บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2194 เซี่ยจื้อ
บทที่ 2194 เซี่ยจื้อ
ยอดเขาตระหง่าน เซียนกระเรียนโผบิน
บนท้องนภา มีรัศมีนับร้อยพันส่องประกาย ปราณเทพอันกว้างขวางพลุ่งพล่านกระจายอยู่เหนือบรรพตศักดิ์สิทธิ์ชิงอู๋เยี่ยงทะเลเมฆ
เมื่อเข้าประตูสำนักไป ระหว่างทางจะได้พบยอดเขาเรียงราย พฤกษาโบราณตระหง่านระฟ้า ทัศนียภาพตระการตาดุจสุขาวดีบนดินทั่วทุกแห่งหน
แม้กระทั่งศาลาหยกซึ่งตั้งเหนือยอดเขาแต่ละลูกยังเต็มเปี่ยมด้วยบรรยากาศสูงส่งเก่าแก่
เสียงบริกรรมสะท้อนระหว่างยอดเขา เสียงฝึกฝนของศิษย์ศาลเทพชิงอู๋ดังออกมาจากภายในสนามเต๋า
นานๆ ครั้งจะมีประกายแสงมากมายโผทะยาน เคลื่อนไปมาระหว่างยอดเขาต่างๆ
ประกายแสงเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้มีวิถีเต๋าระดับเทพเซียน ตัวตนผู้เจิดจรัสผ่าเผยด้วยอำนาจของตน
ตะวันอัสดงเปล่งประกายยามเย็นเยี่ยงก้อนอัคคี ย้อมเมฆจนแดงฉานด้วยสีมงคล และยังอาบไล้ทุกส่วนของศาลเทพชิงอู๋ สร้างบรรยากาศเยี่ยงภาพฝัน
ระหว่างทาง ยามศิษย์มากมายพบเถี่ยเหวินจิ้ง พวกเขาล้วนแล้วแต่คำนับคารวะ เรียกอีกฝ่ายเป็น ‘ผู้อาวุโสเก้า’ อย่างนอบน้อม
ซูอี้เข้าใจตั้งนานแล้วว่าในศาลเทพชิงอู๋ ผู้สามารถรับตำแหน่งผู้อาวุโสได้ล้วนแล้วแต่เป็นเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนา!
ผู้อาวุโสเหล่านั้นครอบครองตำแหน่งแตกต่างกัน
เช่นผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชา ผู้อาวุโสอารักษ์ระเบียบ ผู้อาวุโสภาคทัณฑ์เป็นต้น
นอกจากนั้น ทั้งในสภา สำนักนอก หอเก็บคัมภีร์ ศาลาประสาทวิถีและสถานที่อื่นๆ ต่างก็มีผู้อาวุโสประจำอยู่
ทว่าในหมู่ผู้อาวุโสทั้งหลาย ผู้ทรงพลังสูงสุดคือผู้อาวุโสแห่งสภาทั้งสิบสาม
ในหมู่พวกเขา ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงเป็นตัวตนระดับจอมเทพ!
เถี่ยเหวินจิ้งเองก็เป็นผู้อาวุโสในสภา แต่เป็นลำดับที่เก้า สถานะของเขาในศาลเทพชิงอู๋จึงไม่ได้สูงมาก แต่ก็ไม่มีทางต่ำเตี้ย
ไม่ว่าจะครอบครองอำนาจมากน้อยเพียงไร แต่หากเทียบเพียงความแข็งแกร่งอย่างเดียว ผู้แข็งแกร่งที่สุดคือผู้อาวุโสในหอเก็บคัมภีร์และศาลาประสาทวิถี
ผู้อาวุโสส่วนมากเหล่านี้จะไม่ข้องแวะกับเรื่องทางโลก หากพวกเขาไม่อุทิศตนกับการฝึกฝนก็ประสาทวิถีให้แก่ชนรุ่นหลัง คนแทบทั้งหมดล้วนอยู่ในขอบเขตกำเนิดวาสนาขั้นสมบูรณ์ ห่างไกลจากระดับจอมเทพเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
“ไกลๆ นั่นคือยอดเขาหลักนภากระจ่าง เจ้าสำนัก ผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่นๆ กำลังรออยู่ที่นั่น”
เถี่ยเหวินจิ้งชี้ไปไกล
ภายใต้อาทิตย์อัสดง ท่ามกลางรัศมีแสงจากนภา ยอดเขาหนึ่งตั้งตระหง่าน สูงส่งเคร่งขรึมยิ่งกว่ายอดเขาใด
ที่นั่นคือสถานที่หลักอันเป็นหัวใจของศาลเทพชิงอู๋……
ยอดเขาหลักนภากระจ่าง!
