บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2210 ช่วยคน ตกปลา วางกับดัก
บทที่ 2210 ช่วยคน ตกปลา วางกับดัก
ฟ้าดินรวนเร ปราณทำลายล้างสะท้านสะเทือน
ซูอี้เดินไปตลอดทาง และเห็นร่างเทพผู้หนีหัวซุกหัวซุนได้เป็นครั้งคราว
พวกเขาล้วนแต่เป็นยอดฝีมือจากกลุ่มเต๋ามากมาย และพวกเขาเองก็เข้ามาในภูเขาโล้นเทียนเอ้อเพื่อหาร่องรอยของลั่วชิงตี้เหมือนกับพวกซูอี้
ทว่าเมื่อบังเกิดศึกใหญ่นั้นขึ้นในยามนี้ ทวยเทพเหล่านี้จึงต้องถอนตัวทั้งหมด
เปรี้ยง!
เหนือท้องนภา อสนีบาตวูบไหว รุ้งทิพย์เคลื่อนทะยาน
มันคือผลกระทบจากศึกอันดุเดือดระหว่างตัวตนระดับจอมเทพ มันแผ่รัศมีทำลายล้างออกมา บดขยี้ยอดเขาตามๆ กัน
ไม่อาจทราบว่าตัวตนร้ายกาจที่ซุ่มซ่อนอยู่ในหุบเขาต้องตกตายอย่างน่าเวทนามากมายเพียงไร
ทวยเทพบางคนซึ่งกำลังอพยพก็ประสบกับผลกระทบไปด้วย บ้างบาดเจ็บสาหัส บ้างตกตายอย่างอนาถทันที!
ซูอี้เมินเฉยต่อเรื่องเหล่านี้
เขาเคลื่อนกายอย่างรีบเร่ง หลีกเลี่ยงหายนะต่างๆ ระหว่างทางและเข้าไปใกล้จุดเกิดสงครามนั้นเรื่อยๆ
ยิ่งเข้าใกล้ เขายิ่งเห็นชัดว่ามหาพฤกษาตระหง่านเสียดนภานั้นใหญ่โตเพียงไร มันเหมือนเป็นบรรพตศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ เชื่อมต่อระหว่างฟ้าดิน กิ่งก้านนับหมื่นแสนร่ายรำบ้าคลั่งดุจธารดารานับพันหมื่นเคลื่อนระบำ ปลดปล่อยอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดออกมา
“มหาพฤกษาที่อย่างน้อยก็อยู่ในระดับจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า!?”
ซูอี้ตกตะลึงในใจ ใครเล่าจะกล้าคิดว่าข้างในภูเขาโล้นเทียนเอ้อ จะยังมีตัวตนน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ซุกซ่อนอยู่อีก?
ไม่ใช่สิ!
ทันใดนั้นซูอี้ก็ขมวดคิ้ว
เขาพบว่าเบื้องหลังมหาพฤกษานี้มีอำนาจมิติเวลาพลุ่งพล่านอยู่
แท่นบูชาสร้างจากกระดูกแท่นหนึ่งลอยอยู่ใกล้ๆ อำนาจมิติเวลานั้น
ซูอี้พลันตระหนักว่ามหาพฤกษาลึกลับนั่นไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนี้!
แท่นบูชากระดูกขาวที่มันปกป้องไว้เบื้องหลัง แท้จริงคือเขตหวงห้ามมิติเวลาซึ่งก็คือพิกัดบอกตำแหน่งมิติเวลาแห่งหนึ่ง!
ทั้งหมดนี้เหมือนกับวิหารเต๋ารกร้างที่แดนรกร้างสีดำนั้นทุกประการ
ความแตกต่างมีอยู่เพียงผู้พิทักษ์แท่นบูชากระดูกขาวนั้นไว้คือมหาพฤกษาลึกลับ!
