บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2198 มาหาถึงที่
บทที่ 2198 มาหาถึงที่
ทั่วทั้งบรรพตศักดิ์สิทธิ์ชิงอู๋ มียอดเขาเพียงร้อยเก้าแห่ง
ในหมู่พวกมัน มีสิบแปดยอดเขาเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ถูกปกครองโดยสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้เก็บตัวสันโดษในสำนักมาเนิ่นนาน
ในสิบแปดยอดเขาเหล่านี้ ยอดเขาหยกม่วงพิเศษที่สุด มันเป็นชีพจรของบรรพตศักดิ์สิทธิ์ชิงอู๋ และเป็นที่รู้จักกันในนามว่าแดนหวงห้ามหลังบรรพต!
มีตัวตนระดับบรรพชนมากมายในขอบเขตอมรณา หล่อหลอมวิถีเหนือขั้นห้าอยู่ในยอดเขาหยกม่วง
นอกจากสิบแปดยอดเขาเหล่านี้ ยังมีสามสิบหกยอดเขาซึ่งเป็นรองเพียงพวกมัน ถูกครอบครองโดยเจ้าสำนักและผู้อาวุโสในสภาซึ่งมีอำนาจแท้จริงทั้งหลาย
และยังมียอดเขาอื่นๆ ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกฝนของศิษย์สำนัก รวมทั้งพื้นที่บางแห่งซึ่งเป็นที่ตั้งของหอเก็บคัมภีร์ หลอมโอสถ ตีอาวุธและอื่นๆ
เมื่อไม่นับรวมสถานที่เหล่านี้ จึงเหลือยอดเขาอีกเพียงสิบสามแห่งที่ถูกผู้ทรงอำนาจคนอื่นๆ ในสำนักจับจอง
เหมือนเช่นยอดเขาเมฆมงคลซึ่งโม่ยง รองหัวหน้าหอท่องตะวันพำนึก นอกจากโม่ยงแล้ว บนยอดเขาเมฆมงคลยังมีถ้ำพำนักของตัวตนทรงอำนาจผู้อื่นอีกมากมายในสำนักตั้งอยู่ด้วย
แม้ยอดเขาไผ่วิญญาณจะเล็กจ้อย ห่างไกลเกินเทียบยอดเขาเมฆมงคลติด
ทว่ายามนี้ ซูอี้ ผู้ดูแลคนหนึ่งของหอตระเวนราตรีซึ่งเพิ่งเข้าร่วมใหม่กลับครอบครองยอดเขาไผ่วิญญาณไปคนเดียว จึงย่อมบังเกิดมรสุมมากมายในสำนัก
และทุกผู้ในสำนักล้วนรู้ว่าโม่ยง รองหัวหน้าหอท่องตะวันผู้นี้เคยเสนอตัวปกครองยอดเขาไผ่วิญญาณหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยสมปรารถนาเลย
ซูอี้เองก็รู้เรื่องนี้ และคาดเดาไว้แล้วว่าโม่ยงจะมาหาเรื่องกันแน่!
“โม่ยงผู้นี้อดทนมาครึ่งปี ในที่สุดก็ทนไม่ได้แล้วหรือ?”
เมื่อครุ่นคิดเช่นนี้ เขาก็ตัดสินใจแล้ว “เจ้ากลับไปบอกรองหัวหน้าหอโม่ยงได้เลยว่าข้าขอบคุณที่เชื้อเชิญอย่างปรารถนาดี ทว่ายามนี้ข้าสุขภาพอ่อนแอและต้องพักรักษาตัว ไม่อาจไปตามนัดหมายได้ จึงขออภัยด้วย”
ที่ตีนเขาไผ่วิญญาณ ชายร่างสูงในชุดทองผงะไป
เขาขมวดคิ้ว “ใต้เท้าโม่ยงเชื้อเชิญด้วยตนเอง ทว่าผู้ดูแลเซียวกลับบ่ายเบี่ยงเช่นนี้ มี…อันใดผิดพลาดหรือ?”
ก่อนที่เขาจะเผยเค้าประชดประชันทันที “หรือผู้ดูแลเซียวกลัว มิกล้าไปตามนัด?”