อย่าว่าแต่ศิษย์สำนักทั่วไป แม้กระทั่งผู้ดูแลและองครักษ์ชั้นหนึ่งบางผู้ในสำนักยังไม่มีสิทธิ์จะได้เยื้องกราย
มีเพียงผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งบรรลุขอบเขตวิถีเทพ และถือครองตำแหน่งสำคัญในสำนัก รวมถึงศิษย์หลักทั้งหลายเท่านั้นที่สามารถเข้าออกยอดเขาหลักนภากระจ่างได้
“ยามพบเจ้าสำนัก เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล เราผู้ฝึกตนทั้งหลายไม่ได้มีพิธีรีตองมากนัก”
เถี่ยเหวินจิ้งกล่าวแนะนำเบาๆ
ซูอี้พยักหน้า
หลังจากลังเลเล็กน้อย เถี่ยเหวินจิ้งยังกล่าวเสริมว่า “นอกจากนั้น ยามตรวจสอบตัวตนของเจ้า ผู้อาวุโสบางท่านอาจออกคำขอที่ออกจะจาบจ้วงไปสักนิด อย่าได้ใส่ใจเลย”
“ข้าเข้าใจ”
ซูอี้แย้มยิ้ม
ในโลกหล้าแดนเทพ ขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดทุกแห่งย่อมระมัดระวังตนอย่างยิ่งยามเชื้อเชิญยอดฝีมือวิถีเทพมาเข้าร่วมกับตน และจะตรวจสอบคัดกรองหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไร้ผู้มีเจตนาร้ายแฝงตัวเข้ามาในสำนัก
ซูอี้ย่อมเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับเรื่องนี้มาแล้ว
“เจ้าน่ะ ไม่เข้าใจหรอก”
เถี่ยเหวินจิ้งส่ายหัวน้อยๆ “ผู้อาวุโสสามในสภาขู่เจิน มีบุคลิกโหดเหี้ยมเย็นชา ไร้ความปรานี และเป็นผู้อาวุโสภาคทัณฑ์”
“ตลอดกาลตราบนาน ทรชนนับไม่ถ้วนตกตายด้วยมือเขา”
“ทุกผู้ในสำนักไร้ผู้ใดไม่กลัวเขา ศิษย์บางคนแอบเรียกเขาว่า ‘นักชำแหละเลือดเย็น’ ด้วยซ้ำ”
“ทว่าเขาก็มีความสามารถอย่างยิ่ง มีประสบการณ์ล่าทรชนคนทรยศโชกโชน และเจ้าสำนักก็ให้ความสำคัญ ทั้งยังเชื่อใจเขามาก”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ฟังดูเหมือนผู้อาวุโสเถี่ยเองก็ครั่นคร้ามต่อผู้อาวุโสขู่เจินอยู่เล็กน้อยเช่นกัน”
เถี่ยเหวินจิ้งกล่าวทั้งรอยยิ้มขมขื่น “ในสำนักเรา ผู้อาวุโสขู่เจินไม่เป็นที่ชื่นชอบที่สุด อุปนิสัยก้าวร้าวโหดเหี้ยมมากเกินไป และไม่เคยแสดงความเมตตา อย่าว่าแต่ศิษย์สำนักเลย กระทั่งผู้อาวุโสอย่างเรายังแทบไม่ได้ติดต่อกับเขา”
ซูอี้เข้าใจแล้วว่าขู่เจินผู้นี้น่าจะเป็นมีดประหารในมือเจ้าสำนักศาลเทพชิงอู๋ และเป็นเพราะเขาโหดเหี้ยมเย็นชามากพอ เขาจึงมีคุณค่าในสายตาเจ้าสำนัก
“จริงสิ ผู้อาวุโสขู่เจินสืบทอดเชื้อสายมาจาก ‘สายเลือดเซี่ยจื้อ’ *[1] นะ”
เถี่ยเหวินจิ้งกล่าว “ดังนั้นหากถูกเขาไต่สวนต่อจากนี้ ห้ามโกหกเป็นอันขาด หาไม่ เจ้าจะถูกจับได้ทันที”
เซี่ยจื้อ!
สัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ผู้เกิดมาพร้อมความสามารถเฉพาะตัว แยกแยะสัจธรรมและความเท็จ ตัดสินถูกผิดและแบ่งความดีความชั่วได้!
ซูอี้หรี่ตาลง ไม่ได้กล่าววาจาใด
เขาไม่ห่วงว่าฐานะของตนจะถูกเปิดโปง
เพราะเขาไม่ได้ปลอมแปลงสิ่งใดเลย ทั้งเลือดและปราณ รวมถึงรูปลักษณ์ล้วนแต่เป็นความจริง ไร้ที่ติโดยแท้
อย่างสายเลือดมังกรคบเพลิงในร่าง หากทายาทสายเลือดมังกรคบเพลิงที่แท้จริงมาพบเข้า อีกฝ่ายยังต้องเรียกเขาเป็น ‘บรรพชน’ !
สายเลือดมังกรคบเพลิงของเขาก่อเกิดจากฮุ่นตุ้น และเป็นที่มาแห่งสายเลือดและลมปราณบรรพกาล
ที่มาแห่งสายเลือดและลมปราณบรรพกาลแบบนี้ ซูอี้ได้มาเก้าชนิดจากบททดสอบด่านสวรรค์ที่หนึ่ง ณ วิถีแห่งบรรพเทวา
นอกจากที่มาสายเลือดมังกรคบเพลิง เขายังได้รับสายเลือดของฉยงฉี ซวนหนี ตี้เจียง วานรชาด แรดเขียว คุนเผิง เถาอู้และเทาเที่ยมา!
ที่มาแห่งสายเลือดและลมปราณบรรพกาลเหล่านี้ล้วนทะลักไหลเข้าสู่ร่าง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจที่มาในร่างเมื่อนานมาแล้ว
อำนาจที่มาในสายเลือดและลมปราณทั้งเก้านี้ ชายหนุ่มย่อมใช้อย่างเชี่ยวชาญ
นี่ยังเป็นสาเหตุที่ยามเขาอยู่ในหอการค้ากิเลนก่อนหน้านี้ กระทั่งฮูหยินฉี่เวยและหญิงชรารับใช้ของนางยังไม่อาจมองตัวตนของชายหนุ่มออก
ซูอี้จึงแน่ใจว่า ต่อให้จอมเทพมาเองก็เปิดโปงเขาไม่ได้!
ขณะสนทนา พวกเขาก็มาถึงยอดเขาหลักนภากระจ่าง
ขณะนี้ ซูอี้สัมผัสได้ชัดเจนว่ายอดเขาหลักแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยค่ายกลอันน่าสะพรึงกลัว
มันเป็นค่ายกลระดับจอมเทพ และยังถือได้ว่าเป็นค่ายกลต้องห้ามขอบเขตอมรณา
‘ดูเหมือนว่านี่จะเป็นค่ายกลสังหารพิทักษ์แดนของศาลเทพชิงอู๋ ‘เทวยุทธ์ผนึกวิถี’ ’
ซูอี้กล่าวในใจ
เทวยุทธ์ผนึกวิถีถูกวางไว้โดยบรรพชนผู้ก่อตั้งศาลเทพชิงอู๋ และจากการบูรณะเติมแต่งของผู้เลิศล้ำรุ่นแล้วรุ่นเล่าในสำนัก หากโคจรค่ายกลนี้สุดกำลัง มันก็เพียงพอจัดการจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าได้!
