บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2213 หลู่จ่านเสวียน
บทที่ 2213 หลู่จ่านเสวียน
ตู้ม!
ภายในถ้ำพำนัก ร่างของซูอี้กู่คำราม แผ่วงแสงฮุ่นตุ้นกระจายออก
เขานั่งขัดสมาธิ ผิวกายทุกชุ่นเรืองรองสะท้อนจังหวะวิถีหนาแน่นลึกลับ ทั้งดูสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์
ทะเลฮุ่นตุ้นในกายกระเพื่อมคลื่นร้อยเรียง เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยไหวระริก เพลิงฮุ่นตุ้นลุกโชน
ทั้งร่างวิถี จิตวิญญาณ การฝึกฝนและอำนาจมหาวิถีของเขาในขณะนี้ดูจะเดือดพล่าน แผดเผาและกลั่นบริสุทธิ์ราวกับอยู่ในเตาหลอม!
นิมิตมหาวิถีลึกลับปรากฏขึ้นรอบกายของชายหนุ่ม
บางครั้งมันก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาวัฏสงสารอันลี้ลับ บางหนก็แปรเปลี่ยนเป็นเวิ้งลึกล้ำเกินคาดหยั่ง บ้างก็แปรลักษณ์เผยความอัศจรรย์ของมหาวิถีอันไร้สิ้นสุด
ท้ายที่สุด นิมิตเหล่านั้นต่างแปรเปลี่ยนเป็นภาวะดาบอันแตกต่าง วจีดาบกู่ก้องดุร้ายเยี่ยงวิหคเพลิง!
ค่ายกลพิทักษ์ถ้ำพำนักถูกเปิดไว้นานแล้วเพื่อหลบเลี่ยงสายตาสอดรู้ ซูอี้กระทั่งใช้ร่มแคล้วคลาดค้ำค่ายกลไว้อีกชั้น
สมบัติลับแห่งจักรวาลชิ้นนี้บรรจุเคล็ดแห่งโชคชะตา และยังสามารถพรางสายตาที่สอดส่ายหาโชคชะตาและพลังชีวิตด้วย
ยิ่งกว่านั้น ที่นี่คือยอดเขาต้นสนน้อย มันเป็นถิ่นพำนักของผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้ง อีกทั้งวิหคครามหน้าคนยังตายไปแล้ว ซูอี้จึงไม่ต้องห่วงว่าจะถูกสืบเสาะขณะกำลังฝึกฝนอีก
ดังนั้นเขาจึงปล่อยใจอย่างเต็มที่ ยามฝึกฝนก็ใช้อำนาจมหาวิถีในกายอย่างเต็มกำลัง ขัดเกลาพวกมันอย่างต่อเนื่อง
เมื่อไร้ความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอำพราง การฝึกฝนของเขาย่อมก้าวหน้ารวดเร็วกว่ากาลก่อน
เพียงสามวันมานี้ เขาก็ใช้โอสถเยียวยาบาดแผลได้ถึงเจ็ดส่วนแล้ว!
ส่วนการฝึกฝนของซูอี้ก็ฟื้นกลับมาหกส่วน!!
เนิ่นนาน
ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์สมาธิ
เขาผ่อนลมหายใจยาว และพึมพำในใจว่า ‘ความรู้สึกยามได้วิถีเต๋าฟื้นคืนมานี้ช่างดีจริงๆ……’
“น่าเสียดายที่ข้าใช้ปราณจิตวิญญาณในฟ้าดินยอดเขาไผ่วิญญาณไม่ได้ หาไม่ ความเร็วฟื้นตัวของข้าจะเร็วกว่านี้อีก!”
ซูอี้รู้สึกเสียดายเล็กน้อย
หากเขาเคลื่อนวิถีเต๋าอย่างสุดกำลัง ปราณมหาวิถีในฟ้าดินทั่วทั้งยอดเขาต้นสนน้อยจะถูกเขาสูบกลืนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือให้ผู้ใดหยิบจับได้เลย!
หากทำเช่นนั้นย่อมทำให้ผู้อื่นตื่นตัว เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็นขึ้น
ไม่นานนัก หลังจากซูอี้นำทองเทพอมตะส่วนหนึ่งออกมาโยนลงใส่เตาเสริมสวรรค์ เขาก็ทำสมาธิต่อ
เขายังคงมีโอสถเทพอยู่กับตัวมากมาย จากการคาดเดา ยามใช้พวกมันหมดแล้ว บาดแผลในร่างกายของชายหนุ่มก็จะฟื้นถึงแปดส่วน และการฝึกฝนของเขาก็จะกลับคืนมาราวเจ็ดส่วน!
