บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2200 เยือนบรรพต
บทที่ 2200 เยือนบรรพต
ป่าไผ่ระริกพลิ้ว
ไกลออกไปมีทะเลเมฆาคล้อยวน สะท้อนหมู่เมฆเป็นประกายเพริดพริ้งเยี่ยงภาพฝัน
ผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งพลันกล่าวว่า “เซียวเจี่ยน ไฉนเจ้าไม่ไปอยู่ที่ ‘ยอดเขาต้นสนน้อย’ ของข้าเล่า?”
ซูอี้ผงะไป และกล่าวว่า “ผู้อาวุโสเถี่ยคิดว่า หากข้ายังอยู่ที่ยอดเขาไผ่วิญญาณต่อไปจะเกิดปัญหาหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
เถี่ยเหวินจิ้งตัดบท “หากเจ้าปฏิเสธไม่ให้เจ้าสำนักใช้เป็นมีด มันก็หมายความว่าเจ้าล่วงเกินเจ้าสำนักแล้ว”
“หลังจากเป็นเช่นนี้ เจ้าสำนักไม่จำเป็นต้องว่าอันใด ผู้คิดคลายกังวลเจ้าสำนักและผู้อยากครอบครองยอดเขาไผ่วิญญาณย่อมเหยียบย่ำซ้ำเติมเจ้ากันเอง”
“นอกจากนั้น ผู้อาวุโสสามไม่ใช่เพียงมือขวาของเจ้าสำนัก แต่ยังเป็นนายของเจ้าด้วย หากเขาคิดจัดการกับเจ้า เขาก็มีวิธีการสารพัด และยังทำให้เจ้าไม่อาจหาที่พึ่งพิงได้ด้วย!”
สีหน้าของเถี่ยเหวินจิ้งกลายเป็นเคร่งขรึม “ข้ากล้าทำนายว่าหากเจ้ายังยืนกรานอยู่บนยอดเขาไผ่วิญญาณต่อไป ปัญหาจะมาหาเจ้าเอง!”
โม่ยงที่อยู่ทางด้านข้างพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ยามเจ้าเสียมูลค่า เจ้าก็จะไม่ควรค่าครอบครองยอดเขาไผ่วิญญาณอีก ยอมทิ้งมันไปเสียจะดีกว่า”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “หากยอมแพ้ไปเช่นนี้ ก็รังแต่จะแสดงให้เห็นว่าข้าไร้ความสามารถเกินไป ภายหน้าผู้ใดก็กล้าเหยียบย่ำข้าได้ เช่นนั้นไม่ได้หรอกนะ”
เถี่ยเหวินจิ้งดูจะกล่าวบางอย่าง แต่ซูอี้กลับกล่าวขึ้นว่า “ผู้อาวุโสเถี่ยวางใจเถิด ข้าเป็นเพียงผู้มาใหม่ ไร้รากฐาน ไม่มีผู้หนุนหลัง จะกลัวปัญหาใดเล่า?”
เถี่ยเหวินจิ้งถอนหายใจ ไม่คิดเกลี้ยกล่อมต่อ
โม่ยงเองก็มิกล่าวอันใดอีก
ซูอี้จิบสุรา มองทะเลเมฆาไกลออกไป
เขาไม่ได้บอกเถี่ยเหวินจิ้งว่าเขารอให้ปัญหามาหาถึงที่อยู่!
ด้วยหากทำเช่นนั้น เขาจะได้โอกาสแผลงอำนาจของตน!
ให้ทุกผู้ในสำนักได้รับรู้ว่า ตัวข้าไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะหยิกจะขยี้เช่นไรก็ได้!
นอกจากนั้นซูอี้ยังมีแผนอื่นอยู่
เขาต้องพิสูจน์ว่าเขาแข็งแกร่ง
ยิ่งแข็งแกร่ง สถานะของเขายิ่งมั่นคง และมีเกียรติภูมิอิทธิพลในสำนักมากขึ้น!
หากเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสามในยามนั้นคิดจะกีดกันกำราบเขาอีก พวกเขาย่อมต้องชั่งใจให้ดี
เพราะถึงอย่างไร หากทั้งสำนักต่อต้านไม่เห็นชอบ เกียรติภูมิของพวกเจ้าสำนักเองก็จะสั่นคลอน!
ลองคิดดู หากเทพขอบเขตสรรค์สร้างซึ่งมีผลงานดีผู้หนึ่งถูกกีดกันซ้ำๆ แล้วศิษย์สำนักซึ่งยังไม่ได้เป็นเทพมาเห็นเข้าจะรู้สึกเช่นไร?
แน่นอนว่าเงื่อนไขของเรื่องทั้งหมดนี้คือ ต้องพิสูจน์ความแข็งแกร่งและเป็น ‘ผู้เด่นดัง’ ในสำนักเสียก่อน!
ผู้มีความสามารถเลื่องลือมีอิทธิพล บุคคลในสำนักจึงให้ความสนใจ และชื่นชม เคารพให้เกียรติ!
มันย่อมนำมาซึ่งความริษยา ให้ร้าย นินทาและโจมตีเช่นกัน
แต่สำหรับซูอี้ ไม่ว่าอิทธิพลนั้นจะดีหรือร้าย ขอเพียงเขาสร้างเกียรติภูมิได้ก็พอแล้ว
……
วันเดียวกันนั้น เหตุการณ์ ณ ยอดเขาไผ่วิญญาณก็ก่อให้เกิดคลื่นกระเพื่อมในศาลเทพชิงอู๋
การประลองหมากระหว่างเจ้าสำนักกับผู้อาวุโสใหญ่นั้นเป็นที่จับตามองมากมายในที่ลับ
ส่วนเซียวเจี่ยนกับโม่ยงนั้นเป็นเพียงตัวหมาก
แต่ผลของเหตุการณ์นี้ผิดคาดนัก
ผู้อาวุโสเก้ายื่นมือเข้ามาแทรกแซงไกล่เกลี่ย และยังขัดขวางศึกทั้งในที่ลับและที่แจ้งนี้!
กระทั่งโม่ยงเป็นฝ่ายสละตำแหน่งรองหัวหน้าหอท่องตะวันเอง!
ผลลัพธ์นี้ทำให้ผู้แยบยลบางผู้ประหลาดใจ
“หากไม่คิดกระทำการให้เจ้าสำนัก เซียวเจี่ยนผู้นี้ย่อมต้องกลายเป็นพวกนอกคอก!”
“รอดูเถิด เซียวเจี่ยนผู้นี้อับโชคแน่แล้ว”
“ไฉนโม่ยงจึงหน้ามืดตามัวนัก เขาดูจะหนีออกจากกระดานหมากได้ แต่แท้จริงแล้วเขาก็เหมือนล่วงเกินทั้งเจ้าสำนักและผู้อาวุโสใหญ่พร้อมๆ กัน! โง่เง่า โง่เง่านัก!”
“ในภายหน้า ดูเหมือนจะไม่อาจสนิทสนมกับโม่ยงผู้นี้ได้อีกแล้ว จะได้มิเกิดปัญหากับตน”
……เสียงหารือทั่วสำนัก ซึ่งซูอี้สามารถคาดเดาได้แล้ว ทว่าหาสนใจไม่
เหตุการณ์ขัดแย้งเล็กน้อยเช่นนี้ไม่น่ากล่าวถึงเลย
ทว่าเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ซูอี้เข้าใจศาลเทพชิงอู๋มากขึ้นด้วย
ทั่วทั้งสำนัก เหล่าผู้เฒ่าระดับผู้อาวุโสสูงสุดนั้นต่างแยกตัวปลีกวิเวก มิได้ยุ่งกับเรื่องราวทางโลก
พวกเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในสำนัก เว้นแต่มีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดเกิดขึ้น
ทว่าไร้ผู้ใดกล้าเมินเฉยการมีอยู่ของพวกเขา
และศึกชิงอำนาจในสำนักก็เกิดขึ้นระหว่างสองภาคฝ่าย
หนึ่งคือฝ่ายซึ่งนำโดยเจ้าสำนักเหลียงหลิงซู มีผู้อาวุโสในสภามากมายและตัวตนทรงอำนาจอย่างผู้อาวุโสแห่งหอเก็บคัมภีร์ ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาและคนอื่นๆ อยู่ในฝ่าย
อีกหนึ่งคือฝ่ายซึ่งนำโดยผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจง มีผู้อาวุโสในสภาบางคนเข้าร่วม
ทว่าที่สำคัญสูงสุดคือ เว่ยจงควบคุมหอท่องตะวัน!
