บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2212 หวั่นเยว่ ชิงเหมย
บทที่ 2212 หวั่นเยว่ ชิงเหมย
เจ้าสำนักออกคำสั่งว่าจะตกรางวัลให้แก่เซียวเจี่ยน!
ทว่าเขาก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งให้กับเซียวเจี่ยนแต่อย่างใด
เหตุการณ์นี้……ได้สร้างเสียงฮือฮามากมายในสำนัก
ศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งหลายล้วนรู้สึกไม่ยุติธรรมและไม่พอใจแทนชายหนุ่ม
ทวยเทพเหมือนเซียวเจี่ยนบางคนก็รู้สึกเย็นยะเยือก
ใครเล่าจะไม่งุนงง แม้ผลงานจะล้ำเลิศเพียงนี้ ตัวคนกลับยังถูกกดขี่จนไม่อาจเลื่อนตำแหน่งได้?
ผู้เฒ่าบางคนเองก็ประหลาดใจเช่นกัน
เจ้าสำนักมักกระทำการโดยไร้ช่องโหว่เสมอ เขาจะให้รางวัลเซียวเจี่ยนอย่างขอไปทีเช่นนี้ได้อย่างไร?
เขาไม่รู้หรือว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดความไม่พอใจทั่วทั้งสำนัก และจะมีคนมากมายรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมต่อเซียวเจี่ยน?
แน่นอนว่ายังมีผู้คนมากมายลำพองใจ
“เซียวเจี่ยนผู้นี้เป็นเพียงสมาชิกใหม่ แต่กลับเด่นดังเหลือเกินในหนึ่งเดือนนี้ ภัยคุกคามแข็งแกร่งเช่นนี้ หากไม่กำราบเสียจะใช้ได้ที่ไหนกัน?”
“ตกรางวัลอย่างงามให้แก่เขาย่อมได้ แต่ไม่มีทางเลื่อนตำแหน่งเขาได้หรอก เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้มาใหม่ การเลื่อนตำแหน่งเร็วเกินไปก็ไม่อาจทำให้สาธารณชนเชื่อสนิทใจได้!”
……สรุปก็คือ เรื่องการตกรางวัลให้แก่เซียวเจี่ยนนั้นเป็นที่รู้กันดีในศาลเทพชิงอู๋
วันเดียวกันนั้น ผู้อาวุโสสามขู่เจินออกมากล่าวด้วยตัวเองว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนตำแหน่งของเซียวเจี่ยน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าสำนักแต่อย่างใด
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก เพราะเซียวเจี่ยนมีการฝึกฝนเพียงขอบเขตสรรค์สร้าง และเพิ่งเข้าร่วมกับสำนัก ตามกฎสำนักนั้น เขาย่อมไม่เหมาะสมจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าหอ
ทว่าตำแหน่งรองหัวหน้าหอตระเวนราตรี ซึ่งวางอยู่นั้นจะถูกคงไว้เพื่อรอคอยชายหนุ่มเสมอ
หลังจากเขาบรรลุวิถีและคุ้นชินกับเรื่องราวภายในสำนักในภายภาคหน้า เขาจะเลื่อนตำแหน่งให้อีกฝ่ายเป็นรองหัวหน้าหอตระเวนราตรีเอง
ด้วยคำพูดนี้ของขู่เจิน ทำให้เสียงเรียกร้องอย่างไม่พอใจมากมายพลันสลายไป
แต่ก็ยังมีคนมากมายที่รู้สึกไม่ยุติธรรมแทนซูอี้อยู่ดี
“หากข้าเป็นผู้ดูแลเซียว สร้างผลงานยิ่งใหญ่แล้วมาถูกกระทำเช่นนี้ คงได้ถอดใจเป็นแน่!”
มีผู้กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
“น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก หากผู้ดูแลเซียวรู้เข้า ในใจเขาต้องอึดอัดเสียใจเพียงไร?”
บางผู้รู้สึกสงสารซูอี้เนื่องจากเห็นใจ
“ข้าก็นึกว่าเจ้าสำนักกระทำการไม่ยุติธรรม แต่ทุกสิ่งกลับเป็นความคิดของผู้อาวุโสสาม!”