‘หือ? น่าสนใจ นอกจากเทวยุทธ์ผนึกวิถี ในยอดเขาหลักนภากระจ่างนี่ยังมีสัตว์ร้ายพิทักษ์แดนและปราณน่าสะพรึงกลัวอื่นๆ เร้นกายอยู่อีกหลายจุด…’
ซูอี้สังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่ายามเขาปรากฏตัว ปราณแผ่วบางอันมิอาจเข้าใจบางสายได้กวาดผ่านตัวไปอย่างเงียบๆ
เขาแสร้งทำเป็นไม่ตระหนักรู้ แต่แค่อ้างอิงจากประสบการณ์อดีตชาติลำพัง ชายหนุ่มก็อนุมานได้ว่ายอดเขาหลักนภากระจ่างนี้ต้องมีหายนะกระจายอยู่เต็มไปหมด และมีอันตรายถึงตายมากมาย!
และนี่คือรากฐานของขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดนี้
บนยอดเขาหลักนภากระจ่างมีตำหนักโบราณซึ่งสร้างจากหยกขาวตั้งอยู่
ตำหนักแห่งนั้นตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลเมฆา เต็มไปด้วยรัศมีเทพแพรวพราว สูงส่งเลิศล้ำเหนือใด
เพียงมองก็รู้สึกครั่นคร้าม
ที่นี่คือตำหนักเทพนภากระจ่าง!
สองข้างฝั่งประตูตำหนักมีรูปสลักศิลาตั้งอยู่
ด้านซ้ายเป็นวิหคร้ายผู้มีร่างเป็นมนุษย์ มันปกคลุมด้วยเกล็ดทั่วทั้งตัว เบื้องหลังมีปีก ถือง้าวไว้ในมือ
ด้านขวาเป็นจิ้งจอกเก้าหาง หางทั้งเก้าสยายแผ่เผชิญนภา
เมื่อเห็นรูปสลักทั้งสอง ซูอี้ก็จำบุคคลทั้งสองในศาลเทพชิงอู๋ได้
คนหนึ่งคือบรรพชนผู้ก่อตั้งศาลเทพชิงอู๋ ‘เหลยชิงอู๋’ และลือกันว่าเขาเป็นภูตอัสนีผู้ถือกำเนิดพร้อมสวรรค์
อีกคนหนึ่งคือฮั่วหงเจิน!
คนผู้นี้มาจากเผ่าจิ้งจอกเก้าหาง
รูปสลักทั้งสองตรงหน้าเห็นได้ชัดว่า แกะสลักตามร่างจริงของเหลยชิงอู๋และฮั่วหงเจิน แม้จะเป็นรูปสลักศิลา ทว่าทั้งสองกลับดูราวมีชีวิต เผยอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของมันเอง
และเขาก็เห็นได้ทันทีว่าแท้จริงแล้ว รูปสลักศิลาทั้งสองเป็นเนตรค่ายกลที่ใช้ควบคุม ‘เทวยุทธ์ผนึกวิถี’ !
‘หากบรรลุเคล็ดวิชาใช้รูปสลักศิลาทั้งสองนี้ได้ มันย่อมเทียบเท่ากับการได้ควบคุมเทวยุทธ์ผนึกวิถีไว้ในกำมือ…’
ซูอี้กล่าวในใจ
ขณะเดียวกันนั้น เถี่ยเหวินจิ้งก็พาชายหนุ่มเข้าสู่ตำหนักเทพนภากระจ่างแล้ว!
ภายในตำหนัก พื้นถูกปูด้วยศิลาเทพมหาวิถี เสาเทพสามสิบหกต้นยืนตระหง่านค้ำหลังคาตำหนักไว้
การตกแต่งภายในตำหนักไม่ได้หรูหรา แต่ก็ให้บรรยากาศโอ่อ่ายิ่งใหญ่
เมื่อพวกซูอี้มาถึง ภายในตำหนักก็มีผู้มารออยู่สิบกว่าคนแล้ว
มีทั้งชายและหญิง พวกเขาล้วนเปี่ยมอำนาจยิ่งใหญ่
“เถี่ยเหวินจิ้งพาเซียวเจี่ยน ทายาทสายเลือดมังกรคบเพลิงมาพบเจ้าสำนักแล้ว!”
