บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2196 โยนความผิด
บทที่ 2196 โยนความผิด
วาจาของซูอี้ทำให้บรรยากาศในตำหนักเงียบไปกะทันหัน
ทุกผู้ต่างประหลาดใจ หาคาดไว้ไม่ว่า เซียวเจี่ยนจะให้ผู้อาวุโสสามขออภัยอย่างไม่ไว้หน้าในยามนี้!
เถี่ยเหวินจิ้งถึงกับหลั่งเหงื่อเต็มฝ่ามือแทนเขา กล่าวผ่านกระแสปราณว่า “เซียวเจี่ยน เจ้าเป็นผู้ดูแลหอตระเวนราตรีไปแล้ว และผู้อาวุโสสามก็คือผู้นำหอตระเวนราตรี เป็นการไม่ฉลาดเลยนะหากจะไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาเช่นนี้!”
ทว่าซูอี้ไม่สนใจ
เขาทำเพียงมองอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น ไม่ซุกซ่อนการวางตัวอันหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
สีหน้าของขู่เจินบูดบึ้ง คิ้วขมวดแน่น คล้ายไม่คาดคิดว่าเจ้าหนุ่มสายเลือดมังกรคบเพลิงผู้นี้จะรับมือยากนัก
“ผู้อาวุโสสาม เห็นหรือไม่ว่าเจ้าทำให้ผู้ดูแลเซียวรู้สึกคับข้องใจแล้ว”
เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูยิ้มบาง “อย่าเสียศรัทธาไปกว่านี้เลย รีบขออภัยผู้ดูแลเซียวเถิด”
ขู่เจินเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้าช้าๆ “ก่อนหน้านี้ ข้าสอบปากคำเจ้ารุนแรงไปหน่อยจริงๆ อย่าได้ถือสาเลย”
ซูอี้ทำเพียงปล่อยผ่าน
เขาสะกดสัญชาตญาณและอารมณ์ของตนไว้เพื่อแทรกแซงเข้าสู่ศาลเทพชิงอู๋
ทว่ายามแข็งกร้าว เขาก็ต้องแข็งกร้าว หาไม่ ผู้ใดก็คงคิดว่าตัวเขาเป็นลูกพลับนิ่ม จะบูบี้เช่นไรก็ได้
หากเป็นเช่นนั้น ปัญหาจะเกิดขึ้นมากกว่านี้มาก
และซูอี้ก็ไม่ชอบปัญหายุ่งยากมาแต่ไหนแต่ไร
เขาแน่ใจว่าหลังจากแสดงท่าทีออกมาในวันนี้ พวกผู้เฒ่าทั้งหลายในศาลเทพชิงอู๋วันนี้จะรู้ว่าภายหน้าต้องปฏิบัติกับเขาเช่นไร
นี่คือเหตุผลที่ซูอี้ยืนกรานให้ขู่เจินขออภัย
ส่วนเรื่องที่ว่า ขู่เจินผู้เป็นเจ้านายจะเก็บความแค้นไว้และจงใจสร้างเรื่องยุ่งยากแก่เขาหรือไม่ ชายหนุ่มไม่ได้สนใจเลย
ในสำนัก ศึกภายในเองก็เป็นเรื่องร้ายแรง มีกลุ่มและฝ่ายในหมู่ผู้ทรงอำนาจมากมาย การกระทบกระทั่งกันเองก็เกิดขึ้นทั่วไป หาได้ไม่ยากเลย
ทว่าศึกภายในทั้งหลายล้วนมีหลักการ หากอยู่ในกฎเกณฑ์ก็นับว่าถูกต้อง!
ณ จุดนี้ ซูอี้จะไม่ปล่อยให้ตนกระทำผิด
เขาจะไม่มีวันมอบโอกาสให้ขู่เจินกุมบังเหียนของเขาได้!
