บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2201 ต่อให้เจ้าสามกระบวนจะเป็นไร?
บทที่ 2201 ต่อให้เจ้าสามกระบวนจะเป็นไร?
เฉียนหู่
เขามีรูปร่างสูง โครงร่างใหญ่หนา ผิวสีทองแดง เส้นผมยาวสยายยุ่ง คู่เนตรเย็นชาเยี่ยงคมมีด ปราณดุร้ายแผ่ซ่านทั่วทั้งโลกหล้า
หอตระเวนราตรีรับหน้าที่ภาคทัณฑ์ และยอดฝีมือทั้งหมดในหอตระเวนราตรีก็แทบมีแต่ผู้เหี้ยมโหด ฆ่าคนตาไม่กะพริบ สองมือเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต
เฉียนหู่คือผู้ดูแลหอตระเวนราตรีคนหนึ่ง เทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างขั้นสมบูรณ์ และยังเป็นคนสนิทของผู้อาวุโสสาม อำนาจต่อสู้ของเขาเป็นที่รู้กันดีในสำนัก
ความดุร้ายของเขาเป็นที่โจษจันทั่วทั้งทวีปเทพอัคคีทักษิณ
เมื่อเห็นว่าเฉียนหู่มาเยือนบรรพตเป็นคนแรกในเวลานี้ ทั่วทุกทิศจึงเปี่ยมเสียงฮือฮา
“มีแค่เจ้าหรือ?”
เสียงเฉยชาสายหนึ่งดังมาจากค่ายกลรอบยอดเขาไผ่วิญญาณ
เป็นเสียงของซูอี้
ทว่าเขาไม่ได้เดินออกมาจากยอดเขาไผ่วิญญาณ
สิ่งนี้ทำให้ผู้คนขมวดคิ้ว ถูกยั่วยุถึงที่ ทว่าเซียวเจี่ยนผู้นี้ไร้ความกล้ากระทั่งจะออกมาพบหน้าหรือไร?
“แน่นอน ไม่ใช่แค่เฉียนหู่หรอก”
ชายชุดเทาผู้หนึ่งกล่าวเสียงเรียบ “ข้าด้วย”
ตู้ม!
อีกหนึ่งเสียงอื้ออึงดังขึ้นในฝูงชน พวกเขาจำได้ทันทีว่าชายชุดเทาคือลี่เซียวอวิ๋น!
ศิษย์แท้ลำดับที่เจ็ดของเจ้าสำนัก ผู้ดูแลหอประสาทวิชา ตัวตนเด่นดังผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองในทวีปเทพอัคคีทักษิณเมื่อเนิ่นนาน!
และเขาก็เป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างเช่นกัน!
มันควรค่าแก่การกล่าวถึงวยามศิษย์ในขอบเขตเดียวกันมา ‘เยือนบรรพต’ ผู้ถูกท้าทายมิอาจปฏิเสธได้
หาไม่ จะต้องรับทัณฑ์!
หากคนจากต่างขอบเขตมาเยือนบรรพต ผู้ถูกท้าทายจะตอบรับหรือปฏิเสธก็ได้ ไร้ขีดจำกัดใดๆ
“เซียวเจี่ยน ด้วยตัวตนและคุณสมบัติของเจ้านั้นไม่คู่ควรที่จะครอบครองยอดเขาไผ่วิญญาณเลย หากพูดรู้เรื่องก็สละยอดเขาไผ่วิญญาณเสีย หาไม่ วันนี้เจ้าจะได้อับอายขายหน้าต่อธารกำนัลแน่!”
ชายชุดเหลืองอีกคนกล่าวด้วยท่าทีแข็งกร้าวไม่แพ้กัน
ผู้อาวุโสประจำสำนักนอกเยี่ยซานซาน!!