‘หงไท่อวี่กล่าวไว้ไม่ผิด ภายในภูเขาโล้นเทียนเอ้อยังมีเขตหวงห้ามมิติเวลาอีกสองแห่งจริงๆ และแท่นบูชากระดูกขาวที่มหาพฤกษานี้คุ้มกันก็เป็นหนึ่งในนั้น’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาพอจะตัดสินได้แล้วว่ามีใครบางคนหลงเข้ามาในเขตหวงห้ามมิติเวลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของแท่นบูชากระดูกขาวแล้วส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ จอมเทพเหล่านี้จึงแห่กันเข้ามาช่วย
จากนั้นจึงเกิดมหาศึกกับพฤกษายักษ์ซึ่งพิทักษ์ใกล้ๆ แท่นบูชากระดูกขาวอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง!
กล่าวคือ ยอดฝีมือเหล่านี้ซึ่งเดิมมาตรวจหาร่องรอยของลั่วชิงตี้ ขณะนี้ถูกดึงดูดมายังพฤกษายักษ์เร้นลับนี้แล้ว
กล่าวได้ว่าโลกหล้าไร้จีรัง แผนการไม่อาจรับความเปลี่ยนแปลงได้
‘หากลั่วชิงตี้ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาโล้นเทียนเอ้อ ข้าก็เกรงว่าเขาคงถูกมหาศึกครั้งนี้ทำให้ตื่นตัวเช่นกัน ทว่ายามนี้เขาซ่อนอยู่หนใดเล่า?’
ซูอี้ครุ่นคิด
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็ตระหนักว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง
ในเมื่อจอมเทพเหล่านั้นมาจัดการกับลั่วชิงตี้ ไฉนพวกเขาจึงต้องสู้กับมหาพฤกษาลึกลับนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายด้วย?
ซูอี้ขมวดคิ้ว
ในสนามรบมีจอมเทพสิบกว่าคนลงมือร่วมกัน ผู้อ่อนแอที่สุดเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นห้า
ส่วนผู้แข็งแกร่งที่สุดเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นแปด!
ยามต่อสู้กับพฤกษาเทพนี้อย่างดุเดือด แม้จอมเทพทั้งหลายจะร่วมมือโจมตี พวกเขาก็หามีความได้เปรียบไม่
ในทางกลับกัน จอมเทพผู้อ่อนแอสักหน่อยกลับถูกโจมตีบาดเจ็บ!
เพราะถึงอย่างไร นี่ก็คือพฤกษาเทพซึ่งมีอำนาจเทียบเท่าจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า!
หากไม่ใช่ว่ามันต้องพิทักษ์แท่นบูชากระดูกขาวจนมิกล้าขยับเขยื้อนไปไหน ด้วยอำนาจของพฤกษาเทพนั้นก็เพียงพอสังหารจอมเทพเหล่านั้นได้!!
ซูอี้หยุดฝีเท้า มองมหาศึกซึ่งกำลังดำเนินอยู่ไกลๆ แล้วขบคิดอย่างลึกซึ้ง
เขาสัมผัสได้รางๆ ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล!
“บัดซบ!!”
ทันใดนั้น เสียงตะโกนอย่างโกรธเคืองก็ดังขึ้น
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เห็นร่างคุ้นตาร่างหนึ่งถูกกิ่งพฤกษาเทพหวดทลายอำนาจคุ้มกาย ร่างแทบแหลกระเบิด ปลิวกระเด็นหัวทิ่มหัวตำทันที
ร่างนั้นคือผู้อาวุโสสูงสุดหรงเยว่แห่งศาลเทพชิงอู๋!
เขาเป็นชายชราร่างเล็กบาง ใบหน้าอ่อนเยาว์ เส้นผมหงอกขาว และก่อนจะเข้ามาในภูเขาโล้นเทียนเอ้อ หวงฉางถิงก็ได้พาพวกซูอี้ไปทักทายผู้อาวุโสสูงสุดหรงเยว่ และลี่ซานหมิง ผู้อาวุโสสูงสุดอีกคน
ซูอี้รู้สึกว่าลี่ซานหมิงนั้นลึกล้ำอย่างยิ่ง และเห็นได้ชัดว่ามีความคิดเห็นแตกต่างต่อตัวเขา
ส่วนหรงเยว่นั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ทั้งอบอุ่นและเฉยชา
เปรี้ยง!!
