บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2193 ปิ่นปลิดวิญญาณ จดหมายเหตุเต้าเสวียน
บทที่ 2193 ปิ่นปลิดวิญญาณ จดหมายเหตุเต้าเสวียน
ฉัวะ!
ปราณดาบสายหนึ่งพาดผ่านเวหา
ร่างของหนิวขุยถูกผ่าเป็นสองเสี่ยงจากตรงกลาง ปราณดาบอันทรงพลังขยี้ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาเป็นผุยผงทันที
สิ้นลักษณ์ดับวิญญาณ
และวาจาที่เขาพูดก็หยุดลงกะทันหัน
ชายชราจากสุขาวดีมารธุลีชาดขนลุกขนพอง ดวงตาจับจ้องนิ่งที่มือซูอี้
มีดาบวิถีเล่มหนึ่งเปี่ยมล้นด้วยปราณฮุ่นตุ้น เห็นกันชัดๆ ว่าซูอี้ยืนอยู่แสนไกล แต่ยามฟาดฟันดาบนี้ มันก็เมินเฉยต่อระยะห่าง ฟาดลงมาสามฉื่อเหนือศีรษะของหนิวขุยทันควัน!
รวดเร็วเกินไปแล้ว
และยังร้ายกาจเกินไปด้วย!
หนึ่งเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนากลับต้องตกตายคาที่โดยไร้โอกาสหลบเลี่ยง!!
“ข้า…ข้าไม่สนว่าเจ้าเป็นใคร และไม่อยากรู้ด้วย รามือไว้ชีวิตข้าได้หรือไม่?”
ชายชราร่างสั่นเทิ้ม ใบหน้าซีดขาว ดูตื่นตระหนกโดยสมบูรณ์
ว่าแล้ว เขาก็ทรุดตัวคุกเข่าดังตุ้บ
ดูราวจะวอนขอความเมตตาจากซูอี้
ทว่าทันทีที่เข่าแตะพื้น ปิ่นไม้ซึ่งแทรกอยู่ในกลุ่มผมเหนือศีรษะของเขาพลันพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ทะลวงผ่านมิติเวลาเยี่ยงเส้นแสง ปักเข้าใส่คอของซูอี้
รวดเร็วเหลือเชื่อ!
ทว่าปฏิกิริยาของซูอี้นั้นไวยิ่งกว่า ร่างเหมือนไม่ขยับ แต่สองนิ้วปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ คีบปิ่นไม้ไว้จนมิอาจกระดิกได้
“เจ้าถูกหลอกแล้ว!”
ชายชรายิ้มเหี้ยม ขณะตวาดลั่นว่า “ระเบิด!!”
ทว่าภาพอันน่าขายหน้าได้เกิดขึ้น……
ปิ่นไม้หากระดิกไม่
มันถูกนิ้วของซูอี้หนีบไว้นิ่ง!
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าชายชราพลันชะงัก ดวงตาแทบหลุดจากเบ้า “เป็นไปได้เช่นไร!?”
“ปิ่นปลิดวิญญาณ สมบัติลับพิเศษเฉพาะของสุขาวดีมารธุลีชาด มันทำขึ้นจากกิ่งใบของต้นกุ้ยจันทรา กักเก็บค่ายกลเทพเจ็ดสิบสองชั้นไว้ อีกทั้งยังสามารถสะบั้นตรวนแห่งมิติ เร้นลักษณ์ซ่อนตัวได้ กระทั่งจิตสัมผัสยังไม่อาจตรวจจับ และสามารถลอบสังหารเทพชั้นสูงร่วมขอบเขตได้โดยไม่ตั้งตัว”
ซูอี้มองปิ่นไม้ในมือและกล่าวเบาๆ “รู้หรือไม่ เดิมที วิธีสร้างปิ่นปลิดวิญญาณนี้ ข้าคือผู้คิด มันถูกบันทึกในบท ‘อาวุธลับ’ ของหนังสือ ‘จดหมายเหตุเต้าเสวียน’ ในลำดับสิบเก้าของสมบัติลับขอบเขตกำเนิดวาสนา”
“และยามนี้ เจ้าใช้สมบัตินี้กับข้า ดังนั้นมันจะแตกต่างอันใดกับนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน?”