เขาก็เป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างขั้นสมบูรณ์เช่นกัน
สำนักนอกแตกต่างจากสำนักใน และสถานะของผู้อาวุโสสำนักนอกก็ต่ำต้อยกว่าผู้อาวุโสสำนักในมากนัก
ผู้อาวุโสสำนักนอกอย่างเยี่ยซานซานน่าจะเทียบได้กับผู้ดูแลหอตระเวนราตรีอย่างเฉียนหู่
เมื่อลี่เซียวอวิ๋นกับเยี่ยซานซานออกมาประกาศตัวติดต่อกัน บรรยากาศทั่วทิศพลันร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆ
“ยังมีผู้ใดคิดเยือนบรรพตกันอีกหรือไม่?”
เสียงของซูอี้ดังขึ้นอีกครั้ง “หากมีก็ออกมากันให้หมดเสียยามนี้ จะได้ไร้ผู้ใดขลาดเขลาหนีศึกกันอีก”
วาจาเรียบเรื่อยนั้นก่อเสียงอื้ออึงในหมู่ผู้ชม
“ผู้ดูแลเซียวบ้าไปแล้วหรือ เขาไม่เห็นใต้เท้าเฉียนหู่ ลี่เซียวอวิ๋นและเยี่ยซานซานอยู่ในสายตาเลยหรือไร?”
บางผู้ประหลาดใจ
“หากเขาแน่จริง ไฉนจึงไม่กล้าปรากฏตัวจนยามนี้?”
“ข้าว่าเขากำลังดูสถานการณ์อยู่เป็นแน่ พอเห็นว่าท่าไม่ดีก็อาจยอมแพ้ทันทีเลยก็ได้!”
มีผู้เย้ยเยาะ
และขณะที่ทั่วทุกทิศกำลังฮือฮากัน ก็ได้มีคนปรากฏตัวขึ้นที่ตีนเขาไผ่วิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ
“งั้นก็นับเราด้วยสิ!”
ชายในอาภรณ์สีหมึกผู้หนึ่งกล่าวเสียงเย็น
ณ จุดนี้ มีเทพปีศาจสิบสามตนประกาศตัวแล้ว รวมถึงพวกเฉียนหู่ด้วย
พวกเขาแต่ละคนล้วนถือครองตำแหน่งสำคัญ แม้จะไม่ได้สูงส่งเท่าเหล่าผู้มีอำนาจที่แท้จริง แต่พวกเขาก็ยังถือได้ว่าเป็นตัวตนสูงสุดในหมู่บุคคลชั้นกลางในสำนัก!
เพียงเห็นการจัดขบวน เสียงสูดหายใจเฮือกพลันดังขึ้นในบริเวณแล้ว
ความคิดเดียวกันปรากฏขึ้นในใจ……
เซียวเจี่ยนจบสิ้นแน่!!
ทันใดนั้น อำนาจค่ายกลบนยอดเขาไผ่วิญญาณเริ่มเคลื่อนไหว ก่อนร่างหนึ่งเดินออกมา
อาภรณ์ขาวเหนือหิมะ ร่างสูงผอม รูปลักษณ์หล่อเหลา
เขาคือซูอี้
เมื่อเห็นปรากฏกาย ทุกสายตาต่างหันไปมองเป็นจุดเดียว
“ผู้ดูแลเซียว ในที่สุดเจ้าก็กล้าออกมา”
เฉียนหู่กล่าวอย่างมาดร้าย “เอาล่ะ เจ้าคิดจะยอมแพ้แล้วสละยอดเขาไผ่วิญญาณหรือไปสู้กับเราที่สนามเต๋าเพื่อตัดสินแพ้ชนะดี?”
อีกฝ่ายตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ไม่ซ่อนความมุ่งร้ายต่อซูอี้เลย
ลี่เซียวอวิ๋นหันไปกล่าวกับเถี่ยเหวินจิ้งในกลุ่มชน “ผู้อาวุโสเถี่ย เจ้าไร้โอกาสเข้าแทรกแซงในยามนี้ ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น อย่าเข้ามาไกล่เกลี่ยจะดีกว่า!”
วาจาของเขาทำให้ทุกผู้มีสีหน้าแตกต่างกัน
ใครเล่าจะไม่ทราบว่าเมื่อวานนี้ ผู้อาวุโสเก้าคือผู้เข้ามาแทรกแซงและสลายข้อพิพาทที่ยอดเขาไผ่วิญญาณ?
ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าการกระทำของผู้อาวุโสเก้าก็ทำให้หลายคนไม่ชอบใจ!
เหมือนเช่นยามนี้ ศิษย์แท้ผู้หนึ่งของเจ้าสำนัก ลี่เซียวอวิ๋นกล่าวเตือนผู้อาวุโสเก้าล่วงหน้าโดยหาไว้หน้ากันไม่!!
เมื่อถูกผู้น้อยเตือนต่อหน้าต่อตาธารกำนัล สีหน้าของเถี่ยเหวินจิ้งก็คล้ำเครียด เดือดดาลโทสะในใจ
เขากล่าวอย่างเฉยชา “ข้าแนะนำเจ้าว่าอย่าประเมินผู้ดูแลเซียวต่ำจะดีกว่า หาไม่ จะรังแต่ทำให้อาจารย์ของเจ้าขายหน้าเสียเปล่า!”
“เฮอะ!”
ลี่เซียวอวิ๋นแค่นหัวเราะ ไม่คิดสนใจมันอีก
ท่าทางเดียดฉันท์เช่นนี้ทำให้สีหน้าของเถี่ยเหวินจิ้งยิ่งดูไม่ได้
ทุกผู้ในบริเวณเงียบวจี ทำเพียงมองเงียบๆ
โม่ยงผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วก็อดรู้สึกเศร้าจากใจมิได้ หรือเขา…จะมีชะตาไม่ต่างจากผู้อาวุโสเก้า กระทั่งผู้น้อยยังกล้าชี้นิ้วใส่แบบนี้?
“เซียวเจี่ยน ถึงกาลเจ้าตัดสินใจแล้ว!”
เฉียนหู่กล่าวเร่งอย่างใจร้อนเล็กน้อย
ซูอี้กล่าวพลางถอนหายใจ “ยามข้าเข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋ เดิมทีข้าก็แค่อย่างฝึกฝนพิสูจน์วิถีอย่างเต็มหัวใจ ไม่คาดคิดเลยว่ายังมิอาจหลบข้อพิพาทหวังผลประโยชน์พวกนี้พ้น”
วาจาเหล่านี้ทำให้คนมากมายผงะไป
ทันใดนั้น หลายผู้คนพลันเกิดความรู้สึกอันอธิบายได้ยาก
นั่นสิ เซียวเจี่ยนผู้นี้เพิ่งเข้าร่วมสำนักมาครึ่งเดือน แต่เขาก็ถูกลากมาพัวพันกับศึกภายในสำนักเสียแล้ว!
“เฮอะ! หากเจ้าอยากฝึกฝนวิถีเต๋า ใครเล่าจะหยุดเจ้าได้? ขอเพียงส่งยอดเขาไผ่วิญญาณมา เรื่องวันนี้ก็จบที่นี่ได้ง่ายๆ!”
ลี่เซียวอวิ๋นแค่นเสียงอย่างเย็นชา
ซูอี้กล่าวพลางแย้มยิ้มว่า “ยอดเขาไผ่วิญญาณ เจ้าสำนักเป็นผู้มอบให้ ข้าจะยกมันให้ผู้อื่นง่ายๆ ได้เช่นไร? แม้ข้าเซียวเจี่ยนจะไม่ได้สามารถเลิศล้ำ แต่ข้าก็มิใช่ผู้ขลาดเขลา หากบีบคั้นกันนัก ก็อย่าโทษข้าที่เสียมารยาทแล้วกัน!”
ว่าแล้ว เขาก็ยกไหสุราขึ้นดื่มรวดเดียว
ท่าทางภาคภูมินั้นทำให้ศิษย์สำนักหลายคนที่นั่นนึกชื่นชม
ดังคำกล่าวว่าคนแพ้ ใจไม่แพ้!