กาลเวลาผ่านไป
สี่วันเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว
เช้าตรู่วันนั้น ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากศาลมารสะบั้นสรวงได้มาเยือนศาลเทพชิงอู๋
ผู้นำคณะคือจอมมารชิงเหมยผู้หายหน้าหายตาไปเนิ่นนาน ตัวตนระดับยักษ์ใหญ่ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นตำนาน
มิเพียงในทวีปเทพอัคคีทักษิณ แต่ทั่วทั้งโลกเทพยังกล่าวได้ว่านางเป็นตำนานผู้ยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเทพ!
และจอมมารชิงเหมยก็นำศิษย์หลักสามสิบสามคนจากศาลมารสะบั้นสรวงมาในครั้งนี้
ในหมู่พวกเขามีทั้งบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานผู้บรรลุเทพ และยังมีตัวตนสูงสุดในระดับสุดลึกล้ำวิถีเซียนอยู่ด้วย
การจัดคณะเช่นนี้ทำให้เกิดเสียงลือลั่นในศาลเทพชิงอู๋ และเป็นที่สนใจของทุกผู้
วันเดียวกันนั้น เจ้าสำนักเหลียงหลิงซู ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจง และผู้อาวุโสสูงสุดที่สองไป๋หลี่อินต่างออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
โม่ยงผู้ถูกลดขั้นเป็นผู้ดูแลหอรับรองได้เห็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งใหญ่นี้กับตา สีหน้าของเขาซับซ้อนยิ่ง
เขาอดคิดไม่ได้ว่าหนนี้ เมื่อศาลมารสะบั้นสรวงส่งศิษย์มาหารือวิถี ผู้ดูแลเซียวเจี่ยนจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่
เพราะถึงอย่างไร ภายในสำนักตอนนี้ ชื่อเสียงของผู้ดูแลเซียวเจี่ยนนั้นเป็นที่รู้กันทั่ว อำนาจต่อสู้ของเขาแข็งแกร่ง เป็นที่ประจักษ์แล้วในศึกเหนือยอดเขาไผ่วิญญาณ
ทว่าทันใดนั้น โม่ยงกลับส่ายหน้า
เซียวเจี่ยนเพิ่งสร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ ทว่ากลับถูกเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสามจงใจกดขี่ มิให้โอกาสเขาเลื่อนตำแหน่ง
ด้วยความคับแค้นนี้ เซียวเจี่ยนหรือจะเต็มใจสู้เพื่อสำนัก?
หลายวันมานี้ เซียวเจี่ยนเก็บตัวเงียบ ไม่ออกมาปรากฏตัวอีก
สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าหัวใจของชายหนุ่มปวดร้าวเพียงไร
สนามเต๋าทางช้างเผือก
มันเป็นหนึ่งในสนามเต๋าที่เก่าแก่ที่สุดของศาลเทพชิงอู๋ จุคนได้มากกว่าสามหมื่นผู้
ศึกประลองระหว่างศิษย์สองสำนัก ทั้งศาลเทพชิงอู๋และศาลมารสะบั้นสรวงจะเริ่มขึ้นที่นี่
ที่โต๊ะแขกผู้มีเกียรติ ผู้อาวุโสสูงสุดที่สองไป๋หลี่อิน เจ้าสำนักเหลียงหลิงซู ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงและผู้มีอำนาจคนอื่นๆ ล้วนเข้าร่วมกันครบ
ไป๋หลี่อินนั่งอยู่เคียงข้างจอมมารชิงเหมย
ศิษย์ทั้งสามสิบสามคนผู้มายังศาลเทพชิงอู๋หนนี้ล้วนรออยู่ที่ด้านข้างสนามเต๋าทางช้างเผือก
อีกฝั่งหนึ่งมีศิษย์ศาลเทพชิงอู๋กลุ่มหนึ่งรออยู่ พวกเขาทุกคนล้วนแต่เป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้าง และหลายคนก็กล่าวได้ว่าเลิศล้ำในโลกหล้า
ลี่เซียวอวิ๋นซึ่งก่อนหน้านี้พ่ายแพ่ให้แก่ซูอี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
นอกจากนั้น ในบริเวณโดยรอบสนามเต๋าทางช้างเผือกก็มีผู้คนมายืนมุงกันหนาแน่นแล้ว
ทุกผู้ล้วนเป็นศิษย์ ผู้ดูแล อารักษ์และเจ้าหน้าที่ในศาลเทพชิงอู๋
พวกเขาล้วนมาชมศึกหลังจากได้ยินข่าว
และศึกนี้จะเริ่มขึ้นในอีกสองเค่อ
“ด้วยความเคารพ ขอบังอาจถามว่าไฉนสหายเต๋าจึงพาศิษย์สำนักมาที่นี่ด้วยตนเองในยามนี้หรือ?”