เพียะ!
อำนาจค่ายกลสายหนึ่งบนยอดเขาไผ่วิญญาณก่อตัวเป็นฝ่ามือ ตบเข้าใส่หน้าชายชุดทอง
เสียงตบดังสนั่นกังวาน
ชายชุดทองทรุดลงไปกองกับพื้น แก้มซ้ายบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด โลหิตไหลจากมุมปาก
“เจ้ากล้าตบกันหรือ!?”
ชายชุดทองเดือดดาล
“ในสำนักมียศฐาแตกต่าง เจ้าเป็นเทพท่องตะวันผู้หนึ่ง แต่กลับมีความคิดกล่าวร้ายข้า จากกฎอาญาในสำนัก ข้าจะเฉือนเนื้อถลกหนังเจ้าย่อมได้”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ ว่า “หากไม่เชื่อก็ลองอีกทีสิ”
ชายชุดทองเดือดดาลจนสีหน้าบิดเบี้ยว ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ไม่กล้ากล่าววาจาใด ทิ้งไว้เพียงว่า “ผู้ดูแลเซียวทรงพลังนัก ข้าจะกลับไปรายงานใต้เท้าโม่ยงแล้ว!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวจึงสะบัดแขนเสื้อจากไป
“ผู้ส่งสารยังกล้ามาเห่าหอนในถิ่นของข้า ดูเหมือนคนมากมายในศาลเทพชิงอู๋จะไม่ได้คิดดีต่อข้าเลย”
ซูอี้ครุ่นคิด
เขาในขณะนี้แน่ใจอยู่สองเรื่อง
เรื่องแรกคือ ผู้อาวุโสสามจะไม่เชื่อเขาง่ายๆ ขอเพียงจับเงื่อนงำได้ ไอ้แก่นั่นจะไม่ปล่อยตัวเขาไปแน่
เรื่องที่สอง เรื่องที่เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูส่งตัวเขามาอยู่ในยอดเขาไผ่วิญญาณก็ผิดปกติเช่นกัน!
เขาเป็นผู้เพิ่งเข้าร่วมกับสำนักใหม่ แม้จะมีสายเลือดมังกรคบเพลิงและมีคุณค่ามาก แต่ก็ยังห่างไกลเกินจะมีคุณสมบัติปกครองยอดเขาไผ่วิญญาณโดยลำพัง
แต่เหลียงหลิงซูกลับจัดการให้เป็นไปตามนี้
หมายความว่าเจตนาของอีกฝ่ายย่อมไม่ธรรมดา
ยามนี้ ซูอี้พอสรุปได้แล้วว่านี่อาจเป็นบททดสอบ
เป็นบททดสอบว่าเขาจะสามารถคลี่คลายปัญหาหลังจากขึ้นเป็นผู้ครองยอดเขาไผ่วิญญาณได้หรือไม่
และยังมีความเป็นไปได้อื่นอยู่ คือยืมมือจัดการคน!
เขาเพิ่งเข้าร่วมสำนัก ไร้รากฐานใดๆ และเป็นสมาชิกใหม่ จึงเหมาะสมเป็นมีดในมือผู้อื่นที่สุด
เช่นครานี้ สาเหตุที่เจ้าสำนักเตรียมให้เขาอยู่ในยอดเขาไผ่วิญญาณ มีหรือจะไม่คาดคิดไว้แต่แรกแล้วว่าโม่ยงจะออกมาคัดค้าน?
และอีกฝ่ายก็ทำเช่นนี้เพียงเพราะจะให้เขาสู้กับโม่ยง?
จริงอยู่ที่โม่ยงเป็นเพียงรองหัวหน้าหอท่องตะวัน
แต่อย่าลืมว่าหัวหน้าหอท่องตะวันคือผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงแห่งสภา! เป็นคนเฒ่าผู้มีอำนาจเป็นรองเพียงเจ้าสำนัก!
หลังจากเขาจัดการกับโม่ยงไป ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงจะรู้สึกเช่นไร?