หลายคนมุ่งเป้าโทสะไปที่ขู่เจิน
ทว่า……
ไม่ว่าพวกเขาจะโมโห ไม่พอใจและเห็นใจซูอี้เพียงไร ก็ไร้ผู้กล้าทำเรื่องใดผิดปกติ
เถี่ยเหวินจิ้งเองก็เช่นกัน
เขาเข้าพบเจ้าสำนักด้วยตนเอง และคำตอบที่เขาได้รับก็ชวนหนาวสะท้านและผิดหวังสำหรับเขาเช่นกัน
เขาไม่มีหน้าจะไปพบซูอี้ด้วยซ้ำ
และสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ ซูอี้ทำเพียงแย้มยิ้มไม่สนใจ
เปลี่ยนตำแหน่งไป จะได้สิทธิประโยชน์และอำนาจสั่งการเพิ่มมาเพียงไร?
หากขู่เจินยังเป็นหัวหน้าหอตระเวนราตรี การที่เขาได้เป็นรองหัวหน้าหอตระเวนราตรี ก็คงจะยังถูกอีกฝ่ายกดขี่ได้อยู่ดี
ทว่าซูอี้ไม่ได้คาดคิดเลยว่า เรื่องการปฏิเสธไม่เลื่อนตำแหน่งให้เขาจะเป็นความคิดของขู่เจิน
แต่เรื่องทั้งหมดนี้หามีความหมายไม่
เรื่องสำคัญคือหลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไป โทสะในใจผู้คนมากมายได้ถูกจุดขึ้นแล้ว พวกเขาต่างเริ่มตั้งแง่กับวิธีการของเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสาม!
และตัวเขาก็กลายเป็นผู้ที่ต้องโศกเศร้าเสียใจที่สุด
แค่นั้นก็เพียงพอ
‘ในเมื่อถูกมองว่าถูกเอาเปรียบ ก็แสร้งทำตัวเศร้าๆ สักหน่อยแล้วกัน ช่วงเวลาต่อจากนี้มุ่งแต่ฝึกฝนไปก่อน’
ซูอี้กล่าวในใจ
วันเดียวกันนั้น ชายหนุ่มไปรับรางวัลอย่างท่วมท้นจากเจ้าสำนักที่โถงใหญ่สมบัติสวรรค์
มีโอสถเทพนับร้อย ทองเทพอมตะสามร้อยชิ้น และสารพัดวัตถุดิบเทพมากมาย
นอกจากนั้นยังมีโอสถเยียวยาสิบขวด!
เขาเห็นได้ว่ารางวัลเช่นนี้มากมายจริงแท้ ไม่ได้ตระหนี่เลย
“เฮ้อ ทำคุณบูชาโทษ เผยฤทธามากไปก็ใช่จะดี ข้าว่านะ เจ้าสำนักตั้งใจจะดัดนิสัยเจ้า และจะใช้งานเจ้าใหม่ในภายหน้าแน่”
ขณะจรจาก หัวหน้าโถงใหญ่สมบัติสวรรค์ที่มีนามว่าจี้ชวนมาปลอบใจซูอี้ด้วยตนเอง
แล้วเขาก็กล่าวเปลี่ยนประเด็นทันที “ผู้อาวุโสใหญ่ก็รู้เรื่องนี้ และไม่พอใจกับความอยุติธรรมที่เจ้าเผชิญอย่างยิ่ง! หากต้องการความช่วยเหลือในภายหน้า เจ้ามาหาข้าได้นะ”
ซูอี้ผงะไป ก่อนจะเข้าใจความนัยของจี้ชวนทันทีและกล่าวว่า “ขอบคุณมาก”
ฝ่ายของผู้อาวุโสใหญ่และเจ้าสำนักกำลังขัดแย้งกันอยู่ จึงมีการต่อสู้กันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
ขณะนี้ ผู้อาวุโสใหญ่ส่งจี้ชวนมาส่งสาร สื่อเจตนาชัดเจนว่ามากล่อมเขาเข้าพวก หวังว่าชายหนุ่มจะเลือกข้างผู้อาวุโสใหญ่!
