บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2199 หนีออกจากกระดานหมาก
บทที่ 2199 หนีออกจากกระดานหมาก
ตำหนักเทพนภากระจ่าง
ขณะนี้ มีผู้อยู่ในตำหนักโบราณอันโอ่อ่านี้เพียงสองคน นั่นก็คือเจ้าสำนักเหลียงหลิงซูและผู้อาวุโสสามขู่เจิน
“โม่ยงผู้นี้ไม่เลวเลย ภายหน้าจะปฏิบัติกับเขาแย่มิได้นะ”
เหลียงหลิงซูกระซิบ
ขู่เจินพยักหน้า
โม่ยงไปยังยอดเขาไผ่วิญญาณในช่วงเช้านี้ ซึ่งแสดงถึงความยินยอมจะเป็นเบี้ยของเจ้าสำนัก เพื่อให้เหลียงหลิงซูฉวยโอกาสนี้ท้าทายผู้อาวุโสใหญ่แล้ว!
ในขณะเดียวกัน หากโม่ยงยังคงทำเฉยไม่เคลื่อนไหว มันก็หมายความว่าเขาตั้งใจจะยืนฝ่ายผู้อาวุโสใหญ่อย่างแน่วแน่ ไม่ให้โอกาสเจ้าสำนักฉวยโอกาสนี้มาเป็นประโยชน์แก่ตน
“เขาเป็นรองหัวหน้าหอท่องตะวันที่ผู้อาวุโสใหญ่ขัดเกลามา การที่เขาจะตัดสินใจเช่นนี้ได้ย่อมยากเย็นนัก”
ขู่เจินกล่าวว่า “หลังจากเรื่องนี้จบลง เกียรติภูมิของผู้อาวุโสใหญ่จะเสียหายเป็นแน่ เพราะถึงอย่างไร ขนาดโม่ยงยังไม่อยู่ข้างเขาอีกต่อไป คนเฒ่าทั้งหลายในสำนักมิได้ตาบอด พวกเขาย่อมรู้ว่าต้องทำเช่นไรต่อ”
เหลียงหลิงซูกล่าวทั้งที่ยังยิ้มว่า “เรื่องนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการสั่นคลอนบรรพตสะท้านพยัคฆ์ หากผู้อาวุโสใหญ่ยอมจำนน ข้าก็ให้เรื่องราวแล้วกันไปได้ แต่หากเขาไม่ยอมรามือ……”
ขู่เจินกลับชิงกล่าวขึ้นก่อนว่า “เช่นนั้นเรื่องก็ง่ายๆ แค่ให้โม่ยงท้าทายตำแหน่งที่ว่าเสีย”
เหลียงหลิงซูส่งเสียงรับในคอ กล่าวว่า “หลังจากนี้ ให้เจ้าไปยอดเขาไผ่วิญญาณ อย่าให้โม่ยงทำร้ายเซียวเจี่ยน ไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้เราก็ใช้เซียวเจี่ยนเป็นมีด หากทำเขาบาดเจ็บ หัวใจจะคิดแค้นเอาได้”
ขู่เจินแค่นเสียงเย็นชา “คนมากมายเพียงไรที่ไหว้วอนอยากเป็นมีดดาบในมือเจ้าสำนักแต่ไร้โอกาส หากเขาฉลาด เขาย่อมรู้ว่าจะภักดีต่อเจ้าสำนักเช่นไรในภายหน้า มีหรือเขาจะกล้าปริปากบ่น?”
เหลียงหลิงซูแย้มยิ้ม กล่าวว่า “เซียวเจี่ยนเป็นผู้มาใหม่ ยังไร้สายสัมพันธ์กับผู้ใดในสำนัก ข้าจึงใช้เขาเป็นมีดได้ง่ายๆ หากภายหน้าเขาผ่านการทดสอบจากเจ้า ข้าก็ไม่ถือหากจะเลี้ยงดูเขาเป็นคนสนิทของข้า”
ขู่เจินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “อย่าคิดเช่นนั้นไว้เป็นดีที่สุด”
“เพราะเหตุใด?” เหลียงหลิงซูขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าเชื่อในประสบการณ์และสังหรณ์ของตนเองว่า เซียวเจี่ยนต้องมีบางสิ่งผิดปกติ!”