เถี่ยเหวินจิ้งก้าวออกมาคำนับอย่างเคร่งขรึม
ขณะนี้ สายตาทุกคู่ในตำหนักต่างจับจ้องมายังเขาและซูอี้ แรงกดดันอันมิอาจมองเห็นแผ่ออกมา
เถี่ยเหวินจิ้งดูเยือกเย็น
ซูอี้เองก็สุขุม
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก”
ณ ตำแหน่งสูงสุดในวิหารเทพมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในอาภรณ์นักพรตเรียบง่าย หนวดเครายาวพลิ้วดุจกิ่งหลิว ผิวพรรณขาวเนียนดุจหยกนั่งอยู่
เขานั่งอยู่เฉยๆ ทว่ากลับให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่เหนือสวรรค์
คนผู้นี้หาใช่ใครอื่น นอกจากเจ้าสำนักศาลเทพชิงอู๋เหลียงหลิงซู
จอมเทพขอบเขตอมรณาผู้ผ่านด่านเคราะห์หลอมวิถีมาแล้วสามหน!
“เจ้าคือเซียวเจี่ยนหรือ?”
เหลียงหลิงซูกล่าวกับซูอี้ด้วยคู่เนตรอ่อนโยนเยือกเย็น
ซูอี้ประสานมือคำนับเล็กน้อย “คารวะเจ้าสำนัก”
ในใจรู้สึกจนใจเล็กน้อย
เหลียงหลิงซูเป็นศิษย์ใกล้ชิดของฮั่วหงเจิน และยังถือได้ว่าเป็นศิษย์หลานของอวี่ซินเหยา ภรรยาของอี้เต้าเสวียน
เมื่อนานมาแล้ว เหลียงหลิงซูเป็นผู้น้อยต่อหน้าอี้เต้าเสวียนโดยแท้จริง อีกฝ่ายทำได้เพียงยืนสงบเสงี่ยมรับบัญชาเท่านั้น
ทว่าหลังจากผ่านไปหลายแสนปี เหลียงหลิงซูกลับกลายเป็นผู้นำศาลเทพชิงอู๋ นั่งอยู่ ณ จุดสูงสุดแล้ว
และเขายังต้องเป็นฝ่ายคารวะนอบน้อม ทำให้ซูอี้ผู้หลอมรวมกรรมวิถีและความทรงจำของอี้เต้าเสวียนรู้สึกกระอักกระอ่วนพิกล
“มิผิด”
เหลียงหลิงซูเอ่ยชม “ฝีมือของเจ้าในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ เราทั้งหลายล้วนกระจ่างชัด ขอเพียงเจ้าผ่านการตรวจสอบครานี้ เจ้าก็จะได้เป็นสมาชิกผู้หนึ่งของศาลเทพชิงอู๋ของข้า”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “ข้ากับผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างปรึกษากันแล้วก่อนหน้านี้ ด้วยฝีมือและความสามารถของเจ้า ขอเพียงศาลเทพชิงอู๋ของเราได้ใช้มัน เจ้าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลหอตระเวนราตรีได้”
หอตระเวนราตรี?
ซูอี้ผงะไป
ในศาลเทพชิงอู๋ ทั้งหอตระเวนราตรีและหอท่องตะวันล้วนอยู่ใต้บัญชาของนภาสำนัก
หอท่องตะวันอยู่ใต้อาณัติของผู้อาวุโสใหญ่แห่งนภา รับผิดชอบการตรวจตราและควบคุมเขตปกครองและขุมกำลังสาขาของศาลเทพชิงอู๋ทั่วทั้งทวีปเทพอัคคีทักษิณ
ส่วนทวยเทพในหอท่องตะวันล้วนเป็นที่รู้จักในนามเทพท่องตะวัน
ไช่เหล่ย เทพท่องตะวันซึ่งเคยไปตรวจตราโลกชางหลานก็มาจากหอท่องตะวันแห่งศาลเทพชิงอู๋
ขณะที่หอตระเวนราตรีอยู่ใต้อาณัติของผู้อาวุโสสามขู่เจินแห่งสภา มีหน้าที่ผดุงกฎ ตรวจสอบบริหาร สืบเสาะข่าวกรอง ล่าศัตรูและอื่นๆ ยอดฝีมือในหอตระเวนราตรีนั้นถูกเรียกว่าเทพตระเวนราตรี!
[1] เซี่ยจื้อ เป็นสัตว์ในตำนานของจีน ตัวใหญ่กว่าวัว รูปร่างเหมือนสิงห์ มีเขาแหลมกลางศีรษะ มีสติปัญญาสูง ถือเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมของจีน