บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2197 โม่ยงเชื้อเชิญ
บทที่ 2197 โม่ยงเชื้อเชิญ
ณ ตำหนักเทพนภากระจ่าง
ซูอี้กับเถี่ยเหวินจิ้งเพิ่งจะจากไป
ผู้อาวุโสสามขู่เจินกลับกล่าวขึ้นว่า “ตัวตนของเซียวเจี่ยนผู้นั้นมีปัญหา”
เปลือกตาของคนทุกผู้กระตุก เผยสีหน้าประหลาดใจ
“ไม่ใช่ว่าผู้อาวุโสสามสืบที่มาของเขาก่อนหน้านี้แล้วหรือ?”
มีผู้ถามขึ้น
คู่เนตรสีเลือดของขู่เจินลึกล้ำเย็นชา กล่าวขึ้นว่า “จากประสบการณ์และลางสังหรณ์ของข้า ข้าแน่ใจว่าเซียวเจี่ยนผู้นั้นมีความลับที่เราไม่ทราบอยู่!”
“หรือก็คือการเข้าร่วมศาลเทพชิงอู่ของเขาในครานี้ ข้าเกรงว่าเขามีแผนอื่นอยู่”
วาจานี้ทำให้ทุกผู้งุนงง
เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูขมวดคิ้ว ก่อนจะกล่าวอย่างมีนัยยะ “ในฐานะทายาทสายเลือดมังกรคบเพลิง มันก็น่าประหลาดใจจริงๆ ที่เขามาเข้าร่วมฝึกฝนกับสำนักเรา แต่ว่า……”
“ผู้ใดเล่าจะไร้ซึ่งความลับ?”
ว่าแล้ว เหลียงหลิงซูก็หันไปกล่าวกับผู้อาวุโสสาม “นอกจากนั้น เรายังจัดให้เขาอยู่ในหอตระเวนราตรี ใต้อาณัติของผู้อาวุโสสาม ข้าเชื่อว่าจะไร้ปัญหา”
ขู่เจินเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “ข้าจัดการเอง”
เหลียงหลิงซูกล่าวอย่างสุขุม “อย่าปฏิบัติผิดๆ ต่อคนดี และไม่อาจละเว้นคนร้ายได้ ข้าหวังเพียงว่าเซียวเจี่ยนจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและอำนาจของเขาอย่างดีที่สุดในมือผู้อาวุโสสาม!”
“หากสุดท้ายพบว่าเซียวเจี่ยนมีสิ่งผิดปกติเล่า?”
ขู่เจินถามอย่างมีวาทศิลป์
เหลียงหลิงซูกล่าว “ขอเพียงมันมิก่อหายนะให้แก่สำนัก เจ้าก็มองข้ามมันไปได้ หาไม่……”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ลูบหนวดเครา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าจะจัดการ”
“ทราบ!”
ขู่เจินรับปาก
นั่นแหละสิ่งที่เขาต้องการ!
……
ข่าวที่เซียวเจี่ยน เทพปีศาจสายเลือดมังกรคบเพลิงเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋และกลายเป็นผู้ดูแลคนหนึ่งของหอตระเวนราตรีแพร่ไปทั่วทั้งสำนักในวันนั้น
และทันทีที่เขาเข้าร่วมสำนัก เขาก็ได้เข้าไปฝึกฝนในยอดเขาไผ่วิญญาณ ยิ่งทำให้ผู้คนกล่าวถึงกว่าเดิม
ทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่าสำนักให้ความสำคัญต่อเซียวเจี่ยนผู้นี้อย่างยิ่งยวด!!
กอปรกับความจริงที่ว่า เถี่ยเหวินจิ้ง ผู้อาวุโสเก้าแห่งสภาเป็นผู้พาเซียวเจี่ยนสัญจรรอบสำนักด้วยตนเอง ใครเล่าจะไม่ทราบว่าเซียวเจี่ยนเป็นคนของผู้อาวุโสเก้า?
แต่ก็ยังมีผู้รอซ้ำเติมยามชายหนุ่มพลาดพลั้งเช่นกัน!
“รอก่อนเถอะ เซียวเจี่ยนผู้นั้นลำบากแน่!”
“ไฉนจึงเห็นเช่นนั้น?”
“อย่าลืมสิ เมื่อนานมาแล้ว รองหัวหน้าหอท่องตะวัน ใต้เท้าโม่ยงส่งคำขอเข้าฝึกฝนยังยอดเขาไผ่วิญญาณตั้งหลายหน แต่ก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น จนมันกลายเป็นหนามยอกอกของใต้เท้าโม่ยงไปแล้ว”
“แล้วยามนี้ เจ้าสำนักมอบยอดเขาไผ่วิญญาณให้เซียวเจี่ยน มีหรือใต้เท้าโม่ยงจะยอมรับ?”
มีผู้กล่าวชี้แจง
“แต่นี่เป็นคำสั่งเจ้าสำนักนะ และเบื้องหลังเซียวเจี่ยนยังมีผู้อาวุโสเก้าอีก ใต้เท้าโม่ยงไม่น่ากระทำการบุ่มบ่ามหรอกกระมัง?”
“เบื้องหลังใต้เท้าโม่ยงมีผู้อาวุโสใหญ่อยู่นะ! เซียวเจี่ยนผู้นั้นเพิ่งมาถึง ไร้รากฐาน และด้วยอำนาจของผู้อาวุโสเก้า ข้าเกรงว่าคงไม่อาจปกป้องเซียวเจี่ยนผู้นั้นได้เลย!”
ในศาลเทพชิงอู๋มีผู้อาวุโสสิบสามคนในสภา
สิทธิ์ในการสั่งการของผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งมิได้สูงนัก แต่ก็มิได้ต่ำเช่นกัน
แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่อาจเทียบผู้อาวุโสห้าลำดับแรกในสภาได้เลย
ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าจะเทียบผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงได้หรือไม่
กอปรกับอุปนิสัยอ่อนโยนมิข้องแวะกับโลกหล้าของเถี่ยเหวินจิ้ง ในหมู่สิบสามผู้อาวุโสในสภา เขาจึงเป็นผู้เฒ่าที่โอนอ่อนที่สุด
ดังนั้น น้อยครั้งนักที่ผู้อาวุโสคนอื่นๆ จะสนใจท่าทีของเถี่ยเหวินจิ้ง
แม้กระทั่งศิษย์ทั่วทั้งสำนักยังทราบว่า ด้านอำนาจโดยแท้จริงนั้น ผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งด้อยกว่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ในสภามากโข
ด้วยเหตุนี้ หากโม่ยงซึ่งเป็นรองหัวหน้าหอท่องตะวันไปหาเรื่องเซียวเจี่ยน ผู้อาวุโสเก้าก็อาจไม่สามารถปกป้องเซียวเจี่ยนได้!
นี่คือสิ่งที่ผู้คนส่วนมากในศาลเทพชิงอู๋คิด
ทว่าหลายคนก็ต้องผิดหวัง เมื่อเหตุขัดแย้งมิได้เกิดขึ้นตามคาด
โม่ยง รองหัวหน้าหอท่องตะวันมิได้เผยท่าทีใดๆ
……
กาลเวลาผ่านไป
ครึ่งปีลาลับอย่างรวดเร็ว
ที่ยอดเขาไผ่วิญญาณ ทะเลเมฆาล่องลอย ป่าไผ่พลิ้วส่าย ใบไผ่เขียวขจีโอนเอนท่ามกลางสายลมบนเขาเป็นเสียงซอกแซกดุจลำนำสวรรค์
ซูอี้ทอดกายบนเก้าอี้ไม้ไผ่ หรี่ตามองทะเลเมฆา จิบสุรานานๆ หน
ไม่ห่างไปนัก เซียนกระเรียนเหินบิน วิหควิญญาณละล่องผ่านป่าไผ่
เบื้องหลังเขาไม่ไกลนักมีเรือนไม้ไผ่สามชั้นตั้งอยู่
สรรพสิ่งแสนเงียบสงบ
สิ่งขัดใจเพียงเรื่องเดียวก็คือ เก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ร่างเขายามนี้ไม่ใช่เก้าอี้หวายตัวโปรดของซูอี้
ทว่าเขาก็พอใจแล้ว
ครึ่งเดือนมานี้ เขาได้แวะไปยังหอตระเวนราตรีเพียงหน และได้พบรองหัวหน้าหอกับผู้ดูแลสามคน
ส่วนช่วงเวลาที่เหลือนั้น ชายหนุ่มก็เก็บตัวอยู่บนยอดเขาไผ่วิญญาณมาตลอด
เรื่องของหอตระเวนราตรีไม่ได้ซับซ้อน กล่าวได้ว่าเรื่อยเฉื่อยด้วยซ้ำไป
พวกเขาจะยุ่งกันก็ต่อเมื่อเกิดเรื่องเร่งด่วนขึ้น
หัวหน้าหอคือผู้อาวุโสสามขู่เจิน ซึ่งปกติแล้วอีกฝ่ายจะไม่ปรากฏตัวในหอตระเวนราตรี และฝากเรื่องทั้งหมดให้เป็นหน้าที่ของรองหัวหน้าหอหวงฉางถิงรับไป
ท่าทีของหวงฉางถิงที่มีต่อซูอี้ไม่ได้ดีหรือร้าย มีรอยยิ้มการค้าแปะบนหน้าตลอดเวลา
ซูอี้ไม่ได้กล่าวอันใดเกี่ยวกับเรื่องนี้
เขาเพิ่งมาถึง จู่ๆ ก็กลายเป็นผู้ดูแลหอตระเวนราตรี และยึดยอดเขาไผ่วิญญาณไปเป็นของตน ส่งผลให้เกิดการโต้เถียงมากมายในศาลเทพชิงอู๋ ย่อมมีหลายบุคคลเห็นเขาขัดหูขัดตา
รองหัวหน้าหอหวงฉางถิงก็แค่หนึ่งในนั้น
หลังจากดื่มสุราหมดไห ซูอี้ก็ลุกขึ้น เดินกลับไปยังเรือนไม้ไผ่สามชั้นเบื้องหลังเขา
เริ่มฝึกฝนประจำวันนี้
“มาอีกแล้ว”
ชายหนุ่มผู้กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ สีหน้าของเขาสุขุม ทว่าโทสะคุกรุ่นในใจเล็กน้อย
นับแต่วันแรกที่เขาเข้ามาในยอดเขาไผ่วิญญาณ ไม่ว่าคราใดที่ทำสมาธิ ปราณอันแทบตรวจจับไม่ได้สายหนึ่งจะปรากฏขึ้น ลอบจ้องมองทุกการกระทำของเขา!
ปราณสายนี้ทั้งแข็งแกร่งและซุ่มซ่อนอย่างแยบยล อย่าว่าแต่เทพทั่วไป กระทั่งเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนายังอาจไม่สามารถตรวจจับได้
ทว่ามันไม่อาจซ่อนจากซูอี้ได้
อำนาจจิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเกินไป เพียงพอให้เทพชั้นสูงทั้งหลายละอายได้
ปราณอันแผ่วบางนี้ถูกซูอี้สังเกตเห็นได้ตั้งแต่คราแรกที่ปรากฏ
ทว่าชายหนุ่มก็ทำได้เพียงตีมึน แสร้งทำเป็นไม่รู้
เพราะหากเปิดโปงออกมา มันก็จะทำให้เจ้าของปราณแผ่วบางสายนั้นตระหนักได้ว่าเทพชั้นล่างผู้นี้ไม่ปกติ!
โชคดีที่อย่างมาก ปราณเกินเข้าใจสายนั้นจะคงอยู่เพียงหนึ่งก้านธูป ก่อนจะจากจรไป
แต่ถึงเป็นเช่นนั้น ซูอี้ก็ยังเดือดดาลยิ่ง และไม่กล้าฝึกฝนอย่างเต็มที่ทั้งกายใจ
เขาไม่อาจใช้อำนาจมหาวิถีและมรดกแท้จริงของเขาในการฝึกฝน
เขาทำได้เพียงใช้อำนาจสายเลือดมังกรคบเพลิงมาขัดเกลาวิถีเต๋าและฟื้นฟูบาดแผลในกายอย่างระมัดระวัง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาพอใจก็คือ การฝึกฝนในศาลเทพชิงอู๋ก็ทำให้เขาดูดซับปราณเทพอันยิ่งใหญ่หนาหนักได้
โดยเฉพาะเมื่อยอดเขาไผ่วิญญาณนี้ก็เป็นถ้ำสวรรค์สุขาวดีชั้นหนึ่ง มีค่ายกลรวมวิญญาณสามสิบหกชั้น ฝึกฝนที่นี่หนึ่งวันสามารถใช้แทนร้อยวันในโลกภายนอกได้!
