บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2206 ใช้อำนาจกดขี่
บทที่ 2206 ใช้อำนาจกดขี่
ท้องนภาปกคลุมด้วยเมฆาดำทะมึน ทำให้ภูเขาโล้นเทียนเอ้อปกคลุมในความมืด ดูคุกคามพิกล
ซูอี้และคณะของเขาเคลื่อนตัวผ่าน หลบเลี่ยงอันตรายมากมายตลอดทาง
มียอดเขาอันปกคลุมด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ห้าสี ซึ่งสามารถทะลวงผ่านท้องนภา ทิ่มแทงจิตวิญญาณทวยเทพได้เพียงพรมผ่าน
มีฝูงผีเสื้อกลางคืนสีเลือดซึ่งมีขนาดเท่าฝ่ามือ แต่หากถูกมันล้อมแล้ว กระทั่งเทพชั้นสูงก็ไม่อาจฝ่าพ้น ต้องถูกสูบเลือดจนกลายเป็นศพแห้งตาย
มีทั้งป่าโบราณอันเปี่ยมล้นด้วยพลังชีวิต กิ่งก้านสูงตระหง่าน ดูคล้ายเคลื่อนขยับแต่ก็คล้ายมิขยับ
ทว่าเมื่อเดินเข้าไป ป่าทึบแห่งนี้จะเคลื่อนไหว ปรากฏรากและกิ่งก้านไม้ดุจเส้นหนวดนับไม่ถ้วนทิ่มแทงสู่ร่างกายและจิตวิญญาณ ดูดกลืนทั้งพลังชีวิตและอำนาจของคนนอกเหล่านั้น!
ทั้งหมดนี้ล้วนอันตราย ประหลาดและน่าสะพรึงกลัว หากไม่ระวังตัว แม้กระทั่งเทพชั้นสูงก็ตายได้
แต่เห็นได้ชัดว่าหวงฉางถิงเตรียมตัวมาดี เขามีสมบัติลับประหลาดมากมายอยู่กับตัว และนำทุกคนออกจากอันตรายร้ายกาจเหล่านี้ได้โดยสวัสดิภาพ
ชั่วยามต่อมา
วูบ!
วงล้อหล่อสำริดในมือของหวงฉางถิงพลันสั่นสะท้าน และเข็มชี้ก็หมุนคว้าง ก่อนจะชี้ไปยังทิสทางขวามือตรงหน้าทุกผู้
หวงฉางถิงอดขำเบาๆ ไม่ได้ “น่าสนใจจริง นับตั้งแต่เข้ามาในภูเขาโล้นเทียนเอ้อ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เข็มทิศสวรรค์นำทางสัมผัสพลังปราณของ ‘อุบัติวาสนา’ ได้!”
ผู้คนล้วนใจชื้น
“รองหัวหน้าหอ จากที่ท่านว่ามา หรือจะมีวาสนาเลิศล้ำใดซ่อนอยู่ในบริเวณนี้ แล้วเข็มทิศสวรรค์นำทางจับได้?”
ดวงตาของเฉียนหู่รุ่มร้อน
เข็มทิศสวรรค์นำทางเป็นสมบัติประหลาดเลิศล้ำอันแยบยล มันเป็นหนึ่งใน ‘เก้าสมบัติล้ำเลิศแห่งสำนัก’ ของศาลเทพชิงอู๋ ซึ่งสามารถสัมผัสพลังปราณในสุญญะแล้วทำนายโชคลางได้
เข็มของเข็มทิศสวรรค์นำทางเปรียบสี่ทิศแทน ‘อุบัติวาสนา’ ‘หายนะ’ ‘มหาลาภ’ และ ‘วิปโยค’
เลิศล้ำเหลือคณา!