กล่าวคือ หากโม่ยงเป็นฝ่ายออกมาหาเรื่อง ต่อให้ตัวเขาพ่ายแพ้ เหลียงหลิงซูก็ยังสามารถใช้ปัญหานี้มาจัดการโม่ยงเพื่อตัดอำนาจผู้อาวุโสใหญ่ได้!
สรุปคือ ซูอี้ตระหนักแล้วว่าในฐานะผู้มาใหม่ เขาน่าจะกลายเป็นตัวเบี้ยบนกระดานหมากผู้ใดไปนับแต่วันแรกที่เข้าร่วมศาลเทพชิงอู๋!!
เรื่องการเข้าสู่ยอดเขาไผ่วิญญาณนี้ ไม่เพียงเป็นการทดสอบ แต่ยังเป็นการหลอกใช้เขาด้วยไม่ใช่หรือ?
ยิงนัดเดียวได้นกสองตัว!
นี่ล่ะสำนัก
เมื่อมีคน ย่อมมีการแบ่งฝักฝ่ายอำนาจ
ขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดอย่างศาลเทพชิงอู๋ย่อมมีศึกภายในสารพัด ฝ่ายต่างๆ แก่งแย่งกันเอง
สิ่งที่ซูอี้ไม่ชอบที่สุดก็คือแผนการสมคบคิดเช่นนี้
และยังรังเกียจจะมาออกอุบายเล่นกับปลาซิวปลาสร้อยทั้งหลาย
หากมีปัญหาจริงๆ ก็ขยี้มันรายหัวไปเลย!
‘เหลียงหลิงซูผู้นี้คล้ายอาจารย์ของเขาอย่างฮั่วหงเจินนัก ในใจครุ่นคิด ล้ำลึกแยบยล’
‘น่าเสียดาย เขาหารู้ไม่ว่าลูกไม้มารยาเหล่านี้ เป็นอุบายหน้าไม่อายที่สุดในสายตาข้า……’
ซูอี้พึมพำในใจ
สำหรับเขา การกบดานฝึกฝนในศาลเทพชิงอู๋นั้นก็แค่เพื่อบรรลุสองสิ่ง……
หนึ่งคือเปลี่ยนตัวตน แฝงตัวเงียบ และใช้ชื่อกับอำนาจของศาลเทพชิงอู๋กระทำเรื่องส่วนตัวของเขา
สองคือล้างแค้น!
ส่วนเรื่องอื่นนั้น เขาหาใส่ใจไม่
……
ยอดเขาเมฆมงคล
สถานที่พำนักของโม่ยง รองหัวหน้าหอท่องตะวัน
“ใต้เท้า เรื่องที่ข้าถูกเซียวเจี่ยนผู้นั้นตบหน้านั้นไม่เท่าไร แต่ไฉนเขาจึงมิมาเผชิญหน้ากับท่านเอง?”
สีหน้าของชายชุดทองเปี่ยมโทสะ
“ก็เจ้าไปดูหมิ่นผู้ดูแลเซียวต่อหน้าเขาเอง โดนตบก็ไม่ใช่อยุติธรรมจริงๆ”
โม่ยงกล่าวเสียงเย็น
เขามีหนวดเคราเต็มกราม เรือนผมยาวเยี่ยงหมึก โครงร่างใหญ่โต ปราณดุดันทรงพลัง
ชายชุดทองผงะไป ก่อนจะกล่าวอย่างรวดร้าว “ข้าเองก็ทวงถามเผื่อใต้เท้า……”
โม่ยงกล่าวเสียงดุ “อู่เฟิง ข้าให้เจ้าทำเพียงส่งสาร ไม่ได้ให้เจ้าไปพูดเพ้อเจ้อ!”
ชายชุดทองนามอู่เฟิงเงียบไป คอตกก้มหน้า
“เรื่องการจัดเตรียมให้เซียวเจี่ยนครอบครองยอดเขาไผ่วิญญาณนั้นถูกเสนอขึ้นโดยผู้อาวุโสสามขู่เจิน และอนุมัติโดยเจ้าสำนัก”
ดวงตาของโม่ยงลึกล้ำ “ทั่วหล้าในสำนัก ใครเล่าจะกล้าขัดข้อง?”