นอกจากนั้น บรรพตศักดิ์สิทธิ์ชิงอู๋ยังชักนำอำนาจกฎบัญญัติมหาวิถีทั่วฟ้าดินมารวมกัน การฝึกฝนวิถีเต๋าที่นี่จึงสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดโดยไม่ต้องลงแรงมากได้!!
ไฉนทวยเทพในโลกหล้าจึงอยากเข้าร่วมกับขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุด?
อย่าว่าแต่สิ่งอื่นใด ลำพังเพียงทรัพยากรฝึกฝนในขุมกำลังเหล่านั้นก็ห่างไกลเกินขุมกำลังอื่นใดจะเทียบชั้นแล้ว!!
ครึ่นเดือนมานี้ โอสถเทพและทรัพยากรฝึกฝนส่วนใหญ่ที่ซูอี้มีถูกใช้ไปแล้ว
เมื่อผนวกกับการฟื้นฟูจากอำนาจเทพในฟ้าดินที่เขาดูดซับมา บาดแผลของเขาจึงฟื้นขึ้นมาเป็นห้าส่วน
และวิถีเต๋าของเขาก็ฟื้นกลับมาเกือบสี่ส่วนแล้ว!
ซูอี้พอใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ทีเดียว
เพราะถึงอย่างไร ก็ผ่านไปเพียงครึ่งเดือน แต่การพัฒนานั้นกล่าวได้ว่ารวดเร็วยิ่งนัก!
ยามบ่ายคล้อย
ซูอี้ลุกขึ้นจากสมาธิ
เซียนกระเรียนตนหนึ่งเหินเข้ามายังนอกเรือนไม้ไผ่
“ผู้ดูแลเซียว นี่คือม้วนหยกจากหอวาตะเมฆาของสำนัก”
เซียนกระเรียนคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะส่งม้วนหยกชิ้นหนึ่งให้
หอวาตะเมฆานั้นเชี่ยวชาญในการรวบรวมและสืบข่าวสารในโลกหล้า และสรุปเรื่องสำคัญในโลกา
ทุกๆ สามวัน เซียนกระเรียนทั้งหลายจะนำม้วนหยกม้วนหนึ่ง ซึ่งบรรจุเหตุการณ์สำคัญในโลกหล้าที่น่าสนใจมาแจกจ่ายให้
ซูอี้พยักหน้า เขาดีดนิ้ว แล้วส่งโอสถเซียนระดับสุดลึกล้ำชิ้นหนึ่งให้เซียนกระเรียนบนอากาศ
“ขอบคุณผู้ดูแลเซียว!”
เซียนกระเรียนคำนับอย่างเริงร่า
สิ่งที่มันชอบที่สุดคือมาส่งข่าวในม้วนหยกให้ผู้ดูแลเซียวนี่แหละ เพราะผู้ดูแลเซียวจะปฏิบัติต่อมันอย่างใจกว้าง และให้รางวัลเป็นโอสถเซียนทุกครั้ง ทั้งยังเป็นโอสถเซียนระดับสุดลึกล้ำอีกด้วย!