ยามเดินทางอยู่ในภูเขาโล้นเทียนเอ้อก่อนหน้านี้ หวงฉางถิงก็ใช้สมบัติประหลาดนี้ทำนายอันตรายมากมายที่หลบซ่อนอยู่
“ต้องเป็นเช่นนั้น”
หวงฉางถิงกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “แม้ปฏิบัติการในครั้งนี้ของเราจะอันตราย แต่ก็ต้องกล่าวว่ามาถูกที่! ไปดูกันหน่อยเถอะ”
ว่าแล้ว เขาก็นำคนทุกผู้ลงมือ
ไม่นานนัก แดนรกร้างดำทะมึนอันแผ่กระจายไปในขุนเขาได้ปรากฏสู่สายตา
เหนือแดนรกร้างนั้นมีเมฆาทมิฬลอยละล่อง บนพื้นโล้นเลี่ยนไร้หย่อมหญ้า ไร้ชีวิตใด
ในม่านหมอกสามารถเห็นได้ว่า ภายในแดนรกร้างนี้มีซากโบราณอยู่แห่งหนึ่ง
ภายในซากโบราณนั้นมีวิหารเต๋าซอมซ่อแห่งหนึ่งตั้งอยู่!
“ไฉนจึงมีวิหารเต๋าในที่อโคจรเช่นนี้?”
เฉียนหู่ประหลาดใจ “รองหัวหน้าหอ วาสนานั่นซ่อนอยู่ในวิหารเต๋าหรือ?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น”
หวงฉางถิงก้มมองเข็มทิศสวรรค์นำทาง
และเห็นว่าเข็มบนแป้นวงล้อกำลังสั่นระริก ชี้ตรงไปยังวิหารเต๋าท่ามกลางซากปรักหักพังไกลออกไป!
ทันใดนั้น หวงฉางถิงก็นำทุกผู้เข้าไปสู่แดนรกร้างสีดำ ทว่ายามที่เขาห่างจากวิหารเต๋าซอมซ่อแห่งนั้นเพียงพันจั้ง จู่ๆ หวงฉางถิงก็ชะงักไป
เมฆาทมิฬเหนือสรวงกดดันจิตใจผู้คน
โดยเฉพาะยามเข้าไปใกล้วิหารเต๋าซอมซ่อท่ามกลางซากโบราณ ทุกผู้ต่างรู้สึกใจสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก สันหลังเย็นวาบ
ดูราวกับว่าภายในวิหารเต๋าอันผุพังจะมีอันตรายถึงตายบางอย่างซ่อนอยู่
“รองหัวหน้าหอ ท่านแน่ใจหรือว่าที่นี่ซ่อนวาสนาไว้?”
เฉียนหู่กระซิบ
ชายคาวิหารเต๋าซึ่งอยู่ไกลๆ นั้นถล่มลงมา ซี่หน้าต่างผุแหลก กำแพงทั้งสี่ด้านปกคลุมด้วยโลหิตแห้งแดงคล้ำ
ประตูวิหารเต๋าปิดอยู่ และเหนือประตูแขวนระฆังทองแดงไว้ใบหนึ่ง เงียบสนิทไม่เคลื่อนไหว
ภาพนี้มิน่าแปลกนัก แต่ยามมองจากไกลๆ ก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจ หัวใจสั่นสะท้าน
“แน่นอน!”
หวงฉางถิงกล่าวเสียงห้วน
ทว่าสีหน้าของเขายิ่งเคร่งขรึมเช่นกัน
“เซียวเจี่ยน เจ้า……”
หวงฉางถิงหันไปมองซูอี้
แต่ก่อนจะทันกล่าวจบ ชายหนุ่มก็กล่าวขัดว่า “อยากให้ข้าดาบตายหน้าน่ะหรือ? ไม่มีทาง!”