กิริยาของซูอี้ ณ ขณะนี้ กระทั่งผู้มีอำนาจในตำแหน่งสำคัญบางคนยังนึกชื่นชม
ทว่าก็แค่นั้นเอง
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าวันนี้เขาจะแปรเปลี่ยนสถานการณ์ได้ และผู้ชราคนหนึ่งได้กล่าวเกลี้ยกล่อมว่า “เซียวเจี่ยน อย่าดื้อดึงเลย ยอมถอยก้าวหนึ่งเถิด เจ้ามีสายเลือดมังกรคบเพลิง ความสามารถเลิศล้ำชวนตะลึง ยามนี้เจ้าอาจเสียเปรียบบ้าง แต่ภายหน้า ไม่ช้าก็เร็วก็จะถึงเวลาที่เจ้าจะได้ผงาดสู่นภานะ!”
วาจานี้ได้รับการสนับสนุนมากมาย
ผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ไร้บุญคุณความแค้นกับซูอี้ และเมื่อเห็นว่าเขาเพิ่งเข้าร่วมสำนักแล้วต้องมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ พวกเขาก็อดเห็นใจมิได้
ซูอี้ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้ายอมพ่ายศึกมหาวิถี แต่ไม่มีวันยอมถอย!”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มพลันเดินออกมาจากภูเขา กวาดสายตามองพวกลี่เซียวอวิ๋นขณะกล่าวว่า “ในเมื่อนี่คือการเยือนบรรพต จากกฎสำนัก ผู้ใดแพ้ต้องยอมจ่ายสินสงคราม”
“เจ้าจะเดิมพันด้วยสิ่งใด?”
ลี่เซียวอวิ๋นแค่นยิ้มด้วยแววตาเย้าเยาะ
“หากเจ้าพ่าย ต้องส่ง ‘ผลงาน’ ทั้งหมดที่เจ้าสะสมไว้ให้ข้า หากข้าพ่าย ข้าจะออกจากยอดเขาไผ่วิญญาณตามเจ้าปรารถนา”
ซูอี้กล่าวโดยไม่คิด
ผลงานนั้นหมายถึงแต้มผลงานที่ได้จากการทำคุณงามความดีให้แก่สำนัก
หลังจากสั่งสมผลงาน ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนสารพัดผลประโยชน์ได้ที่โถงใหญ่สมบัติสวรรค์ของสำนัก
หากสะสมผลงานเพียงพอ คนผู้นั้นจะสามารถเลื่อนตำแหน่งในสำนักได้! เลื่อนขั้นเติบโต!!
ในศาลเทพชิงอู๋ มีผู้ดูแล อารักษ์และตัวตนอื่นๆ มากมายที่ได้รับการเลื่อนขั้นหลังจากรวบรวมผลงานได้เพียงพอ
ดังนั้นผลงานย่อมสำคัญมากสำหรับซูอี้
กล่าวได้ว่า ผลงานนั้นเป็นสกุลเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ในศาลเทพชิงอู๋ได้สกุลหนึ่ง!
เพราะถึงอย่างไร ผลงานก็หมายถึงคุณงามความดีที่ทำเพื่อสำนัก และสำนักก็ย่อมต้องตอบแทนให้รางวัล
ไม่เพียงศาลเทพชิงอู๋ แต่ทุกขุมกำลังในโลกหล้าล้วนมีระบบลักษณะนี้เช่นกัน
“ฮ่าๆ เจ้านี่เล็งผลงานเราไว้แฮะ!”
เยี่ยซานซานฉีกยิ้มกว้าง ซึ่งทำให้คนอื่นๆ พลอยยิ้มไปด้วย
ซูอี้ไม่ได้ยิ้ม ทำเพียงมองลี่เซียวอวิ๋นอย่างเฉยชา
“ได้สิ!”
ลี่เซียวอวิ๋นตอบตกลงโดยไม่คิด “แต่ข้ามีอีกหนึ่งคำร้อง ก็คือหากเจ้าแพ้ เจ้าไม่เพียงต้องออกจากยอดเขาไผ่วิญญาณ แต่ยังต้องไปคุกเข่าสำนึกผิดตรงหน้าโถงหลักนภากระจ่างด้วย!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา เหล่าผู้ฟังต่างตกตะลึง
ทุกผู้ล้วนเข้าใจว่าลี่เซียวอวิ๋นคิดระบายโทสะแทนอาจารย์ตน หรือก็คือเจ้าสำนัก จึงเสนอเงื่อนไขหมิ่นเกียรติกันเช่นนี้
ซูอี้หรี่ตาลง จ้องมองลี่เซียวอวิ๋นอย่างลึกล้ำ และกล่าวเพียงหนึ่งคำ “ได้”
“ไปที่สนามเต๋ากัน!”