“แต่…แต่นั่นไม่ยุติธรรมเกินไปนะขอรับ”
อู่เฟิงกล่าวอย่างรวดร้าว “ผู้ใดในสำนักไม่ทราบบ้างว่าผู้ใดความสามารถเลิศล้ำ ควรค่าเป็นเจ้าครองยอดเขาไผ่วิญญาณที่สุด?”
“ใช่แล้ว ใครเล่าในหมู่เจ้าเฒ่าเหล่านั้นไม่ทราบบ้าง?”
โม่ยงรำพึง “แต่เจ้าสำนักและผู้อาวุโสสามทำเช่นนี้ ข้าก็พอคาดเดาได้แล้วว่าเจ้าสำนักกับผู้อาวุโสสามมีเจตนาแฝง”
อู่เฟิงผงะไป ก่อนจะเลียบเคียงถามอย่างระมัดระวัง “ใต้เท้า ไฉนท่านจึงกล่าวเช่นนี้ขอรับ?”
ดวงตาของโม่ยงเย็นเฉียบ เมินคำถามไปและออกคำสั่งทันที “เจ้าไปหาเซียวเจี่ยนผู้นั้นอีกครั้ง บอกเขาว่าพรุ่งนี้เช้า ข้าจะไปเยือนยอดเขาไผ่วิญญาณด้วยตนเอง!”
เห็นได้ชัดว่าอู่เฟิงงุนงง ทว่าเขาไม่กล้าถามอันใดและจากไปอย่างรีบร้อน
จนกระทั่งอู่เฟิงจากไป โม่ยงพลันรำพึงในใจ สีหน้าปรากฏความเหนื่อยล้า
เขารู้ว่าเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสามร่วมมือกันใช้ผู้มาใหม่อย่างเซียวเจี่ยนเป็นมีด
แม้คมมีดนั่นจะดูเหมือนมุ่งมาหาตัวเขา ทว่าแท้จริง เป้าหมายคือผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งอยู่เบื้องหลังต่างหาก!
หากเขาไม่ยอมรับสถานการณ์นี้ เลือกจะนิ่งเฉย มันย่อมหมายความว่าเขาอยู่ฝ่ายผู้อาวุโสใหญ่ด้วยหัวใจหนักแน่น และชีวิตในสำนักภายหน้าของเขาจะยากเย็นเป็นแน่
แต่หากยอมตามน้ำ แล้วไปหาเรื่องเซียวเจี่ยน ไม่ว่าระหว่างเขากับเซียวเจี่ยนผู้ใดจะกำชัย เจ้าสำนักก็จะฉวยโอกาสนี้ท้าทายผู้อาวุโสใหญ่อยู่ดี!
ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ มีหรือผู้อาวุโสใหญ่จะปล่อยให้ตัวเขาลอยนวลสบายใจ?
เพราะถึงอย่างไร ตลอดกาลผ่านมา ในสายตาผู้อาวุโสใหญ่ เขาก็แค่ผู้มีความสำเร็จมากกว่าล้มเหลว!
จริงอยู่ที่หลังจากเรื่องนี้จบลง เจ้าสำนักจะฉวยโอกาสดึงเขาเข้าพวก แต่นี่ก็ยังหมายความว่าเขาจะต้องทรยศผู้อาวุโสใหญ่และกลายเป็นคนของเจ้าสำนักอย่างเต็มตัว!
สรุปก็คือ ไม่ว่าอู่เฟิงจะเลือกทำเช่นไรในเรื่องนี้ เขาก็ไม่มีทางหลุดลอยมิยุ่งเกี่ยวได้อีกแล้ว
“เซียวเจี่ยนเป็นตัวหมาก แล้วข้าหรือจะมิใช่?”
โม่ยงลอบพึมพำ
การแก่งแย่งอำนาจของผู้สูงส่งทั้งหลายมักป่าเถื่อนโหดร้ายที่สุด
โดยเฉพาะเมื่อเป็นการศึกระหว่างผู้อาวุโสใหญ่และเจ้าสำนัก ผู้แรกที่จะลำบากก็มักจะเป็นผู้น้อยเช่นเขา
กล่าวได้ว่าเทพเซียนประชันศึก ปุถุชนลำบากแร้นแค้น
“ครึ่งเดือนก่อน ยามเซียวเจี่ยนเข้าร่วมสำนักและขึ้นเป็นเจ้าครองยอดเขาไผ่วิญญาณ ผู้อาวุโสใหญ่น่าจะเห็นเจตนาของเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสามแล้ว”
“แต่ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้กระทำหรือกล่าววาจาใด พวกเขาก็คงอยากฉวยโอกาสนี้ตรวจดูเหมือนกันว่าข้าจะทำเช่นไร?”