ร่างเปื้อนเลือดของหรงเยว่กระแทกเข้ากับขุนเขาห่างออกไป บางทีอาจเพราะเขาบาดเจ็บสาหัสเกินไป จึงมิอาจลุกขึ้นได้ในชั่วขณะนั้น
และระยะทางนั้นก็ไม่ได้ไกลจากซูอี้เท่าไร
‘ซ้ำให้ตายเสียดีหรือไม่?’
ซูอี้คิดในใจ
แล้วเขาก็ทิ้งความคิดนี้ไปทันที
หากทำเช่นนี้ จอมเทพคนอื่นๆ ย่อมต้องสังเกตเห็นทันที และยามนั้น ตัวตนของเขาจะต้องถูกเปิดเผย ไม่อาจกบดานในศาลเทพชิงอู๋ได้อีกต่อไปในภายหน้า
‘อืม… ช่วยเจ้าเฒ่านี่แลกผลงานชั้นหนึ่งของสำนักสักหน่อยก็ไม่เลว’
ความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นในใจซูอี้
วิธีเลื่อนตำแหน่งที่รวดเร็วที่สุดในสำนักคือใช้ผลงานชั้นหนึ่ง
ในความเห็นของซูอี้ หากเขาฉวยโอกาสนี้ช่วยเหลือหรงเยว่ สำนักต้องให้ผลงานชั้นหนึ่งกับเขาแน่!
เมื่อคิดเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ย่องเข้าไปทันที
แดนดินรอบๆ จุดที่เขาอยู่นี้ถือว่าใกล้กับสนามรบแล้ว และผลกระทบของศึกก็แผ่ไพศาลไปทั่วทุกแห่งหน
ในศึกอันดุเดือดระดับจอมเทพ เทพทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้เลย
“เซียวเจี่ยน ไฉนเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้?”
หรงเยว่เห็นซูอี้จากไกลๆ และอดขมวดคิ้วมิได้
เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ร่างโชกเลือดแทบแหลกสลาย รูปลักษณ์สะบักสะบอมอย่างยิ่ง
ยามมองตาเปล่าก็เห็นได้ว่ามีอำนาจกฎเกณฑ์สีทองประหลาดกำลังชอนไชดุจไส้เดือน ปลดปล่อยอำนาจทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวกัดกินพลังชีวิตในร่าง
แม้หรงเยว่จะพยายามฝืนต้านทานอย่างสุดกำลัง เขาก็ไม่อาจหยุดบาดแผลไม่ให้เลวร้ายลงกว่าเก่า
กฎเกณฑ์ประหลาดสีทองนั่นมาจากพฤกษาเทพ!
เพราะเช่นนี้เอง หรงเยว่ในขณะนี้จึงอยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง และเสียอำนาจต่อสู้ไปแล้ว!
“ก่อนหน้านี้ ศิษย์อยู่ในละแวกใกล้เคียงและกำลังจะอพยพ แต่เมื่อเห็นผู้อาวุโสสูงสุดต่อสู้ยิบตา จึงไม่ได้ไปไหน”
ซูอี้โกหกหน้าตาย และเดินเข้ามากล่าวกับหรงเยว่ที่ข้างกายว่า “ผู้อาวุโสสูงสุด ข้าจะพาท่านไปด้วย!”
หรงเยว่อดซาบซึ้งมิได้ และกล่าวอย่างโล่งใจ “เด็กดี! หายากนักที่เจ้าจะไม่ลืมช่วยเหลือข้ายามคับขัน มิเลว มิเลวจริงๆ!”
เขาประทับใจจริงแท้
ก่อนหน้านี้ เขาจวนจะสิ้นหวังหมดแรงใจ คิดว่าวันนี้คงมิอาจไปจากที่นี่ได้เสียแล้ว
ใครเล่าจะคิดว่าขณะทุกความคิดกำลังแผดเผา เซียวเจี่ยนจะปรากฏตัวขึ้นอย่างเกินคาดฝัน!