เฉียนหู่เร่ง
“ไม่ต้องมากพิธีการนักหรอก มาสู้กันเหนือทะเลเมฆาบนยอดเขาไผ่วิญญาณนี่แหละ”
ว่าแล้ว ร่างของซูอี้พลันโผทะยานแหวกเวหา ลอยขึ้นเหนือทะเลเมฆา
จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองลี่เซียวอวิ๋น เฉียนหู่และคนอื่นๆ “ผู้ใดก่อน?”
เหล่าผู้ชมเงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศอึมครึม
“ข้าเอง!”
ผู้อาวุโสสำนักนอกเยี่ยซานซานออกตัวคนแรก ทะยานขึ้นมายังทะเลเมฆาทันที
สายตาของเหล่าผู้ชมล้วนจับจ้องมาที่เขา
ทะเลเมฆาเคลื่อนวน อาภรณ์ขาวของซูอี้พิสุทธิ์ล้ำเกินหิมะ ดูแสนไร้มลทินท่ามกลางแสงจากสรวง
เยี่ยซานซานเองก็ให้บรรยากาศโดดเด่นในแบบของเขา
อันที่จริง ผู้มาเยือนบรรพตทั้งหลายในครานี้ล้วนสืบหาความสำเร็จและฝีมือของซูอี้ในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์กันมาแล้ว พวกเขาจึงกล้ามา ไม่ได้กระทำบุ่มบ่าม
“ข้าเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสรรค์สร้างขั้นสมบูรณ์ และเป็นผู้อยู่มาก่อนในสำนัก ย่อมไม่จงใจรังแกเจ้าซึ่งเป็นผู้มาใหม่ ให้เจ้าลงมือก่อนสามกระบวนได้!”
เยี่ยซานซานกล่าวเนิบๆ
ปราณของเขาพลุ่งพล่าน สลายทะเลเมฆารอบข้าง ปลดปล่อยจิตสังหารอันทรงพลังไร้ขอบเขตออกมา
เมื่อวาจาของเขาผนวกกับอำนาจทลายแดนดินก็นำมาซึ่งเสียงชื่นชมจากเหล่าผู้ชมทันใด
หลายผู้โห่ร้องให้
“จริงหรือ?”
ซูอี้กล่าว “อย่าบอกว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้าเชียว เจ้าควรทุ่มกำลังโจมตีสุดตัวมากกว่า หาไม่……”
เยี่ยซานซานแค่นยิ้ม “ไฉนต้องพูดพล่าม ต่อให้เจ้าสามกระบวนจะเป็นไร? ข้า……”
ก่อนอีกฝ่ายจะทันพูดจบ ซูอี้ก็ฟาดฝ่ามือออกไปแล้วหนึ่งหน
เปรี้ยง!!
ทะเลเมฆาสลายหายเยี่ยงแหวกกิ่งหลิว
สุญญะทั่วทศทิศแหลกร้าว ขยายตัวกว้างไกลเยี่ยงข่ายใยแมงมุม
เสียงของเยี่ยซานซานหยุดลงกะทันหัน
และร่างของเขาก็ปลิวลงจากนภาดุจอุกกาบาต ฟาดลงบนพื้นที่ตีนเขาไผ่วิญญาณ
พื้นพิภพอันแข็งแกร่งเยี่ยงเหล็กยุบลงเป็นหลุมรูปร่างเหมือนคน
ฝุ่งควันฟุ้งตลบ ผืนดินสั่นสะท้าน
ผู้คนตะลึงลาน
ขณะที่เสียงอันหยิ่งผยองของเยี่ยซานซานยังคงสะท้อนในโสตเนิ่นนาน:
“ต่อให้เจ้าสามกระบวนจะเป็นไร?”