อิทธิพลของหอท่องตะวันกว้างขวางยิ่ง และทั้งเขตปกครองกับขุมกำลังสาขาของศาลเทพชิงอู๋ทั่วทั้งทวีปเทพอัคคีทักษิณก็แทบอยู่ใต้อาณัติหอท่องตะวันทั้งสิ้น
นอกจากนั้น ขุมกำลังสาขาส่วนใหญ่ของศาลเทพชิงอู๋ยังมีผู้อาวุโสใหญ่เป็นผู้นำ
สรุปก็คือหากอยู่ภายในศาลเทพชิงอู๋ ฝ่ายเจ้าสำนักได้เปรียบ
แต่หากอยู่ด้านนอกศาลเทพชิงอู๋ ฝ่ายผู้อาวุโสใหญ่ได้เปรียบ
ระหว่างสองฝ่ายนี้มีการยื้อแย่งอำนาจทั้งในที่ลับที่แจ้งมาหลายปี และยามนี้ก็ปรากฏเค้าการแตกหักกันจางๆ
หลังจากซูอี้เข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋ เหตุขัดแย้งที่เขาเผชิญก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของศึกชิงอำนาจนี้
“บุคคลทั้งสองซึ่งทรงอำนาจสูงสุดในสำนักต่อสู้กันเองภายในถึงขนาดนี้ แต่สัตว์ประหลาดเฒ่าผู้เก็บตัวสันโดษอยู่ในเขตหวงห้ามหลังบรรพตกลับไม่เคยแยแส ดูเหมือนว่า…พวกเขาจะยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้……”
“นั่นสินะ ในสายตาพวกเขา มีความขัดแย้งในสำนักเป็นเรื่องดี ยิ่งดุเดือดยิ่งคัดกรองผู้มีความสามารถได้มาก”
“หากในสำนักในราบเรียบเช่นน้ำนิ่ง เมฆาคล้อยสมานฉันท์ นั่นหมายความว่าสำนักนั้นมีปัญหาใหญ่……”
ซูอี้ตัดสินเช่นนั้น
เขาในอดีตชาติหลายชาติเคยสร้างกลุ่มเต๋าของตนเอง และยังเคยสั่งการผู้เฒ่าระดับบรรพชนมามากมาย มีหรือจะไม่รู้ความคิดในใจของเจ้าเฒ่าเหล่านั้น?
ในสายตาของพวกเขา ศึกภายในสำนักก็เหมือนเลี้ยงกู่ ยิ่งดิ้นรนจนโดดเด่นเพียงไร ยิ่งสามารถรับผิดชอบเรื่องใหญ่ได้!
……
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าวันถัดมาหลังจากพายุบนยอดเขาไผ่วิญญาณสงบลง ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงจะไม่ชิงลงมือทำสิ่งใด
เขาออกคำสั่งตอบรับคำขอสละตำแหน่งรองหัวหน้าหอท่องตะวันของโม่ยง
นอกจากนั้น ถ้ำพำนักสำหรับฝึกฝนที่โม่ยงมีบนยอดเขาเมฆมงคลยังถูกริบคืน และมีการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้โม่ยง
ผู้ดูแลหอรับรอง!