“ผู้อาวุโสสูงสุดกำลังลำบาก ศิษย์อย่างข้าจะอยู่เฉยได้เช่นไร?”
ว่าแล้ว ซูอี้ก็ใช้เรือสมบัติลำหนึ่ง วางร่างของหรงเยว่ไว้ภายใน แล้วขับมันทะยานจากไปทันที
ตู้ม!
ผลกระทบของศึกกวาดกระหน่ำเยี่ยงพายุ ฟาดเรือสมบัติกระเด็นไปทันที
เรือสมบัติแทบแหลกสลาย
ซูอี้ผู้กำลังเคลื่อนเรือสมบัติส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ
“เซียวเจี่ยน เจ้าเป็นอันใดหรือไม่?”
สีหน้าของหรงเยว่พลันแปรเปลี่ยน
เขาเห็นได้ว่ามีเลือดหยดจากมุมปากซูอี้ ใบหน้าของเขาซีดขาว
“ไม่เป็นไรขอรับ”
ซูอี้สูดหายใจลึกๆ และขับเรือสมบัติอย่างสุดกำลัง
ทั้งหมดนี้ย่อมไม่พ้นการเล่นละคร
ชายหนุ่มในยามนี้เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตสรรค์สร้าง เขาจึงไม่อาจทำตัวเด่นสะดุดตามากจนเกินไปได้ หาไม่ ด้วยประสบการณ์ของเจ้าเฒ่าระดับจอมเทพอย่างหรงเยว่ อีกฝ่ายจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้ทันที
ระหว่างทางนี้อันตรายมาก และผลกระทบจากมหาศึกก็เลวร้ายนัก ทำให้เรือสมบัติประหนึ่งละล่องเหนือมหาสมุทรคลั่ง อันตรายจวนเจียนพังทลายได้ทุกขณะ
ภาพนี้ทำให้หรงเยว่หลั่งเหงื่อเย็นเฉียบ หัวใจจุกที่ลำคอ
โชคดีที่ท้ายที่สุด ตัวเขาก็หนีไปได้ไกลจากโลกหล้าอันปั่นป่วนด้วยศึกสงคราม
สิ่งนี้ทำให้ชายชราโล่งใจอย่างสมบูรณ์
แต่ยามสังเกตเห็นว่าบาดแผลของตนยังคงย่ำแย่ลงเรื่อยๆ สีหน้าของเจ้าตัวพลันปรากฏเค้าความขมขื่นขึ้นมา
“ผู้อาวุโสสูงสุด เป้าหมายที่เราต้องจัดการครานี้คือพฤกษาเทพนั่นหรือขอรับ?”
ซูอี้โพล่งถาม
“มิใช่หรอก”
หรงเยว่พึมพำ “ป่านนี้แล้ว ข้าคงไม่ต้องซ่อนจากเจ้าอีกก็ได้ ที่กลุ่มเต๋ายักษ์ใหญ่ทั้งหลายร่วมมือในหนนี้ สิ่งที่ต้องการหามิใช่ผู้ช่วยข้างกายซูอี้ผู้นั้นเลย”
ซูอี้ผงะไป “มิใช่คนผู้นั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว ที่จริงแล้ว นี่เป็นแผนจัดการกับคนบาปซูอี้!”
หรงเยว่อธิบาย “ฉากหน้า เราเหมือนคิดจะจับตัวอารักษ์ข้างกายซูอี้ ทว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงเหยื่อล่อ เพื่อลวงซูอี้มายังภูเขาโล้นเทียนเอ้อนี้ต่างหาก”
ซูอี้กล่าวขึ้นทันควัน “อย่างนี้นี่เอง”
หัวใจของเขาปั่นป่วน ในที่สุดก็ตระหนักว่ามีสิ่งใดผิดเพี้ยน
ก่อนหน้านี้เขาเกือบถูกต้มเสียเปื่อย นึกว่าลั่วชิงตี้ถูกไล่ล่าอยู่ในเขตหวงห้ามแห่งนี้ ทว่าแท้จริง นี่เป็นแผนการร่วมของขุมกำลังใหญ่เหล่านั้นต่างหาก!!!