“ไปเถอะ”
ซูอี้แย้มยิ้มแล้วโบกมือ
จากนั้น เจ้าตัวก็นั่งลงบนบันไดหน้าธรณีประตูเรือนไม้ไผ่ แล้วเริ่มอ่านข้อมูลในม้วนหยก
กาลก่อน ผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งเคยเสนอให้ซูอี้รับศิษย์วิถีเซียนมาดูแลการเป็นอยู่ และจัดการเรื่องเล็กน้อยบนยอดเขาไผ่วิญญาณ
ทว่าซูอี้ปฏิเสธไป
เขาชอบอยู่ตามลำพัง
เถี่ยเหวินจิ้งไม่ได้เซ้าซี้เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก และกล่าวเพียงว่าหากภายหน้าซูอี้ต้องการ เขาจะจัดการให้ได้
“ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เดือดดาล ตำหนิสามขุมกำลังหลักอันประกอบด้วยศาลมารสะบั้นสรวง สุขาวดีมารธุลีชาด และศาลาดาบบุปผาบูรพาว่าป้ายสี และประกาศจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด ไม่กระจ่างมิเลิกรา!”
เมื่อเห็นข่าวนี้ ซูอี้พลันหลุดขำอย่างช่วยไม่ได้
ด้วยความที่เป็นแพะรับบาปการสังหารพวกหนิวขุย ไม่ว่าศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์จะยอมรับหรือไม่ พวกเขาก็เหมือนผิดอยู่ดี กล่าวได้ว่าโคลนเหลืองร่วงจากเป้ากางเกง ถึงไม่ใช่อาจมก็เหมือนใช่
ทำนายได้ว่าระหว่างศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์และสามขุมกำลังยักษ์ใหญ่จะเกิดมรสุมมากมายในภายหน้าเป็นแน่!
“บ่อน้ำแห้งนั่นปรากฏขึ้นอีกแล้วหรือ……”
เมื่อเห็นข่าวนี้ ซูอี้พลันเลิกคิ้ว
เพราะในข่าวระบุไว้ว่า ‘บ่อน้ำสะบั้นวิถี’ จากนอกเมฆาสวรรค์ทั้งเก้า มาปรากฏอยู่ในบริเวณทวีปเทพอัคคีทักษิณในครานี้!
นอกจากนั้น มันยังมาปรากฏในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองโบราณสารทวสันต์อีก!!
สิ่งนี้ดึงความสนใจในโลกหล้า ยักษ์ใหญ่สูงสุดในทวีปเทพอัคคีทักษิณไม่อาจอยู่เฉย ออกมาตรวจสอบเรื่องนี้ตามๆ กัน
เพราะถึงอย่างไร บ่อน้ำแห้งนี้ก็ประหลาดร้ายกาจนัก ขอเพียงมันปรากฏขึ้น มันจะนำมาซึ่งหายนะภัยพิบัติเกินคาดเดาแน่นอน
“พอแล้ว ข้าจะไปยังบ่อน้ำแห้งนี่ทีหลัง”
ซูอี้ลอบส่ายหน้า
แผนการของเขาในปัจจุบันนั้นชัดเจนมากคือกบดานอยู่ในศาลเทพชิงอู๋เงียบๆ และฟื้นบาดแผลกับวิถีเต๋าในร่างก่อน
“ผู้ดูแลเซียวว่างหรือไม่?”
ที่ตีนเขา เสียงหนึ่งก้องมาสู่ยอดเขาผ่านค่ายกลของยอดเขาไผ่วิญญาณ
“มีอันใดหรือ?”
เมื่อซูอี้วาดนิ้วเพียงหน อำนาจค่ายกลพลันปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นม่านแสงสะท้อนภาพที่ตีนเขาขึ้นมา
ที่นั่นมีชายร่างสูงในชุดสีทองยืนอยู่
ซูอี้จำได้รางๆ ว่าอีกฝ่ายมาจากหอท่องตะวัน เป็นเทพท่องตะวันผู้หนึ่ง แต่ชื่อของเขานั้น ชายหนุ่มไม่เคยสนใจจำ
“ข้าได้รับคำสั่งจากรองหัวหน้าหอโม่ยงให้มาเชิญผู้ดูแลเซียวไปเป็นแขกที่ยอดเขาเมฆมงคล!”
ชายชุดทองประสานมือคำนับ
โม่ยง!
ซูอี้ครุ่นคิด คนผู้นี้ซึ่งเดิมกระเหี้ยนกระหือรืออยากเข้ามาในยอดเขาไผ่วิญญาณเนิ่นนาน ท้ายที่สุดก็ทนไม่ได้แล้วหรือ?