ชายชราผงะไป
เขากล่าวกับซูอี้เสียงหลง “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร!!”
“รู้แล้วเช่นไร? ปราณของร่มแคล้วคลาดสะบั้นสรรพสิ่งจากโลกภายนอกไปสิ้น หากฆ่าเจ้าเสียที่นี่ ต่อให้ผู้มาเป็นผู้เข้าสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา ย่อมไม่อาจหาเบาะแสใดๆ จากร่องรอยศึกได้”
ซูอี้ว่าแล้วก็สะบัดข้อมือ
ฟิ้ว!
ปิ่นปลิดวิญญาณในสองนิ้วของเขาพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูงกว่ากาลก่อน
“ขึ้นมา!!”
ชายชรากู่คำราม อำนาจคุ้มกายมากมายปรากฏขึ้นตรงหน้า ขัดขวางปิ่นปลิดวิญญาณไว้อย่างฉิวเฉียด
ทว่าซูอี้กลับแย้มยิ้ม และกล่าวคำสั้นๆ ออกมาเบาๆ “แหลก!”
ตู้ม!
ปิ่นปลิดวิญญาณพลันระเบิดออก
ขณะนั้น สุญตาพลันพังทลายกลายเป็นหุบเหวมหึมา รัศมีจรัสจ้าแห่งหายนะแผ่ไปทั่วทั้งเวหาเยี่ยงจันทร์เพ็ญกระจ่างสีเงินยวง จรัสจ้าเสียดเก้าชั้นสรวง
และอำนาจคุ้มกันรอบกายชายชราก็แหลกละเอียด ร่างของเขาไร้จังหวะให้หลบเลี่ยง ถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโดยรัศมีเทพอันเรืองรอง วิญญาณแหลกสลายมลายไป
นี่คืออำนาจแห่งปิ่นปลิดวิญญาณ!
สมบัติชิ้นนี้สร้างขึ้นจากวัตถุดิบเทพอย่างกิ่งของต้นกุ้ยจันทรา และเมื่อมันแตกออก ค่ายกลเทพทั้งเจ็ดสิบสองชั้นจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง สร้างอำนาจน่าสะพรึงกลัวอันสามารถบดขยี้เทพชั้นสูงได้
รัศมีเจิดจรัสเรืองรองเยี่ยงจันทร์เพ็ญนี้เป็นอำนาจที่มาส่วนหนึ่งของต้นกุ้ยจันทรา ซึ่งทรงพลังอย่างยิ่ง
‘ว่าแล้วเชียว ไม่เพียงต้นกุ้ยจันทรา กระทั่งคัมภีร์วิถีและสมบัติของอี้เต้าเสวียนในทะเลไร้ขอบเขตยังถูกศัตรูร้ายในกาลก่อนชิงไปหมด’
ซูอี้กล่าวในใจ
ต้นกุ้ยจันทราเป็นพฤกษาเทพหายาก หยั่งรากอยู่ในก้นสมุทรฮุ่นตุ้นของทะเลไร้ขอบเขต มีที่มาอมรณาปฐมสวรรค์ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ในขอบเขตอมรณา
เมื่อนานมาแล้ว ต้นกุ้ยนี้ถูกอี้เต้าเสวียนนำไปปลูกที่เกาะชีเสีย
ทุกคืน ต้นกุ้ยจะโชยกลิ่นหอม กิ่งก้านเปี่ยมด้วยรัศมีเรืองรองเยี่ยงน้ำตกดารา สะท้อนนิมิตวัฏจักรจันทรา ดึงอำนาจมหาวิถีในโลกหล้า อัศจรรย์ยิ่งนัก
ทั้งบุปผาที่ก่อตัว ใบร่วงโรย และกิ่งก้านของพฤกษานี้ล้วนแต่เป็นวัตถุดิบเทพขอบเขตอมรณาอันหายากยิ่ง!!
สำหรับยักษ์ใหญ่สูงสุดอื่นใด หากสามารถครอบครองสมบัติเทพขอบเขตอมรณาเช่นนี้ ก็เทียบเท่าได้สุขาวดีฝึกฝนโดยกำเนิดมาอยู่ในมือ สามารถเติมเต็มความต้องการฝึกฝนสำหรับตัวตนระดับจอมเทพได้!!!
จากเรื่องนี้ ก็รับรู้ได้แล้วว่าต้นกุ้ยจันทราสูงค่าเพียงไร
น่าเสียดาย……ที่ขณะนั้น อี้เต้าเสวียนประสบกับเหตุพลิกผันร้ายแรงในทะเลไร้ขอบเขต เขาไม่เพียงถูกสหายรักหักหลัง ยังต้องถูกไล่ล่าจากศัตรูไร้เทียมทานมากมาย และแม้จะนองเลือดเป็นทะเล เขาก็ยังถูกบีบให้หนีจากทะเลไร้ขอบเขตไปอยู่ดี
ผลก็คือมรดกวิถีและสมบัติที่เขาทิ้งไว้บนเกาะชีเสียจึงถูกศัตรูร้ายเหล่านั้นแบ่งกันไป
‘จดหมายเหตุเต้าเสวียน’ ถูกสร้างขึ้นโดยอี้เต้าเสวียน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคัมภีร์นี้ก็อยู่ในมือของสุขาวดีมารธุลีชาดเช่นเดียวกับต้นกุ้ยจันทรา
ส่วนบทสนทนากับหนิวขุยเมื่อครู่ ซูอี้ไม่ได้โป้ปด
ก่อนอี้เต้าเสวียนตกตาย เขามีความสัมพันธ์พิเศษกับจอมมารหลู่ชิงเหมยจริงๆ
อาจารย์ของหลู่ชิงเหมยคือกู่ฮวาเซียน นางปีศาจเฒ่าผู้แตะถึงขอบเขตธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา
บนวิถีเชื่อมดารากาลก่อน กู่ฮวาเซียน เฒ่าค่อม และตัวตนน่าสะพรึงกลัวคนอื่นออกมาขัดขวางซูอี้ไว้
ในฐานะศิษย์ผู้หนึ่งของกู่ฮวาเซียน ยามหลู่ชิงเหมยและอี้เต้าเสวียนพบพาน พวกเขาเพิ่งก้าวขึ้นสู่ระดับจอมเทพ และเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่ง
เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับอี้เต้าเสวียน ก็นับว่าค่อนข้างซับซ้อน
สิ่งที่แน่ใจได้ก็คือ อี้เต้าเสวียนนั้นหวั่นไหว มีความรู้สึกดีๆ ต่อนางอย่างแท้จริงในกาลก่อน
น่าเสียดาย ในที่สุดอี้เต้าเสวียนก็รับรู้ว่าหลู่ชิงเหมยเป็นไส้ศึกที่มาอยู่ข้างกายเขาตามคำสั่งอาจารย์กู่ฮวาเซียน
ต่อมา ขณะกำลังฝึกฝนคู่ สตรีผู้นี้พลันโจมตีอี้เต้าเสวียน ทำให้อี้เต้าเสวียนแทบเป็นบ้า
ท้ายที่สุด แม้หลู่ชิงเหมยจะล้มเหลว นางก็ยังทำให้อี้เต้าเสวียนถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก สภาพสะบักสะบอมเอาการ
และเพราะสาเหตุนี้เอง ร่างกายและจิตใจของอี้เต้าเสวียนจึงถูกกระทบอย่างหนักจนแทบสิ้นความคิด
เพราะถึงอย่างไร ถูกสตรีที่รักหักหลังนั้นย่อมเป็นเหตุสะเทือนใจอันโหดร้ายยิ่งนัก
โชคดีที่เขาได้อวี่ซินเหยาช่วยไว้
เมื่อย้อนคิดถึงประสบการณ์ทางอารมณ์ของอี้เต้าเสวียน ซูอี้พลันทอดถอนใจเสียงยาว แม้ชีวิตของอี้เต้าเสวียนจะระหกระเหิน แต่ก็ต้องกล่าวว่าประสบการณ์ของเขาโชกโชนจริงๆ……
โชกโชนมากมายกระทั่งยามเผชิญเรื่องร้ายแรงแค่ไหนก็… จนปัญญาจะกล่าวต่อ
แต่เมื่อรู้ว่าหลู่ชิงเหมยยังมีชีวิต ก็เพียงพอแล้วสำหรับซูอี้
ขณะครุ่นคิด ชายหนุ่มก็ได้เริ่มเก็บสินสงคราม
……
“ผู้อาวุโสเถี่ย รีบตื่นเร็วเถิด”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตของเถี่ยเหวินจิ้ง ปลุกเจ้าตัวจากภวังค์นิทรา
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ก็พบใบหน้าคุ้นเคยของเซียวเจี่ยน สีหน้าแววตาเปี่ยมความกังวล
เถี่ยเหวินจิ้งพลันตะลึง “เซียวเจี่ยน เจ้าไม่ได้ประสบเหตุร้ายใดหรือ? ประเสริฐ ประเสริฐนัก!”
ซูอี้พลันรู้สึกอับอายในใจ เมื่อเห็นว่าเถี่ยเหวินจิ้งยินดีจากใจที่ตัวเขายังมีชีวิตอยู่
แต่เมื่อครู่ เขาคือผู้ทำให้อีกฝ่ายสลบไปเอง……
“เมื่อครู่…เกิดอันใดขึ้น? หนิวขุยกับเฉียนเว่ยเหอเล่า?”
เถี่ยเหวินจิ้งลุกขึ้น มองไปรอบๆ และอดผงะยามเห็นความพินาศในพื้นที่ใกล้เคียงมิได้
“ข้ามิทราบ”
ซูอี้ส่ายหัว “ก่อนหน้านี้ ข้าหนีจากสองคนนั้น แต่ไม่อาจทราบว่าเกิดอันใดขึ้น จู่ๆ ทั้งสองคนก็รีบร้อนเผ่นจากไป”
“พอข้ากลับมาถึงก็เห็นท่านนอนอยู่ที่นี่”
เขาโกหกโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า วาจาไม่สะดุด ถึงอย่างไรคนตายก็ไม่ทิ้งหลักฐาน ไร้สิ่งใดให้โยงถึง
“ดูเหมือนเหตุโจมตีกะทันหันเมื่อครู่จะเปลี่ยนสถานการณ์ของเราไป”
เถี่ยเหวินจิ้งหวนคิดถึงดวงดาวอันลุกโชนซึ่งโปรยลงจากนภาแล้วรู้สึกใจสั่นขึ้นมา “เราล้วนยังรอดอยู่ก็นับว่าดีเลิศ เท่านี้ก็พอแล้ว!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็ตบบ่าของซูอี้ด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อรอดตายย่อมมีวาสนา หนนี้ ข้ากับเจ้าต้องขอบคุณบุคคลปริศนาผู้ลงมือกะทันหันนั่น!”
ซูอี้ทำเพียงพยักหน้า
“แต่ความแค้นวันนี้ ปล่อยไว้ไม่ได้!”
ความแค้นปรากฏขึ้นในดวงตาของเถี่ยเหวินจิ้ง “หนิวขุย พวกนั้น…น่าขันสิ้นดี! ภายหน้า ข้าจะหาโอกาสคิดบัญชีกับพวกเขารายหัว!!”
ดวงตาของซูอี้แปลกพิกลเล็กน้อย เขากล่าวว่า “ผู้อาวุโสเถี่ย พูดเรื่องนี้ยามนี้ไม่เหมาะสม เรารีบไปโดยเร็วเถิด”
“ใช่ๆๆ ต้องไปโดยเร็วที่สุด!”
ว่าแล้ว เถี่ยเหวินจิ้งจึงฟื้นจากภวังค์ พาซูอี้จากไปอย่างรีบร้อนทันที
และในคืนที่พวกเขาจรจาก……
ตัวตนกลุ่มหนึ่งจากศาลมารสะบั้นสรวง สุขาวดีมารธุลีชาดและศาลาดาบบุปผาบูรพาก็ปรากฏขึ้นในซากสมรภูมิแห่งนี้
น่าเสียดายที่แม้จะตรวจสอบร่องรอยทั้งหมดในสมรภูมิ พวกเขาก็ยังไม่พบเงื่อนงำใด
……วันเดียวกันนั้น ข่าวได้ถูกส่งกลับสู่ขุมกำลังยักษ์ใหญ่สุงสุดทั้งสามแห่งทวีปเทพอัคคีทักษิณ
เทพชั้นสูงสี่คนตายพร้อมกัน!
ความสูญเสียเช่นนี้สะเทือนขุมกำลังยักษ์ใหญ่ทั้งหลายโดยทั่วกัน
ทว่าเรื่องเหล่านี้หาเกี่ยวข้องกับซูอี้ไม่
……
บรรพตวิถีชิงอู๋
บรรพตศักดิ์สิทธิ์อันเก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่ทางอาคเนย์ของทวีปเทพอัคคีทักษิณ เป็นสุขาวดีแดนฝึกฝนสูงสุดแห่งหนึ่งของโลกหล้า
ภูเขาลูกนี้ทอดตัวยาวแปดพันลี้ มียอดเขาน้อยใหญ่ร้อยเก้าแห่งกระจัดกระจาย รวมถึงเขตหวงห้าม สถานที่ลับ และโลกเร้นลับมากมาย
ในสายตาผู้คนจากทวีปเทพอัคคีทักษิณ นี่คือสถานที่พำนักแห่งเทพ สุขาวดีบนดินโดยแท้จริง
ห้าวันหลังจากนั้น
ยามเย็นคืบคลาน และเมื่อเห็นบรรพตวิถีชิงอู๋ปรากฏขึ้นไกลๆ เถี่ยเหวินจิ้งก็จึงผ่อนลมหายใจยาวออกมา
“กลับมาถึงเสียที……”
เขาผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด และหันมากล่าวกับเซียวเจี่ยนว่า “เซียวเจี่ยน สำนักรู้ถึงเรื่องของเจ้าแล้ว และเมื่อไปถึง ข้าจะพาเจ้าไปพบเจ้าสำนัก”
“ไม่รอหน่อยหรือ?” ซูอี้ผงะไป
เถี่ยเหวินจิ้งกล่าวว่า “ประการแรก ผู้ทรงอำนาจในสำนักอยากพบกับเจ้าและสืบตัวตนที่มาของเจ้ามากกว่านี้ ส่วนประการที่สอง พวกเขาอยากเข้าใจถึงหายนะที่พวกเราประสบเมื่อก่อน”
ว่าแล้ว เจ้าตัวพลันกล่าวด้วยสีหน้าพิกล “ข้าไม่คิดคาดเลยว่าหนิวขุยกับหวังเถิงในยามนั้นจะตกตายไป……”
ใช่แล้ว ระหว่างกลับมา เถี่ยเหวินจิ้งได้รับข่าวจากสำนัก และรับรู้ถึงการตายของหนิวขุยและพวกหวังเถิง
ยามนั้น เขาตกใจแทบสะดุ้ง
แต่ทันใดนั้น เขาก็เสสรวลยิ้มกว้างอย่างอดมิได้
เขารู้สึกราวสวรรค์มีตา ผู้ก่อกรรมดีชั่วย่อมรับผลของมัน
แต่เถี่ยเหวินจิ้งย่อมรู้ว่าการตายของพวกหนิวขุยทำให้สะท้านสะเทือนทั่วทั้งแดนดินทวีปเทพอัคคีทักษิณ และสำนักต้องถามเรื่องนี้ให้กระจ่าง
“งั้นไปกันเถิด”
ซูอี้ไม่กล่าวอันใดมากไปกว่านี้
เขาอยากเห็นว่าผู้ทรงอำนาจจากศาลเทพชิงอู๋จะมองทะลุผ่านการจำแลงกายของเขาได้หรือไม่!