา
และอำนาจต่อสู้อันแข็งแกร่งของเนี่ยเชวียก็ชวนตะลึงเช่นกัน
“เซียวเจี่ยนผู้นี้กำลังจะพ่าย……”
ผู้คนคาดการณ์เช่นนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็เห็นความต่างระหว่างอำนาจของทั้งสองฝ่ายได้อย่างชัดเจน
“พ่าย?”
หนิวขุยกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แม้เขาจะอยากแพ้ ก็ไม่ได้แพ้ง่ายนักหรอก!”
ทันทีที่กล่าวเช่นนั้น บางสิ่งพลันเกิดขึ้นในสนามศึก
จากการโจมตีของเนี่ยเชวีย ร่างของซูอี้ปลิวไปแทบตกนอกสนามศึกเทพมาร
เกิดเสียงอุทานดังขึ้นในบริเวณ
ฉวยโอกาสนี้ คู่เนตรเย็นชาของเนี่ยเชวียระเบิดประกายสีเลือดคมปลาบสะบั้นผ่านท้องนภา ฟาดฟันสู่ห้วงความนึกคิดของซูอี้อย่างดุเดือด!