เป็นแผนตกปลาที่รอเขามาติดเบ็ด!!
เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ซูอี้ก็อดลิงโลดมิได้ โชคดีที่เขาในครานี้มาในฐานะสมาชิกศาลเทพชิงอู๋
และไม่มีผู้ใดสงสัยเขา
หาไม่ เขาคงถูกต้มเปื่อยแน่แท้!
ทว่าซูอี้ไม่ได้ยินดีอย่างแท้จริง
เดิมทีเขาคิดว่า ครานี้จะได้พบลั่วชิงตี้ แต่ยามนี้ดูเหมือนว่า……จะเป็นไปไม่ได้
“เจ้าก็รู้ว่าไม่กี่เดือนก่อน ซูอี้ผู้นั้นลอบเข้ามาในทวีปเทพอัคคีทักษิณ ทว่าไร้ผู้ใดหาร่องรอยของเขาพบจนวันนี้”
หรงเยว่กล่าว “ดังนั้นขุมกำลังหลักของเราจึงร่วมมือสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมา ตั้งใจจะจับตัวเขาในภูเขาโล้นเทียนเอ้อนี้ แต่ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าก่อนซูอี้ผู้นั้นจะทันปรากฏตัว อุบัติเหตุหนึ่งก็เกิดขึ้นเสียก่อน”
ซูอี้กล่าว “ผู้อาวุโสสูงสุดกำลังพูดถึงพฤกษาเทพนั่นอยู่หรือขอรับ?”
“ไม่ผิด”
หรงเยว่เผยความครั่นคร้าม “มันเป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันไม่ใช่ของยุคสมัยนี้ และแท่นบูชากระดูกขาวที่มันพิทักษ์อยู่ แท้จริงก็คือพิกัดมิติเวลาแห่งหนึ่ง!”
“ยามยุคตำนานทมิฬเปิดฉากในภายหน้า พฤกษาเทพนั่นและขุมกำลังเบื้องหลังมันจะข้ามมาปรากฏสู่โลกหล้าผ่านแท่นบูชากระดูกขาว!”
ว่าแล้ว สีหน้าของเจ้าตัวพลันเผยความกังวล
“แต่ในเมื่อพฤกษาเทพนั่นทรงพลังเพียงนั้น ไฉนผู้อาวุโสสูงสุดจึงยังไปสู้กับมันอีกหรือ?”
ซูอี้งุนงง “เพราะถึงอย่างไร เป้าหมายหนนี้ก็มิใช่พฤกษาเทพนั่นสักหน่อย”
“นั่นก็เพราะการปรากฏของตัวแปรนี้อยู่เหนือความคาดคิดของทุกคน แต่ถึงอย่างไรมันก็เกิดขึ้นแล้ว ทุกคนจึงตั้งใจจะล่อซูอี้มาด้วยการสร้างสถานการณ์ตะลุมบอนกับมหาพฤกษานั่น”
ชายชรากล่าวว่า “การสร้างสถานการณ์ลวงจะทำให้ซูอี้เข้าใจผิด คิดว่าเราพบอารักษ์วิถีของเขาแล้ว และจะติดกับอย่างแน่นอน”
เมื่อซูอี้ได้ยินเช่นนี้ เขาก็อดลอบสูดหายใจเฮือกมิได้ ไอ้แก่พวกนี้หาดีไม่ได้สักคนจริงๆ!
มิต้องคิดก็รู้ได้ หากเขาคิดว่าลั่วชิงตี้อยู่ในภูเขาโล้นเทียนเอ้อนี้แล้วสำรวจต่อไป ขอเพียงลงมือทำสิ่งใดที่ไม่สอดคล้องกับฐานะของตน เขาก็จะถูกเจ้าเฒ่าเหล่านี้มองออกทันที!!