เขาปฏิเสธตามตรง
สีหน้าของหวงฉางถิงพลันคล้ำเครียด กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้ากล้าขัดคำสั่งหรือ!?”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “เรามายังภูเขาโล้นเทียนเอ้อเพื่อหาร่องรอยเป้าหมาย ไม่ใช่เพื่อช่วยเจ้าแสวงหาโอกาส การที่ข้าปฏิเสธคำสั่งนี้ สำนักย่อมไม่ว่าอันใดหรอก”
“เจ้า……”
หวงฉางถิงเดือดดาลหน้าบิดเบี้ยว กล่าวชัดทีละคำ “ข้าให้เจ้าไป เจ้าก็ต้องไป! หากกล้าขัดขืน ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้เลย!”
เฉียนหู่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เซียวเจี่ยน เรื่องการสำรวจวิหารเต๋านี้เกี่ยวข้องกับการสืบสวนหาเป้าหมาย และหากเจ้าไม่ฟังคำสั่งรองหัวหน้าหอ เจ้าก็ขัดต่อกฎสำนักนะ! หากมิอยากตายก็ลงมือเสียเดี๋ยวนี้!”
เทพตระเวนราตรีอีกสามคนเหลือบมองซูอี้อย่างเห็นใจ
พวกเขาเห็นได้แต่แรกว่าหวงฉางถิงจงใจหาเรื่องซูอี้!
ใช้อำนาจกดขี่!
ชายหนุ่มมองหวงฉางถิงและเฉียนหู่ ก่อนจะเดินไปยังวิหารเต๋าจากไกลๆ โดยไม่พูดจา
“นับว่าเจ้ายังพูดจารู้เรื่อง!”
เฉียนหู่แค่นยิ้มอย่างแสนลำพอง
หวงฉางถิงถ่มน้ำลายพลางกล่าว “เป็นผู้ดูแลแต่กล้าขัดวาจาข้า น่าสั่งสอนนัก! หากยังกล้าปฏิเสธข้าอีก ข้ารับปากจะถลกหนังให้เขาไปนั่งสำนึกผิดเสีย!”
เขาไม่ได้ลดน้ำเสียง เห็นได้ชัดว่าไม่คิดมากหากซูอี้จะได้ยิน
หรือก็คือ จงใจค่อนแคะซูอี้นั่นเอง
เทพตระเวนราตรีทั้งสามล้วนเงียบวจี พวกเขาลอบทอดถอนหายใจ นี่แหละหนา อำนาจสั่งการ กดขี่กันเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะกล้าขัดขืน?
ไกลออกไป ซูอี้เยื้องย่างไปเบื้องหน้าอย่างเรียบเฉย สีหน้าราบเรียบ ทว่าในดวงตาของเขากลับปรากฏจิตสังหาร
ระหว่างทางเดินเข้าสู่ซากโบราณจนถึงประตูวิหารเต๋า ไร้อันตรายใดๆ
ทว่ายามซูอี้เงยหน้าขึ้นมองระฆังทองแดงซึ่งแขวนเหนือประตูวิหาร เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เหง่งหง่าง!
ระฆังทองแดงแตกๆ นั่นส่งเสียงเสียดแก้วหูออกมา
จิตวิญญาณทุกคนที่อยู่ไกลออกไปสั่นสะท้าน ร่างไหวระริกดุจถูกค้อนหนักกระหน่ำทุบ
เทพตระเวนราตรีทั้งสามซึ่งมีการฝึกฝนต่ำที่สุดถึงกับตาพร่า ศีรษะมึนงง
และในสายตาของพวกเขา ประตูวิหารก็ดูเหมือนมีชีวิต เปิดอ้าออกเหมือนปากสีแดงสด ฮุบเซียวเจี่ยนซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าหายเข้าไปในฉับพลัน
ทุกผู้พลันเปลี่ยนสีหน้า ความครั่นคร้ามทะยานสูง
เมื่อมองไปอีกครั้ง ประตูวิหารเต๋าก็ปิดสนิท ระฆังทองแดงเงียบกริบ กระทั่งเสียงระฆังก็สิ้นสลาย สรรพสิ่งหวนคืนเช่นกาลก่อน
ทว่าไร้เงาของเซียวเจี่ยนแล้ว!