ทว่าชายหนุ่มหาสนใจเรื่องนี้ไม่ และไม่คิดจะปล่อยตนเองไปเป็นตัวหมากของผู้ใด
เขาย่อมไม่คล้อยตามหรือกล่าววาจาใด
หลังเดินออกมาจากโถงใหญ่สมบัติสวรรค์ ซูอี้ก็เริ่มเก็บตัวฝึกฝน ไม่พบผู้มาเยือนคนใดอีก
ทุกผู้มองว่าการกระทำนี้ว่าเป็นความเศร้าโศกที่เกิดจากการปฏิบัติของสำนักที่มีต่อเขา และกำลังแสดงความไม่พอใจออกมา
ทุกคนเข้าใจดี
หากซูอี้ทำเหมือนไร้สิ่งใดเกิดขึ้นสิ คงดูผิดปกติเกินไป
……
ตำหนักเทพนภากระจ่าง
“เจ้าทำเช่นนี้จนสร้างความไม่พอใจให้คนทั่วทั้งสำนัก มันคุ้มค่าแล้วจริงๆ น่ะหรือ?”
เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูขมวดคิ้วถาม
“คุ้มสิ!”
ขู่เจินกล่าวอย่างหนักแน่น “ฮุ่ยชิงตายแล้ว นางเป็นข้ารับใช้ข้างกายบรรพชนหงเจิน ติดตามเขามาหลายต่อหลายปี หากบรรพชนหงเจินกลับสู่สำนักแล้วรู้เข้า คงได้เดือดดาลโทสะเป็นแน่”
คิ้วของเหลียงหลิงซูยิ่งขมวดแน่น “เจ้าคงไม่ได้คิดว่าความตายของฮุ่ยชิงจะเกี่ยวกับเซียวเจี่ยนหรอกใช่ไหม? เขาเป็นตัวตนในขอบเขตสรรค์สร้าง จะใช้อันใดมาฆ่าจอมเทพหล่อหลอมขั้นแรกได้?”
ขู่เจินเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “ข้าได้สอบปากคำเฉียนหู่ ฉู่ปี้ โหวอวี่และโจวเจี่ยแยกกันก่อนหน้านี้แล้ว แม้พวกเขาจะตอบตรงกัน จนไม่อาจจับผิดได้ แต่เพราะเช่นนี้ล่ะ มันจึงดูผิดปกติยิ่งนัก!”
“ไฉนเจ้าจึงพูดเช่นนี้?” เหลียงหลิงซูครุ่นคิดหนัก
“ในวิหารเต๋าที่เขตหวงห้ามมิติเวลานั้น เฉียนหู่และคนอื่นๆ หมดสติไป แต่เซียวเจี่ยนมิได้หมดสติไปด้วย ซ้ำยังเป็นผู้ช่วยพวกเขาออกมา”
ขู่เจินกล่าว “แม้นี่น่าจะเป็นเพราะเจ้าของวิหารเต๋านั้นโปรดปรานเซียวเจี่ยนมากๆ และปล่อยพวกเขาไป แต่ทุกสิ่งนี้เป็นเพียงคำกล่าวของเซียวเจี่ยน ไร้ผู้ใดทราบเลยว่าระหว่างนั้นเกิดอันใดขึ้นกันแน่”
“นี่คือประการแรก”
ขู่เจินกล่าว “ประการที่สอง ความตายของหวงฉางถิงต้องเป็นความจงใจของเซียวเจี่ยนเป็นแน่ เขารู้ดีมากว่าตะเกียงทองแดงนั้นมีอำนาจน่าสะพรึงกลัวเพียงไร แต่ก็ไม่ได้เผยความเมตตา สังหารหวงฉางถิงด้วยสมบัติชิ้นนั้นทันที!”