ดวงตาของขู่เจินแข็งกร้าว “สาเหตุที่ข้าเสนอให้ใช้เขาเป็นมีดครั้งนี้ ก็เพื่อฉวยโอกาสนี้ดูด้วยว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร”
เหลียงหลิงซูครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจกล่าวว่า “ทายาทสายเลือดมังกรคบเพลิงเช่นนี้ ข้ามิอยากให้เขามีปัญหาใดๆ เลยจริงๆ”
ดวงตาของขู่เจินวาวโรจน์เยี่ยงกองเพลิงแผดเผาหนึ่งคู่ กล่าวชัดทีละคำว่า “ข้าแตกต่างจากเจ้าสำนัก รอคอยวันที่จะได้เปิดโปงโฉมหน้าแท้จริงของเซียวเจี่ยนอยู่!”
ทันใดนั้น บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งก็เข้ามาพบอย่างรีบร้อน
“เจ้าสำนัก ผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งส่งคนมารายงานขอรับ”
ผู้อาวุโสเก้า?
เหลียงหลิงซูตะลึงไป และกล่าวว่า “ผู้อาวุโสเก้ากล่าวเช่นไร?”
“ผู้อาวุโสเก้าบอกว่า เขาเข้าแทรกแซงเพื่อสลายข้อพิพาทระหว่างผู้ดูแลเซียวและรองหัวหน้าหอโม่ยงด้วยตนเองแล้วขอรับ”
บ่าวเฒ่ากล่าวเสียงเบา “ยามนี้ ทั้งสองกำลังดื่มสุรากับผู้อาวุโสเก้าขอรับ”
ทันใดนั้น เหลียงหลิงซูกับขู่เจินต่างชะงักไป
ไฉนเถี่ยเหวินจิ้งผู้นี้จึงโง่งมจนกล้าเข้าแทรกแซง?
“เจ้าลงไปเถอะ”
ขู่เจินโบกมือ
บ่าวเฒ่ารับบัญชาแล้วจรจากไป
ตึง!
เหลียงหลิงซูฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะข้างกายเขาอย่างไม่อาจทนไหว ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาน่าสะพรึงกลัว
“เถี่ยเหวินจิ้งผู้นี้ช่างโง่งมนัก! กล้ามาขัดขวางแผนการของข้าโดยมิประมาณตน!!”
ขู่เจินเองก็มีสีหน้ามองแทบไม่ได้
การที่เถี่ยเหวินจิ้งสอดมือเข้าแทรกแซง มันดูเหมือนจะช่วยคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างเซียวเจี่ยนและโม่ยง ทว่าแท้จริงมันคือการทำลายแผนที่เขาและเจ้าสำนักวางไว้อย่างพิถีพิถัน!
สิ่งนี้ทำให้ขู่เจินเข่นเขี้ยวอย่างแค้นเคือง
“เถี่ยเหวินจิ้ง เจ้าคนดีหัวเน่านี่ไม่กล้าเข้ายุ่งกับเรื่องระหว่างข้าและผู้อาวุโสใหญ่มาตลอด ไฉนหนนี้เขาจึงออกมากัน?”
เหลียงหลิงซูขมวดคิ้ว
“เจ้าสำนัก เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้นะขอรับ ในเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เซียวเจี่ยนไม่ได้มีประโยชน์ ก็หมดคุณค่าเป็นมีดแก่เราแล้ว”
สีหน้าของขู่เจินคล้ำเครียด “คิดใช้เป็นมีดดีๆ ยังทำให้ไม่ได้ จะควรค่าที่จะครอบครองยอดเขาไผ่วิญญาณหรือ?”
เหลียงหลิงซูโบกมือกล่าว “ในนามแล้ว เซียวเจี่ยนเป็นลูกน้องเจ้า เจ้าดูเอาแล้วกันว่าจะทำเช่นไร”
“ได้!”