ฟังดูดี แต่แท้จริงมันคืองานพิทักษ์สำนักและรับรองแขกคนนอก
มันเป็นงานอันไม่เป็นที่ชื่นชอบที่สุดในสำนัก ทำงานเหนื่อยๆ อย่างการรับส่งแขก เมื่อเทียบกับตำแหน่งรองหัวหน้าหอท่องตะวันแล้ว นับว่าแตกต่างกันเยี่ยงฟ้ากับดิน!
“ผู้อาวุโสใหญ่กำลังเชือดไก่ให้ลิงดู!”
หลายบุคคลครั่นคร้าม
นี่คือบทลงโทษต่อผู้คิดคด คำเตือนต่อบุคคลอื่น!
และวันเดียวกันนั้น เทพปีศาจกลุ่มหนึ่งในสำนักได้ไปเยือนบรรพตที่ยอดเขาไผ่วิญญาณ!
ทั้งลี่เซียวอวิ๋น ผู้ดูแลหอประสาทวิชา ผู้ดูแลหอตระเวนราตรีเฉียนหู่ หัวหน้าสำนักนอกเยี่ยซานซาน ผู้พิทักษ์สำนักในซุนเป่ยตู้ และคนอื่นๆ
เทพปีศาจเหล่านั้นแทบทุกคนต่างถือตำแหน่งสำคัญ มีผู้เลิศล้ำมากฝีมือต่อสู้อยู่มากมาย
เช่น ลี่เซียวอวิ๋น ผู้ดูแลหอประสาทวิชานั้นก็เป็นหนึ่งในศิษย์แท้ของเหลียงหลิงซู มีลำดับเจ็ด! เคยเป็นบุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่งของศาลเทพชิงอู๋!
ในขณะเดียวกัน เฉียนหู่เป็นคนสนิทของผู้อาวุโสสาม อำนาจต่อสู้แข็งแกร่ง ลือนามในสำนัก
ยามนี้ เทพปีศาจเหล่านี้ต่างมาเยือนยอดเขาไผ่วิญญาณตามๆ กัน ทำให้ทุกผู้ตระหนักแล้วว่าปัญหากำลังเริ่มมาเยือนเซียวเจี่ยน!
“ไปดูมรสุมนี่กัน”
“วันนี้…เซียวเจี่ยนผู้นี้มิเพียงจะถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี แต่ยังถูกเขี่ยทิ้งจากยอดเขาไผ่วิญญาณด้วย!”
ชั่วขณะนั้น ผู้ทรงอำนาจมากมายต่างตื่นตัวและเดินออกจากถิ่นของตน มุ่งหน้าสู่ยอดเขาไผ่วิญญาณ
“ข้าได้ยินมาว่าผู้ดูแลเซียวเจี่ยนเคยแสดงฝีมือเลิศล้ำในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ ทว่าจนยามนี้ก็ยังไร้ผู้ใดได้ประจักษ์อำนาจต่อสู้ของเขา”
“ด้วยการฝึกฝนและสถานะของเขา ย่อมไร้สิทธิ์ที่จะครอบครองยอดเขาไผ่วิญญาณลำพัง และยามนี้เขาถึงคราเข้าตาจนแล้ว!”
“ไปดูกันหน่อย”
ศิษย์สำนักบางคนซึ่งชอบดูเรื่องสนุกได้ข่าวแล้วมุ่งหน้าไปยังยอดเขาไผ่วิญญาณกันด้วย
ในศาลเทพชิงอู๋ การ ‘เยือนบรรพต’ ที่ว่านั้น บ่อยครั้งหมายถึงการไปท้าทายถึงที่!
หากไม่ใช่เพื่อชำระหนี้แค้นก็เป็นการชิงสิทธิ์อำนาจ หรือแย่งผลประโยชน์และโอกาสบางอย่าง
สรุปคือ เรื่องเช่นนี้ในศาลเทพชิงอู๋เป็นที่ยอมรับให้เกิดขึ้นได้โดยทั่วกัน
สนามเต๋าบางแห่งในสำนักยังถูกเตรียมไว้เพื่อจัดการข้อพิพาทเช่นนี้!
ท้องนภาเรืองรอง
ตรงหน้ายอดเขาไผ่วิญญาณครึกครื้นยิ่งนัก มีผู้คนปรากฏให้เห็นทั่วทุกแห่งหน
มีทั้งผู้ทรงอำนาจโดยแท้จริงในสำนัก และศิษย์สำนักทั้งนอกในบางคน
เมื่อมองปราดแรกแล้ว ผู้คนช่างแน่นขนัดเป็นพิเศษ
โม่ยงเองก็มาเช่นกัน และเมื่อเห็นภาพเช่นนี้ เขาก็อดรู้สึกเห็นอกเห็นใดเพื่อนร่วมชะตามิได้
วันนี้ เขาถูกไล่ออกจากตำแหน่งกลายเป็นเพียงผู้ดูแลหอรับรอง ทั้งยังถูกล้อเลียนเหยียดหยันสารพัด
ผู้เคยนับเขาเป็นพี่เป็นน้องในอดีตเองก็ตีตัวห่างเหิน
เพียงไม่ถึงวัน โม่ยงก็ได้ลิ้มรสความเป็นพยัคฆ์ตกที่ราบ
ความแตกต่างมหาศาลนี้ทำให้เขานึกสงสัยว่า การตัดสินใจออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าหอท่องตะวันเมื่อวานนี้ถูกแล้วหรือไม่
“ยามนี้ถึงตาของเซียวเจี่ยนแล้ว… กระทั่งผู้อาวุโสเก้ามาก็ไม่อาจเข้าแทรกแซงได้เลย……”
โม่ยงลอบพึมพำ
การเยือนบรรพตนั้นเป็นศึกมหาวิถีอย่างหนึ่ง ไม่ว่าผู้ใดในสำนักก็ไม่อาจหยุดได้!
ทันใดนั้น โม่ยงก็สังเกตเห็นว่าผู้คนมากมายในละแวกใกล้เคียงเลี่ยงหนีห่างจากเขา กระทั่งผู้น้อยบางคนยังมองเขาอย่างเวทนา……
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของโม่ยงรวดร้าว ดวงตาพลันหม่นแสง
“ทนคับข้องสักพักจะเป็นไรไป ยามเจ้าถูกมองข้ามไปนานๆ เช่นข้า เจ้าจะรับมือมันอย่างใจเย็นไปเอง”
ผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจงเองก็มาเช่นกัน และกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ในภายหน้า เจ้าจะพบว่าอำนาจนั้นก็แค่ชื่อเสียงจอมปลอมให้เรียกขาน เป็นเพียงกำไรเล็กน้อยเท่านั้น!”
“ชื่อเสียงจอมปลอม กำไรเล็กน้อย……”
โม่ยงกล่าวย้ำคำ และอดถอนใจส่ายหน้ามิได้
ใครเล่าจะไม่สนใจยามตนสิ้นอำนาจที่ตนเคยมี และตกสู่สถานการณ์แร้นแค้น เป็นมังกรในแอ่งน้ำ ถูกกุ้งปูรังแกบ้าง?
“เซียวเจี่ยน ข้าทั้งหลายมาเยือนบรรพตแล้ว หากแน่จริงก็ออกมา!!”
เสียงตะโกนหนึ่งดังลั่นเยี่ยงอัสนี
มีผู้มากล่าวท้าทายที่ตีนเขาไผ่วิญญาณ
ทันใดนั้น ทุกสายตาต่างหันไปมองและรับรู้ว่าเจ้าของเสียงสนั่นนั้นเป็นใคร ที่แท้ก็คือผู้ดูแลเฉียนหู่แห่งหอตระเวนราตรี!