ดวงตาของโม่ยงทอดมองไปไกล
เขาพลันรู้สึกเหนื่อยล้านัก
เป็นเทพแล้วเช่นไร?
เป็นรองหัวหน้าหอท่องตะวันแล้วเช่นไร?
ขอเพียงอำนาจในมือถูกหยิบยื่นให้โดยผู้อื่น พวกเขาก็ล้วนมิพ้นต้องพัวพันกับศึกชิงอำนาจเยี่ยงตัวหมาก เป็นตายอยู่ในกำมือของผู้เดิน
โม่ยงรู้กระทั่งว่า เจ้าเฒ่าทั้งหลายทั่วทั้งสำนักกำลังรอดูอยู่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร
เพราะนี่คือศึกระหว่างผู้อาวุโสใหญ่และเจ้าสำนักกับผู้อาวุโสสาม!!
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
โม่ยงออกเดินทางสู่ยอดเขาไผ่วิญญาณ!
ผู้คนมากมายในสำนักเห็นเช่นนี้ ทำให้บังเกิดคลื่นกระเพื่อมในที่ลับอยู่ระยะหนึ่ง
ไม่อาจทราบได้ว่ามีดวงตามากมายเพียงไรลอบสอดส่องเรื่องนี้ พวกเขาตั้งใจจะดูว่าโม่ยงจะทำเช่นไร และเซียวเจี่ยนจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
ทว่าในยอดเขาไผ่วิญญาณกลับไม่ให้ความรู้สึกเหมือนมีคลื่นใต้นทีปั่นป่วนอยู่เลย
บนยอดเขา ตรงหน้าเรือนไม้ไผ่
ซูอี้นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ป่าไผ่โอนเอนอยู่ไกลๆ เมฆาเคลื่อนคล้อยลอยล่อง แสงอรุณจรัสจ้า ทะเลเมฆาจึงสะท้อนสารพัดสีตระการตา
“ไร้อิสรภาพเป็นของตนนี่อึดอัดเสียจริง ถูกหรือไม่?”
ซูอี้กำลังร่ำสุรา
เขาสวมอาภรณ์ขาว นั่งเอกเขนกขณะกล่าววาจาเลื่อนลอยอันทำให้โม่ยงผู้มาเยือนแน่นิ่งไป
“ดูเหมือนเจ้าเองก็เข้าใจสถานการณ์ของตนเองเหมือนกันสินะ”
โม่ยงครุ่นคิดหนัก “แต่ข้าก็พอจะคาดเดาได้ว่าเจ้ายังไม่รู้ว่ามีอันตรายแบบใดซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง”
ซูอี้เผยยิ้ม “มิต้องเดาหรอก มิต้องสนใจเรื่องพวกนี้เลยด้วย สำหรับข้า แค่ทำตัวคล้อยตามกฎไปก็พอแล้ว แต่เจ้า……”
ว่าแล้ว ซูอี้พลันละสายตาซึ่งทอดมองทะเลเมฆาอยู่ไกลๆ แล้วหันมากล่าวกับอีกฝ่ายว่า “ไม่อาจช่วยตนเองได้ ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ว่าจะตัดสินใจเช่นไรก็มีราคาต้องจ่ายเช่นกัน สถานการณ์ของเจ้า…ลำบากนัก”
สีหน้าของโม่ยงพลันซับซ้อนขึ้น
เขาในยามนี้พลันรู้สึกราวได้พบสหายรู้ใจ และต้องการเปิดอกระบายความคับข้องกับซูอี้!
ใครเล่าจะคาดคิดว่า คนแปลกหน้าซึ่งมิเคยพบพานจะกลายเป็นผู้รู้ใจเขาดีที่สุด?