ที่โต๊ะแขกผู้มีเกียรติ ไป๋หลี่อินถามขึ้นอย่างกะทันหัน
เจ้าสำนัก ผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่นๆ ล้วนเงี่ยหูฟังทันที
พวกเขาเองก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง ศิษย์สองสำนักหารือวิถี ไฉนจึงต้องให้จอมมารชิงเหมยนำคณะมาด้วยตนเอง?
หลู่ชิงเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “แปดพันปีมานี้ ข้าเก็บตัวฝึกฝน จึงไม่รับรู้เรื่องราวในโลกหล้ามาตลอด และยามนี้ออกจากเก็บตัว ข้าก็พบว่าโลกหล้าเปลี่ยนแปลงมากนัก จึงใช้โอกาสนี้มาเยือนพวกท่าน”
“หนึ่งก็เป็นเพราะมันแสนเงียบเหงาน่าเบื่อนัก”
“สอง ข้าก็อยากจะมาพบบรรพชนหงเจินของสำนักเจ้า แต่ใครเล่าจะคิดว่ายามนี้เขาจะไม่อยู่”
ว่าแล้ว หลู่ชิงเหมยก็ถอนหายใจเบาๆ
ทุกผู้รู้ว่าหลู่ชิงเหมยรู้จักกับบรรพชนหงเจินมาเนิ่นนาน เป็นสหายบนเส้นทางมหาวิถีมาหลายต่อหลายปี
เมื่อได้ยินว่านางจะมาพบบรรพชนหงเจิน ทุกผู้ก็พอเข้าใจขึ้นมานิดหน่อย
“ท่านเจ้าสำนัก การประลองหารือวิถีจัดเตรียมเสร็จแล้วขอรับ”
ขณะนี้ ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็มารายงาน
เหลียงหลิงซูพยักหน้า ก่อนจะกล่าวกับหลู่ชิงเหมยว่า “ก่อนเริ่มศึก ผู้อาวุโสมีสิ่งใดจะกล่าวหรือไม่?”
หลู่ชิงเหมยกล่าว “ทุกสิ่งให้เป็นไปตามกฎ ทว่าข้าผู้นี้มีคำขอเล็กๆ อยู่”
“ผู้อาวุโสกล่าวออกมาเถิด”
เหลิงหลิงซูแย้มยิ้ม
หลู่ชิงเหมยกล่าวเบาๆ “ศิษย์ที่ข้าผู้นี้นำมาในครั้งนี้ ล้วนเชื่อมั่นว่าพวกตนจะต้องชนะเป็นแน่”
“เว้นแต่พวกเขาจะพ่ายไปเป็นรายคน พวกเขาจะสู้จนกว่าจะเอาชนะศิษย์หลักขอบเขตสรรค์สร้างและระดับสุดลึกล้ำทั้งหมดของสำนักเจ้าได้”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา หลายคนเปลือกตากระตุก
การหารือเช่นนี้ใช่จะหาได้ยาก แต่ปกติแล้วก็ไม่ค่อยมีผู้ใดทำกัน
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก เพราะเรื่องนี้สร้างความขัดแย้ง กระทบต่อความกลมเกลียวระหว่างสองสำนักได้ง่าย!
เพราะถึงอย่างไร ขอเพียงคนจากศาลมารสะบั้นสรวงชนะขาดลอย กวาดล้างทุกผู้ในขอบเขตเดียวกันทั่วทั้งศาลเทพชิงอู๋แล้วข่าวแพร่ออกไป แล้วศาลเทพชิงอู๋จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
“ดูเหมือนสหายเต๋าจะมั่นใจในศิษย์สำนักอย่างยิ่ง”
ไป๋หลี่อินกล่าวพลางแย้มยิ้ม
เมื่อกล้ามาหารือวิถีถึงสำนักและกล่าววาจาเช่นนี้ จึงพิสูจน์ได้ว่า ศาลมารสะบั้นสรวงในยามนี้เตรียมตัวมาพร้อมสรรพ!
“มั่นใจก็ส่วนมั่นใจ แพ้ชนะตัดสินได้เพียงหลังจากประมือกันจริงๆ เท่านั้น”
หลู่ชิงเหมยเองก็แย้มยิ้ม “สหายเต๋าเล่าว่าเช่นไร?”
ไป๋หลี่อินพยักหน้ากล่าว “ให้เป็นไปตามที่สหายเต๋าขอมาเถิด”
และเจ้าสำนักเหลียงหลิงซูก็ออกบัญชาให้เริ่มศึกหารือวิถีนี้ทันที!
……
สิ่งแรกที่ต้องทำคือศึกประลองระหว่างศิษย์ระดับสุดลึกล้ำ
ศาลมารสะบั้นสรวงเตรียมตัวมาดีจริงๆ!