“ผู้อาวุโสเถี่ย บอกข้าทีว่าหนิวขุย หวังเถิงและคนอื่นๆ มาขัดขวางเจ้าเช่นไรยามออกจากเมืองโบราณสารทวสันต์”
เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูหันไปกล่าวว่า “ความตายของหนิวขุยทำให้ศาลมารสะบั้นสรวง สุขาวดีมารธุลีชาด และศาลาดาบบุปผาบูรพาล้วนเดือดดาล พวกเขาเองก็กดดันเราอยู่ บอกว่าเจ้าเป็นผู้ฆ่าพวกหนิวขุย”
สายตาของซูอี้แปลกพิกล ยังโยนความคิดกันเช่นนี้ได้หรือ?
เถี่ยเหวินจิ้งอย่างเดือดดาล “พวกเขามาขัดขวางข้ากับเซียวเจี่ยนระหว่างทาง และยามนี้ยังจะมากล่าวหากัน จะไร้เหตุผลไปถึงไหน!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวจึงอธิบายสาเหตุและไล่ลำดับเหตุการณ์โดยมิตกหล่น
“ดวงดาวอัคคีที่จู่ๆ ก็โจมตีพวกเจ้าคืออันใดแน่ ขอพวกข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”
ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงถาม
เถี่ยเหวินจงพยักหน้า โบกแขนเสื้อของเขา แล้วม่านแสงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นพร้อมเหตุการณ์หนึ่ง……
ในภาพนั้น ดารานับร้อยล้านดวงลุกโชน โปรยปรายลงมาจากนภา บดขยี้สรรพสิ่งซึ่งขวางทาง ทลายภูผาธารา ปราณทำลายล้างน่าสะพรึงกลัว
ทำให้ทุกผู้ประหลาดใจเสียยกใหญ่
เคล็ดวิชาเช่นนี้ย่อมเป็นฝีมือเทพชั้นสูงผู้น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เพียงพอคุกคามชีวิตผู้คนร่วมขอบเขตได้
ป้าบ!
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงก็ตบโต๊ะตรงหน้าเขา ดวงตาทอประกายวาวโรจน์ กล่าวขึ้นว่า “ข้ารู้แล้วว่าฆาตกรที่ฆ่าพวกหนิวขุยคือใคร!”
“ใครหรือ?” ทุกผู้อดสงสัยมิได้
“คนจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!”
เว่ยจงกล่าวชัดถ้อยชัดคำ “อำนาจเทพนี้มีนามว่าวิชาดาวฤกษ์หลอมนภา เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาวิถีสูงสุดที่สืบทอดกันในศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!”
ทันใดนั้น เสียงอื้ออึงได้ดังขึ้นในตำหนัก
คนจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!?
คำตอบนี้เกินคาดนัก
เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก “นี่คือวิชาดาวฤกษ์หลอมนภาของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์จริงๆ และผู้อาวุโสเริ่นเป่ยโหยวของสำนักพวกเขาก็เป็นเลิศในวิชานี้ที่สุด”
หลังจากนิ่งเงียบเล็กน้อย เขาก็ขมวดคิ้ว “แต่ข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าไฉนคนของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์จึงมาฆ่าพวกหนิวขุย”
ผู้คนเองก็ประหลาดใจ
ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เป็นกลุ่มเต๋าสูงสุดจากทวีปเทพจิตนภา ผู้นำสำนักเต๋าในโลกหล้า ทั้งมรดกและความแข็งแกร่งของพวกเขานับว่าห่างไกลเกินยักษ์ใหญ่สูงสุดในโลกหล้าจะเทียบเทียม!
ไฉนขุมกำลังเลิศล้ำเช่นนั้นจึงมาฆ่าเทพชั้นสูงจากสามขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในทวีปเทพอัคคีทักษิณ?
ชวนฉงนแท้
“เรื่องนี้ยังมีจุดให้สงสัยมากมาย แต่ไม่ว่าเช่นไร เรื่องนี้ต้องเกี่ยวพันกับศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เป็นแน่!”
ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงกล่าว “ผู้อาวุโสเถี่ย จากนี้ ให้เจ้าสลักทุกสิ่งที่เห็นลงในม้วนหยก และข้าจะบอกสามขุมกำลังยักษ์ใหญ่ตามจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้า!”
เถี่ยเหวินจิ้งพยักหน้าตอบรับ
ซูอี้ผู้เห็นเช่นนี้รู้สึกพิกลในใจ
ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นฝีมือเขา และจุดประสงค์ก็คือโยนความผิดให้ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์
และไม่ว่าผู้ใดเห็นภาพนี้ พวกเขาก็จะมิสงสัยในข้อเท็จจริงดังกล่าวเลย
เพราะ ‘วิชาดาวฤกษ์หลอมนภา’ ที่เขาเผยออกมาในกาลก่อนนั้นมาจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์จริงๆ และยังตรงตามหลักเคล็ดวิชาอย่างยิ่ง!
ต่อให้คนจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์มาเห็นเอง ก็ยังไม่อาจจับผิดได้
ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับอำนาจเทพชิ้นหนึ่งที่ซูอี้หลอมรวมไป
ในทะเลดาราเทพผันแปร ณ วิถีแห่งบรรพเทวา ซูอี้สังหารศัตรูไปกลุ่มหนึ่ง
หนึ่งในนั้นคือเทพชั้นสูงเริ่นเป่ยโหยวจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!
อำนาจเทพของเริ่นเป่ยโหยวถูกเขาหลอมรวมกับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยไปเนิ่นนาน และกฎวิถีเทพในอำนาจเทพนั้นก็ย่อมตกเป็นของซูอี้
ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงสามารถใช้วิชาดาวฤกษ์หลอมนภาได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ไม่ใช่เพียงครูพักลักจำ
มิต้องสงสัยเลยว่าจุดประสงค์ของเขาบรรลุแล้ว และเมื่อข่าวปลอมนี้แพร่กระจายออกไป มันจะทำให้ทวีปเทพอัคคีทักษิณนี้สั่นสะท้านแน่นอน
และคมหอกของศาลมารสะบั้นสรวง สุขาวดีมารธุลีชาด กับศาลาดาบบุปผาบูรพาก็จะจ่อตรงไปยังศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์
ส่วนมรสุมเช่นไรจะเกิดขึ้นเพราะมัน เรื่องนี้หาเกี่ยวกับซูอี้ไม่
ทว่าเรื่องนี้ก็ยังมีจุดบกพร่องอยู่มากมาย ไม่ช้าก็เร็วก็จะถูกมองออก แต่นั่นล้วนเป็นเรื่องในภายหลัง
เขาแทรกซึมเข้าสู่ศาลเทพชิงอู๋ได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอันใดต่อจากนี้ ชายหนุ่มจะมีศาลเทพชิงอู๋คอยรับหน้าอยู่!
หากเขาเป็นฝ่ายฆ่าศัตรู เขาก็สามารถโยนความผิดให้ศาลเทพชิงอู๋ยังได้
หลังสนทนาเรื่องเหล่านี้จบ เถี่ยเหวินจิ้งก็ตั้งใจจะพาตัวซูอี้จากไป
แต่ทันใดนั้น ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงกลับกล่าวขึ้นว่า “ผู้ดูแลเซียว ข้ามีบางสิ่งที่อยากขอความช่วยเหลือหน่อย”
ซูอี้ผงะไปและกล่าวว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ โปรดว่ามาเถิด”
เว่ยจงว่า “กล่าวกันว่าดาบ ‘ท่องสราญ’ ของอี้เต้าเสวียนอยู่ในมือเจ้า ขอข้ายืมสมบัตินี้ไปใช้ได้หรือไม่?”