ขู่เจินพยักหน้า
……
ณ ยอดเขาหยกทอง
ที่นี่คือสถานพำนักของผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจง
“โม่ยงไปที่ยอดเขาไผ่วิญญาณหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เว่ยจงผู้ดูเหมือนชายหนุ่มก็พลันหน้าง้ำเล็กน้อย
“เขาตั้งใจจะให้เจ้าสำนักมีข้ออ้างมาจัดการกับข้าหรือ?”
ดวงตาของเว่ยจงฉายประกายเย็นเยียบน่าสะพรึงกลัว “ในอดีต ข้าถือเขาเป็นคนของข้า มิคาดเลยว่าเขาจะเป็นพวกเนรคุณแว้งกัด!”
ขณะนั้นเอง ได้มีผู้รีบเข้ามารายงาน
“อันใดนะ? เถี่ยเหวินจิ้งเข้ามาหยุดข้อพิพาทระหว่างโม่ยงกับเซียวเจี่ยนผู้นั้นไว้?”
เมื่อได้ทราบข่าว เว่ยจงก็อดผงะไปมิได้ และแววตาของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นแปลกพิกลในทันใด
“เถี่ยเหวินจิ้งผู้นี้เป็นคนดีหัวเน่า ไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากมาตลอด หนนี้เขากล้ามาทำแผนของเจ้าสำนักพังพินาศ เขา…ไม่กลัวถูกเกลียดหรือไร?”
เว่ยจงพึมพำกับตนเอง “แต่ถึงอย่างไร เถี่ยเหวินจิ้งผู้นี้ก็ช่วยข้าแก้ปัญหาไปได้ เจ้าสำนักจึงไม่อาจหาข้ออ้างมาสั่นคลอนข้าอีก”
“ทว่า……”
ดวงตาของเว่ยจงพลันเย็นเยียบ “โม่ยงผู้นี้ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องเล่นงานเขาให้ลำบากสักหน่อย!!”
เขาโกรธจริงๆ
เขาเป็นผู้นำหอท่องตะวัน แต่งตั้งโม่ยงเป็นรองหัวหน้าหอ และถืออีกฝ่ายเป็นคนสนิท
ทว่าเหตุการณ์วันนี้ทำให้เว่ยจงรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง!
ทว่าขณะนี้ อีกข่าวก็ปรากฏขึ้น
“ผู้อาวุโสใหญ่ เมื่อครู่มีข่าวมาว่ารองหัวหน้าหอโม่ยงประกาศตนต่อหน้าผู้อาวุโสเก้าที่ยอดเขาไผ่วิญญาณ ยินดีสละตำแหน่งรองหัวหน้าหอท่องตะวันเองแล้วขอรับ!”
เว่ยจงผงะไป
เขาไม่ทันได้ไปคิดบัญชีกับโม่ยงด้วยซ้ำ ทว่าเจ้านั่นกลับเป็นฝ่ายยอมสละตำแหน่งก่อนหรือ!?
เขากล้าดีเช่นไร?
ไฉนจึงยอมรามือ?
เว่ยจงเดือดดาลจนแน่นอกไปหมด
เขาตระหนักแล้วว่าเรื่องราวหลุดจากการควบคุม และหากภายหน้าไม่มีเหตุผลดีพอ ตนจะไม่อาจทำอันใดกับโม่ยงได้อีก
ต่อให้อยากใช้อำนาจกดดัน เจ้าสำนักย่อมไม่มีทางปล่อยไว้!
เว่ยจงกระทั่งอนุมานได้ว่าเมื่อโม่ยงสละตำแหน่งรองหัวหน้าหอ เจ้าสำนักจะฉวยโอกาสนี้ส่งคนสนิทของตนขึ้นเป็นรองหัวหน้าหอท่องตะวันแทนตำแหน่งว่างของโม่ยงแน่ๆ
เมื่อตระหนักเช่นนี้ เว่ยจงก็แสนเดือดดาลจนอยากฆ่าคน “โม่ยงผู้นี้น่าฆ่านัก!”