“นี่… คงไม่ได้เกิดเรื่องกับผู้ดูแลเซียวแล้วกระมัง?”
เทพตระเวนราตรีผู้หนึ่งละล่ำละลัก
“ใครจะรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น”
เฉียนหู่ขมวดคิ้ว “แต่ดูเหมือนว่า…คงเกิดบางอย่างขึ้นกับเซียวเจี่ยนแล้ว!”
“แปลกจริง นี่เป็นสถานที่อุบัติวาสนาแท้ๆ ไฉนจู่ๆ เรื่องเลวร้ายเช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้?”
สีหน้าของหวงฉางถิงคล้ำเครียด
เมื่อเกิดสิ่งใดขึ้นกับเซียวเจี่ยน เขาก็ไม่อาจพ้นความผิด หากสำนักไต่ถาม เขาก็ไม่อาจหลบทัณฑ์ได้
ทว่า……มันก็แค่นั้น!
หวงฉางถิงแน่ใจว่าทั้งเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสามจะไม่ถือโทษพวกเขามากนักหรอก
“รองหัวหน้าหอ เราจะไปช่วยผู้ดูแลเซียวหรือไม่เจ้าคะ?”
สตรีผู้หนึ่งอดถามมิได้
นางเป็นสตรีผู้เดียวในหมู่สามเทพตระเวนราตรี มีนามว่าฉู่ปี้
ทันใดนั้น เฉียนหู่แค่นหัวเราะ “ช่วยเขา? มีอันใดให้ช่วย? วิหารเต๋านั่นเป็นสถานที่อันตรายร้ายแรง หากเราไปแล้วตายกันหมดขึ้นมาเล่า?”
“แต่……”
ขณะที่ฉู่ปี้กำลังจะกล่าวอะไรนั้นเอง นางก็ถูกหวงฉางถิงกล่าวขัดขึ้นเสียก่อน
“ฉู่ปี้ พวกเราล้วนอยากช่วยเหลือผู้ดูแลเซียว แต่ที่นี่อันตรายเกินไป เราต้องออกไปโดยเร็วที่สุด!”
ทันทีที่เขากล่าวถึงตรงนี้ เข็มทิศสวรรค์นำทางในมือของหวงฉางถิงพลันสั่นสะท้านรุนแรง ก่อนที่เข็มจะหมุนหวือรวดเร็วไปหยุด ณ ทิศของ ‘วิปโยค’
ทันใดนั้น เหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากของหวงฉางถิง สีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล
เข็มทิศสวรรค์นำทางสามารถทำนายวาสนา หายนะ มหาลาภและวิปโยคได้
ในหมู่พวกมัน หายนะนั้นหลบเลี่ยงได้
แต่หากบังเกิด ‘วิปโยค’ ขึ้น หมายความว่าต้องมีหายนะหลั่งเลือดเป็นแน่!!
“ถอนตัว หนีออกจากที่นี่!”
หวงฉางถิงตะโกนลั่นและหนีไปกับทุกผู้
ตู้ม!
ศรเงินดอกหนึ่งผ่าเวหาพุ่งเข้าใส่หวงฉางถิง
หวงฉางถิงพุ่งหนีเร็วจี๋ ใช้คันฉ่องทองแดงใบหนึ่งหยุดศรนี้ไว้ได้ฉิวเฉียด
ทว่าร่างของเขาก็ถูกฟาดกระเด็น กระอักเลือดออกจากปาก
เมื่อพวกเฉียนหู่เห็นเช่นนี้ พวกเขาต่างตกตะลึงและระแวดระวังขึ้นมาทันที
และยามนี้เองที่พวกเขาเห็นเงาร่างสิบกว่าคนปรากฏขึ้นจากไกลๆ
ผู้นำเป็นชายชราในอาภรณ์สีม่วง รอบกายเปล่งรัศมีเทพสีเลือด
ในมือของเขาถือคันธนูกระดูกขาวอัปลักษณ์คันหนึ่งไว้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศรดอกเมื่อครู่เป็นฝีมือของชายชราชุดม่วงผู้นี้
“เนี่ยอู๋ซิว!”