ทันใดนั้น ทุกสายตาต่างมารวมตัวกันที่ซูอี้
ซูอี้ขมวดคิ้ว
เขาสังหรณ์ว่าหากให้ยืมไป มันจะไปแล้วไปลับไม่กลับมา!
สิ่งที่ทำให้เขามิชอบใจที่สุดคือ เขาเพิ่งเข้าร่วมศาลเทพชิงอู๋ แต่ไอ้แก่นี่ก็มายุ่งกับดาบท่องสราญแล้ว เห็นได้ชัดว่าไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า!
เถี่ยเหวินจิ้งรู้สึกว่าคำขอของผู้อาวุโสใหญ่นั้นกะทันหันเกินไป จึงรีบกล่าวว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ นี่……”
เว่ยจงกล่าวขัด “ข้าเคยได้ยินว่าผู้ดูแลเซียวจ่ายผลึกเทพอมตะสามร้อยชิ้นเพื่อประมูลสมบัตินี้มา ดังนั้น จ่ายผลึกเทพอมตะครึ่งหนึ่งให้ผู้ดูแลเซียวก็น่าจะขอยืมสมบัตินี้สักหน่อยได้นะ”
ซูอี้พลันแย้มยิ้ม ก่อนจะกล่าวว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ออกปากเช่นนี้ ข้าจะปฏิเสธได้เช่นไร”
ว่าแล้ว เขาก็นำท่องสราญออกมา วางมันลงในกล่องสำริด แล้วส่งให้เว่ยจงบนอากาศ
“ส่วนผลึกเทพอมตะนั้น ผู้อาวุโสใหญ่เก็บไว้เถิด ข้าเข้าร่วมสำนักแล้ว ก็ควรรับใช้สำนัก มีหรือต้องมาขอประโยชน์จากผู้อาวุโสใหญ่อีก?”
ซูอี้กล่าวอย่างเคร่งขรึม
เมื่อทุกผู้เห็นเช่นนี้ ก็อดยิ้มมิได้
เซียวเจี่ยนผู้นี้ไม่ใช่ผู้หยิ่งยโสโอหัง อย่างน้อยเขาก็กระทำการเช่นนี้อย่างไหลลื่นยิ่ง
เว่ยจงที่ได้ยินเช่นนั้นพลันแย้มยิ้ม “เจ้าจะไม่อยากได้มันก็ได้ แต่ข้าไม่ให้มิได้เช่นกัน หาไม่ หากเรื่องแพร่ออกไป คงมิพ้นเสียงวิจารณ์กันพอดี”
ว่าแล้ว เขาก็นำถุงสัมภาระใบหนึ่งส่งให้ซูอี้บนอากาศ “เจ้าเพิ่งเข้าร่วมสำนัก ข้าไม่มีอันใดดีๆ จะให้เจ้า ในนี้มีผลึกเทพอมตะร้อยชิ้นและโอสถเทพหายากสามชิ้นซึ่งเหมาะสมแก่การฝึกฝนในขอบเขตสรรค์สร้าง”
ซูอี้นิ่งไป แต่ไม่ได้ปฏิเสธ เขาเก็บถุงสัมภาระไปและกล่าวว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสใหญ่”
เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวได้ถูกต้อง ที่ศาลเทพชิงอู๋ของเราได้ผู้ไร้เทียมเทียมอย่างผู้ดูแลเซียวมาเข้าร่วมในครานี้ นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง เราผู้เฒ่าทั้งหลายก็ควรฉลองหน่อย”
เขานำป้ายตราชิ้นหนึ่งส่งให้เถี่ยเหวินจิ้งจากอากาศ “นี่คือตราควบคุมค่ายกลของยอดเขาไผ่วิญญาณ และภายหน้า มันจะเป็นที่พำนักของผู้ดูแลเซียว เจ้าพาเขาไปจัดเตรียมมันทีหลังนะ”
เถี่ยเหวินจิ้งพลันผงะไป กล่าวขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าสำนัก… นี่…นี่ไม่มาก……”
เหลียงหลิงซูกล่าวว่า “ผู้ดูแลเซียวเป็นทายาทสายเลือดมังกรคบเพลิง ความสามารถเหนือธรรมดา อำนาจต่อสู้ไร้ผู้เทียบ และอนาคตก็เจิดจรัสไร้ขีดคั่น สำนักเราได้ผู้ยิ่งยงเช่นนี้เข้าร่วมก็ควรให้ความสนใจเป็นสองเท่า แค่สถานที่ฝึกฝนอันเลิศล้ำ ให้เขาไปจะเป็นอันใด?”