“จริงอยู่ที่การกระทำบางอย่างของหวงฉางถิงเกินกว่าเหตุและควรจะถูกลงทัณฑ์จริงๆ แต่เซียวเจี่ยนเป็นเพียงผู้ดูแล และยังกล้าฆ่าหัวหน้าของตัวเองอย่างไม่ไว้หน้า แสดงให้เห็นว่าหัวใจคนผู้นี้ดำทมิฬเพียงไร!”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย ขู่เจินจึงกล่าวต่อ “ก่อนหน้านี้ข้าได้ไปเยือนบรรพชนหรงเยว่มา และได้รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นบ้างที่ภูเขาโล้นเทียนเอ้อ เซียวเจี่ยนผู้นี้เป็นตัวตนขอบเขตสรรค์สร้าง แต่กลับหาญกล้ารี่ไปยังสนามศึกระดับจอมเทพ นี่ก็ผิดปกติเกินไป!”
“มันไม่ใช่สิ่งที่เทพชั้นล่างจะกล้าทำเลยสักนิด!”
“สามประการที่ว่ามานี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่าเซียวเจี่ยนผู้นั้นมีปัญหา และยังอันตรายมากด้วย!!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเหลียงหลิงซูก็วูบไหว ตกสู่ความเงียบงัน
หลังจากนั้นเนิ่นนาน เขาถามว่า “บรรพชนหรงเยว่กล่าวไว้เช่นไร?”
ขู่เจินกล่าวอย่างจนใจ “บรรพชนหรงเยว่ได้เซียวเจี่ยนช่วยชีวิต มีหรือเขาจะเชื่อคำอนุมานของข้า? เขายังด่าข้าด้วยซ้ำไปว่าระแวงเกินเหตุ”
เหลียงหลิงซูกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “ในเมื่อเจ้าบอกว่าเซียวเจี่ยนมีปัญหา ไฉนเขาจึงอยากช่วยบรรพชนหรงเยว่เล่า?”
“ง่ายมาก เขาอยากให้บรรพชนหรงเยว่มาเป็นพยาน เป็นโล่กำบังให้เขา!!”
ดวงตาของขู่เจินมืดมน “ข้าบอกได้แค่ว่า หัวใจของคนผู้นี้ไร้ปรานีไม่พอ ยังซ่อนตัวลึกล้ำยิ่ง เขาต้องแทรกแซงเข้ามาศาลเทพชิงอู๋ของเราโดยมีแผนใหญ่อยู่เป็นแน่!”
เหลียงหลิงซูลูบหว่างคิ้วพลางพึมพำ “ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นการอนุมานของเจ้า หามีหลักฐานใดไม่ เจ้าจะให้ข้าเชื่อคำอนุมานของเจ้าอย่างเต็มใจได้อย่างไร?”
ขู่เจินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านเจ้าสำนักอย่าห่วงไปเลยขอรับ ข้าจะให้คนผู้นี้เผยหางจิ้งจอกออกมา และขุดหาหลักฐานมัดตัวให้ได้!”
จากนั้นเจ้าสำนักเหลียงก็กล่าวว่า “ข้าขอเพียงอย่างเดียว อย่าสร้างความไม่พอใจในสำนักเพราะเรื่องของเซียวเจี่ยน เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้อาวุโสบางคนกำลังหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ ข้าเครียดนัก”
ขู่เจินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
เหลียงหลิงซูกล่าวเบาๆ ว่า “อีกสองสามวัน แขกผู้มีเกียรติท่านหนึ่งจะมาอาศัยในศาลเทพชิงอู๋ของเราสักระยะ ข้าตั้งใจจะจัดให้นางไปพำนักที่ยอดเขาไผ่วิญญาณ”
ขู่เจินนิ่งไป “ผู้ใดหรือขอรับ?”
เหลียงหลิงซูกล่าว “เถ้าแก่หอการค้ากิเลนแห่งเมืองโบราณสารทวสันต์ บุตรีผู้นำเผ่าเทพกิเลน ฉี่เวย”
ขู่เจินผงะไป “จู่ๆ ไฉนบุตรีผู้นำเผ่าเทพกิเลนจึงมาขออาศัยในศาลเทพชิงอู๋ของเราชั่วคราวเล่า?”