……
ยอดเขาไผ่วิญญาณ
ตรงหน้าเรือนไม้ไผ่บนยอดเขา
ซูอี้ โม่ยง และผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งกำลังร่ำสุรา บรรยากาศกลมเกลียวยิ่งนัก
“เสียตำแหน่งรองหัวหน้าหอท่องตะวันไป สถานการณ์ของเจ้าย่อมดิ่งเหวเป็นแน่ ไม่เสียใจจริงๆ หรือ?”
ซูอี้เอ่ยถาม
เขาไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าโม่ยงจะกระทำอย่างเปิดอกตรงไปตรงมาเพียงนี้
ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มแค่กล่าวไว้เท่านั้นว่าหากไม่อยากถูกใช้เป็นตัวหมาก ก็ยอมตัดใจสละตำแหน่งเสีย จะได้หนีออกจากการเป็นตัวหมากบนกระดานได้
แต่ผลที่ตามมาของมันก็ร้ายแรงเช่นกัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความผิดหวังและโทสะจากผู้อาวุโสใหญ่ สถานการณ์ภายหน้าแย่ยิ่งเป็นแน่
ใครเล่าจะคิดว่าหลังจากไตร่ตรองเล็กน้อย โม่ยงจะตอบตกลง!
และตรงหน้าผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้ง เขาก็ส่งคำร้องสละตำแหน่งทันที!!
“เสียใจไหมก็เสียใจ แต่สาแก่ใจยิ่งนัก”
โม่ยงดื่มสุราหนึ่งจอก “เจ้าก็พูดแล้วนี่ว่า ยามผู้อาวุโสใหญ่คิดจัดการกับข้า เจ้าสำนักจะไม่มีทางอยู่เฉย และช่วยข้าเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสใหญ่ด้วย”
ซูอี้แย้มยิ้มและพยักหน้า
ศัตรูของศัตรูคือมิตร
หากไม่อยากถูกผู้ใดบงการ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะว่าผู้ใดคือมิตร ผู้ใดคือศัตรู
สำหรับซูอี้ โม่ยงผู้เลือกสละตำแหน่งดีกว่าเป็นตัวหมากมาสู้กับเขาถือเป็นมิตรได้อย่างไร้กังขา
แต่แน่นอนว่าเป็นเพียงมิตรในละครฉากนี้
“เซียวเจี่ยน แล้วเจ้าเล่า ไม่ห่วงจะถูกเจ้าสำนักคิดบัญชีในภายหลังหรือ?”
ผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งกล่าวอย่างกังวล
“เจ้าสำนักไม่แม้แต่จะทักทาย แต่อยากยืมมือข้าเป็นมีด กระทั่งลากข้าเข้าไปในสงครามกับผู้อาวุโสใหญ่ ข้าจะยอมได้เช่นไร?”
ซูอี้กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ข้าย่อมรู้ว่าหากไม่เป็นตัวหมาก ข้าก็จะกลายเป็นพวกนอกคอก แต่ข้ารับผลเช่นนี้ได้”
ว่าแล้ว เขาก็ประสานมือคำนับเถี่ยเหวินจิ้ง และกล่าวว่า “เรื่องในครานี้ต้องขอบคุณผู้อาวุโสเถี่ยที่ช่วยเหลือ ข้าซาบซึ้งใจยิ่ง และภายหน้าข้าจะตอบแทนแน่นอน”
ถูกต้อง การเข้าแทรกแซงของเถี่ยเหวินจิ้งเป็นความคิดของซูอี้!
จุดประสงค์ก็คือใช้เถี่ยเหวินจิ้งมาดับฝันหวานของเจ้าสำนัก
แน่นอน เถี่ยเหวินจิ้งไม่ได้เลิศล้ำจนประมือกับเจ้าสำนักได้หรอก
แต่ก็เพียงพอที่จะขัดขวางแผนการของอีกฝ่ายได้
เถี่ยเหวินจิ้งยิ้มด้วยความขมขื่น จากนั้นจึงกล่าวออกมาว่า “ขอบคุณข้าเพื่อการใด ข้าเป็นผู้พาเจ้าเข้าสำนัก ผ่านหายนะมาด้วยกัน เมื่อเห็นเจ้าถูกลากไปพัวพันกับมรสุมเช่นนี้ ข้าย่อมต้องช่วยเจ้าเป็นธรรมดา”
ว่าแล้ว เขาก็กวาดสายตามองซูอี้และโม่ยง ก่อนจะเสสรวลกับตนเอง “ข้าน่ะคือผู้อาวุโสที่ถูกหมางเมินในสำนัก และจากนี้ไป เกรงว่าพวกเจ้าเองก็คงไม่พ้นสถานการณ์เดียวกันกับข้า”
โม่ยงเงียบไปชั่วขณะ
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “การอยู่ให้ห่างจากวังวนศึกชิงอำนาจ ย่อมหมายถึงอยู่ให้ห่างจากสถานะและอำนาจ แค่ขอเพียงได้พำนักอย่างสบายใจก็พอแล้ว”
“เจ้านี่ใจกว้างดีแท้”
เถี่ยเหวินจิ้งส่ายหน้าพลางยิ้ม
การตกจากที่สูงเช่นนี้ ไม่เพียงสถานะจะร่วงหล่น แต่ยังต้องเผชิญกับเรื่องยากลำบากและการกีดกันสารพัดในภายหน้า และยังไร้โอกาสรับผลประโยชน์อันดีใดๆ เลย!
ไม่ว่าเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสใหญ่ย่อมไม่คิดชายตาแลคนเช่นพวกเขา!
ส่วนผู้อื่นในสำนักย่อมไม่กล้าสนิทสนมกับพวกเขามากนัก และหลบเลี่ยงขีดเส้นคั่นไกลโพ้น!
นี่แหละ จุดจบของพวกนอกคอก!
“มิใช่เรื่องใจกว้างหรอก แต่ในการฝึกฝน ศึกชิงอำนาจเช่นนี้ไร้ค่าโดยสิ้นเชิง”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ
“กล่าวให้ง่ายก็คือ ยามถูกกีดกัน มองข้าม กดข่ม ถูกผู้อื่นชิงผลประโยชน์สารพัดไป ก็จะเข้าใจได้เองว่าสถานการณ์มันกระอักกระอ่วนเกินทนเพียงไร”
เถี่ยเหวินจิ้งรำพึง “เจ้ายังจะได้ตระหนักด้วยว่าในสำนัก ผู้ใดถืออำนาจ ผู้นั้นจะได้ขึ้นสูงและไปไกลกว่า!”
วาจานั้นเปี่ยมความอับอายและเศร้าสร้อย
ซูอี้เห็นได้ทันทีว่าผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งชอกช้ำระกำใจมากนัก และยังมีความกระหายอำนาจอย่างไร้ปิดบัง
ดวงตาของโม่ยงเองก็มืดมน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ใช่แล้ว ฝึกฝนในสำนัก หากไร้อำนาจ มันก็หมายความว่าสิ้นทุกโอกาสที่จะได้เติบโตแข็งแกร่งขึ้น!”
การสูญเสียอำนาจในฐานะรองหัวหน้าหอท่องตะวันไป ก็เท่ากับเขาจะสูญเสียสิทธิประโยชน์และสถานะทั้งหมดที่ตัวเขาเคยดื่มด่ำสำราญ!
ซูอี้เองก็เห็นด้วย
แต่ก็แค่นั้น
เพราะถึงอย่างไร เขาก็ไม่ได้มาจากศาลเทพชิงอู๋ จึงมิต้องคิดสนใจเรื่องนั้น
ทว่าเถี่ยเหวินจิ้งแตกต่างจากโม่ยง
จู่ๆ ซูอี้ก็บังเกิดความคิดอันเกินหักห้ามขึ้นมาในขณะนี้
ภายหน้า เขาควรใช้ฐานะเซียวเจี่ยนยึดอำนาจในศาลเทพชิงอู๋ และปกครองศาลเทพชิงอู๋เองดีหรือไม่?
การล้างแค้นเช่นนี้ย่อมเจ็บปวดกว่าฆ่าฮั่วหงเจินเสียอีกไม่ใช่หรือ?