เมื่อเห็นเช่นนี้ ผู้ทรงอำนาจคนอื่นๆ เองก็นำของขวัญแรกพบออกมาให้ตามๆ กัน
ทั้งโอสถเทพ วัตถุดิบเทพ ทองเทพอมตะและสมบัติชิ้นอื่นสิบกว่าชั้นล้วนถูกเสนอพร้อมๆ กัน
สิ่งนี้ทำให้เถี่ยเหวินจิ้งเบิกตากว้างอย่างค่อนข้างตกใจ
เขาไม่คาดคิดจริงๆ ว่าพวกเจ้าสำนักจะใจป้ำกันเช่นนี้!
ตลอดกาลนานมา มีเทพมากมายที่เข้าร่วมกับศาลเทพชิงอู๋ ทว่าเซียวเจี่ยนถือเป็นคนแรกที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษเช่นนี้!
ซูอี้ขอบคุณพวกเขาทีละคน และรับของขวัญเหล่านั้นมาทั้งหมด
จนกระทั่งหลังออกจากตำหนักเทพนภากระจ่าง เถี่ยเหวินจิ้งจึงกล่าวอย่างไม่อาจซุกซ่อนความตื่นเต้นไว้ “เซียวเจี่ยน เห็นหรือไม่ สำนักให้ความสำคัญต่อเจ้าอย่างยิ่งเลยนะ!”
“ยอดเขาไผ่วิญญาณนั่นเป็นหนึ่งในร้อยเก้ายอดเขาของสำนัก เดิมทีมีเพียงผู้อาวุโสที่มีสิทธิ์ปกครอง ทว่ายามนี้ เจ้าสำนักให้เจ้าอาศัยในยอดเขาไผ่วิญญาณเป็นข้อยกเว้น!”
สีหน้าของเถี่ยเหวินจิ้งเผยความปรีดา “ในภายหน้า เจ้าต้องฝึกฝนให้ดี อย่าให้ผิดความปรารถนาดีของเจ้าสำนักเล่า!”
ซูอี้แย้มยิ้ม ไม่ได้กล่าวอันใด
มีหรือเขาจะมิเห็นเจตนาแฝงเรื่องนี้?
เริ่มแรก ให้ผู้อาวุโสสามแสดงเป็นคนร้าย ก่อนที่ท้ายที่สุดก็มอบประโยชน์ให้เขาบ้าง เหมือนตบหัวแล้วลูบหลังกัน แสดงความเมตตาและอำนาจอย่างเท่าเทียม
มันก็แค่ซื้อใจให้เขาซาบซึ้ง จะได้เชื่อฟังบัญชา
ทว่าซูอี้ก็เห็นได้ว่า เถี่ยเหวินจิ้งดีใจแทนเขาอย่างแท้จริง
‘คนผู้นี้ดีจริงๆ’
ชายหนุ่มกล่าวในใจ
“ไปสิ ข้าจะพาเจ้าไปรับป้ายชื่อกับสิ่งของจำเป็น แล้วพาเจ้าเดินรอบสำนักด้วย”
เถี่ยเหวินจิ้งเสนอตนเป็นผู้นำทางให้ซูอี้อย่างกะตือรือร้น และซูอี้ก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มกลับไป