เหลียงหลิงซูกล่าว “ข้าไม่รู้มากนัก เรื่องนี้ถูกจัดแจงโดยตัวตนบรรพกาลผู้หนึ่งของเผ่าเทพกิเลน ซึ่งมาพูดคุยกับผู้อาวุโสสูงสุดที่สองของสำนักเราให้ตระเตรียมไว้”
ผู้อาวุโสสูงสุดที่สอง!
สีหน้าของขู่เจินแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ที่เขตหวงห้ามหลังบรรพตของศาลเทพชิงอู๋มีสัตว์ประหลาดเฒ่าระดับจอมเทพปลีกวิเวกอยู่มากมาย
ในหมู่พวกเขา ผู้อาวุโสสูงสุดที่สอง ‘ไป๋หลี่อิน’ เป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นแปด!
เมื่อนานมาแล้ว ไป๋หลี่อินเองก็เคยครองตำแหน่งเจ้าสำนัก มีชื่อเสียงน่าสะพรึงกลัวยิ่งในสำนัก
“เจ้าว่าข้าจะปฏิเสธได้หรือ?”
เหลียงหลิงซูถอนหายใจเบาๆ “แต่เมื่อมีผู้อาวุโสสูงสุดที่สองอยู่ การมาพำนักชั่วคราวของบุตรีผู้นำเผ่าเทพกิเลนย่อมไร้เจตนาร้ายแฝง ถือเสียว่าฉี่เวยผู้นี้เป็นแขกทั่วไปแล้วกัน”
“จริงสิ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เหลียงหลิงซูก็กล่าวว่า “ผู้อาวุโสสูงสุดที่สองสั่งการว่า ห้ามเผยตัวตนของฉี่เวย และหลังจากเข้ามาในศาลเทพชิงอู๋ นางจะปรากฏขึ้นในนาม ‘หวั่นเยว่’”
ขู่เจินพยักหน้า
“นอกจากนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
เหลียงหลิงซูกล่าวขณะขมวดคิ้ว “เจ็ดวันหลังจากนี้ ศาลมารสะบั้นสรวงจะส่งศิษย์ผู้หนึ่งจากสำนักมาหารือวิถีกับศิษย์ศาลเทพชิงอู๋ของเรา”
ขู่เจินงุนงง “ก็แค่การหารือวิถี ไฉนต้องสนใจเรื่องธรรมดาเช่นนี้ด้วย?”
ในหมู่ขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุด เป็นเรื่องธรรมดาหากจะให้ศิษย์ของแต่ละสำนักไปเยี่ยมเยือนหารือวิถีกัน
โดยภาพรวมแล้ว เรื่องเช่นนี้ให้ผู้อาวุโสสักคนมาเป็นประธานก็พอแล้ว ท่านเจ้าสำนักไม่ต้องสนใจเลยสักนิด
“หนนี้ไม่เหมือนทุกทีน่ะสิ”
เหลียงหลิงซูกล่าวว่า “ผู้นำคณะจากศาลมารสะบั้นสรวงในครั้งนี้คือจอมมารชิงเหมย!”
ขู่เจินผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจเฮือกและกล่าวอย่างประหลาดใจ “ส่งตัวตนระดับจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าซึ่งเก็บตัวมาเนิ่นนานมาเยือนถึงถิ่น แค่เพื่อให้ศิษย์สำนักหารือวิถีกันหรือ?”
จอมมารชิงเหมย!
คู่วิถีของบรรพชนผู้ก่อตั้งศาลมารสะบั้นสรวง!!
ตัวตนบรรพกาลระดับยักษ์ใหญ่เช่นนี้มักมีความคิดอ่านอย่างแยบยล ไม่มีทางมาเพื่อแค่ให้ผู้น้อยหารือกันแน่นอน
“นั่นแหละสิ่งที่ทำให้ข้าฉงน”
ดวงตาของเหลียงหลิงซูวูบไหว ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นว่า “ดังนั้นเราจะถือเรื่องนี้เป็นเรื่องทั่วไปมิได้!”