หวงฉางถิงเดือดดาลจนหน้าบิดเบี้ยว “พวกเจ้าสุขาวดีมารธุลีชาดกล้ามาลอบโจมตีพวกข้า ไม่กลัวถูกล้างแค้นหรือไร?”
เขาจำได้ทันทีว่าชายชราชุดม่วงเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งจากสุขาวดีมารธุลีชาด มีนามว่าเนี่ยอู๋ซิว
เป็นเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาผู้หนึ่ง!
ชายชราชุดม่วงเนี่ยอู๋ซิวที่อยู่ไกลออกไปเสสรวล “เจ้าน่าจะรู้แก่ใจนะว่า หากเมื่อครู่ข้าคิดจะฆ่าเจ้า เจ้าจะไม่อาจหยุดศรดอกนั้นได้เลย”
สีหน้าของหวงฉางถิงมองแทบไม่ได้ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้
เพราะเนี่ยอู๋ซิวแข็งแกร่งพอจะทำเช่นนั้นได้จริงๆ!
“เจ้าจะทำอันใด?”
หวงฉางถิงสูดหายใจลึกๆ และกล่าวเสียงเข้มว่า “ไม่ใช่ว่าเจ้าจะอยากหาเรื่องกันโดยไร้เหตุผลกระมัง?”
“แน่นอนว่าไม่”
เนี่ยอู๋ซิวชี้ไปยังวิหารเต๋าอันผุพังจากไกลๆ “ช่วยข้าหน่อยสิ ไปวิหารเต๋านั้นแล้วสำรวจทางกับเราที”
หวงฉางถิง เฉียนหู่และคนอื่นๆ ต่างผงะไป ก่อนจะเดือดดาลทันที
คนเหล่านี้คิดจะให้พวกเขาเสี่ยงชีวิต!!
“หากปฏิเสธ อย่าโทษเราที่เสียมารยาทเชียว” เนี่ยอู๋ซิวลูบคันธนูใหญ่ทำจากกระดูกขาวในมือ ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา “อ้อ ข้าลืมบอกอีกเรื่องหนึ่ง ในที่ราบทมิฬบริเวณนี้ สมบัติลับขอความช่วยเหลือใดๆ ล้วนไร้ผล หากไม่เชื่อก็ลองดูได้เลย”
อันใดนะ!?
หวงฉางถิง เฉียนหู่และคนอื่นๆ หน้าเสีย
พวกเขาฝากความหวังไว้กับยันต์สารขอความช่วยเหลือที่มีติดตัว และหากเกิดอันตรายต่อชีวิต ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองซึ่งประจำอยู่ด้านนอกภูเขาโล้นเทียนเอ้อจะเข้ามาช่วยพวกเขาก่อนใคร
แต่หากยันต์สารขอความช่วยเหลือมิอาจใช้ได้……
ก็จบสิ้นสมบูรณ์!!
“ข้าจะนับถึงสาม หากไม่ตกลง ข้าก็ไม่ถือหากจะต้องต้อนพวกเจ้าเข้าวิหารเต๋านั่นเหมือนฝูงสัตว์”
น้ำเสียงของเนี่ยอู๋ซิวเย็นเยียบ แข็งกร้าวยิ่งนัก และออกประกาศิตสั่งตายทันที
ข้างกายเขา เทพปีศาจจากสุขาวดีมารธุลีชาดทั้งหลายล้วนจับจ้องพวกหวงฉางถิงอย่างเย็นชา สายตาเปี่ยมความโหดร้ายและเย้าเยาะ