มีศิษย์ยี่สิบคนจากศาลมารสะบั้นสรวงซึ่งเข้าร่วมศึกในระดับสุดลึกล้ำ และท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ไปสิบเก้าครั้ง ขณะที่หนึ่งคนอยู่สู้ได้จนถึงท้ายที่สุด
ทางฝั่งศาลเทพชิงอู๋ได้ส่งคนมาทั้งหมดเก้าสิบเก้า ทว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนพ่ายแพ้!
สิ่งนี้เกิดเสียงลือลั่น ไม่อาจทราบว่ามีคนมากมายเพียงไรที่หงุดหงิด เดือดดาล และตื่นตะลึง
มิใช่เพราะตัวตนระดับสุดลึกล้ำของศาลเทพชิงอู๋ของพวกเขาอ่อนแอเกินรับไหว แต่ทางฝั่งศาลมารสะบั้นสรวงก็มีปีศาจไร้เทียมทานซึ่งกล่าวได้ว่าท้าทายสวรรค์ผู้หนึ่ง!
นามของคนผู้นั้นคือหลู่จ่านเสวียน เขามีฝีมือร้ายกาจน่าสะพรึงกลัว ซึ่งสามารถเผชิญหน้ากับเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างขั้นต้นได้!
ทัศนาทั่วทั้งโลกหล้าแดนเทพ น้อยคนนักจะทำได้เช่นนี้!!
และในศึกหารือวิถีก่อนหน้านี้ ตัวตนระดับสุดลึกล้ำส่วนใหญ่ในศาลเทพชิงอู๋ก็แพ้พ่ายด้วยน้ำมือของหลู่จ่านเสวียน
ที่โต๊ะแขกผู้มีเกียรติ สีหน้าของผู้ทรงอำนาจในศาลเทพชิงอู๋คล้ำเครียดกันเล็กน้อย
พวกเขาจะไม่เห็นได้อย่างไรว่าในศึกระหว่างระดับสุดลึกล้ำนี้ สาเหตุที่ศาลมารสะบั้นสรวงชนะได้นั้นก็เพราะปีศาจร้ายไร้เทียมทานอย่างหลู่จ่านเสวียน?
หลู่จ่านเสวียนหยิ่งผยองอย่างยิ่ง และหลังจากชนะหลายหนติดกัน เขาก็มิอยากเสียเวลาอีกต่อไป และประกาศตรงๆ ว่าผู้ใดมีฝีมือเอาชนะเขาได้ก็เข้ามาเลย
หาไม่ ต้องขออภัยหากเขาจะมิอยู่เล่นต่อ
ผลลัพธ์หรือ……
ก็ยังไร้ผู้ใดเสนอตัว
ท้ายที่สุด หลู่จ่านเสวียนก็ชนะขาดลอย ดับความหยิ่งผยองของคู่มือทั้งหลายในระดับสุดลึกล้ำจากศาลเทพชิงอู๋ลงสิ้น!
“แปลกจริง ไฉนข้าจึงไม่เคยรู้เลยว่าสำนักของเจ้ายังมีปีศาจท้าทายสวรรค์อย่างหลู่จ่านเสวียนอยู่?”
ไป๋หลี่อินถามขึ้น
คนอื่นๆ เองก็งุนงงยิ่ง
หลู่จ่านเสวียนเป็นตัวตนผู้ไร้คนรู้จัก จึงไม่ค่อยคุ้นหน้าและไร้ชื่อเสียงในทวีปเทพอัคคีทักษิณ
สายตาของหลู่ชิงเหมยแปรเปลี่ยนซับซ้อน นางกล่าวออกมาเบาๆ “เขาเป็นบุตรบุญธรรมของข้า ฝึกฝนข้างกายข้ามาแต่เด็กและไม่เคยเผยตัวที่ใด นี่คือครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วมประลองระหว่างสำนัก”
บุตรบุญธรรมที่จอมมารชิงเหมยรับเลี้ยง!!
เมื่อได้ทราบถึงฐานะของหลู่จ่านเสวียน ทุกผู้ก็อดใจสะท้านมิได้
บุตรบุญธรรมที่ตัวตนในตำนานอย่างจอมมารชิงเหมยชุบเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก ย่อมห่างไกลเกินกว่าตัวตนไร้เทียมทานทั่วไปจะเทียบเทียมได้แน่นอน!
“ในที่สุดข้าก็กระจ่างแจ้ง ที่แท้สหายเต๋ามาครั้งนี้ก็เพื่อยืมศาลเทพชิงอู๋ของเราเป็นที่เผยตัวบุตรบุญธรรมของเจ้านี่เอง”
ไป๋หลี่อินพึมพำเบาๆ ว่า “หลังจากเหตุการณ์นี้จบลง นามของหลู่จ่านเสวียนจะสะท้านสะเทือนทั่วทั้งทวีปเทพอัคคีทักษิณกึกก้องทั่วทั้งแดนเทพแน่นอน!”
ทุกผู้ล้วนดูซับซ้อน พวกเขาออกจะหดหู่ใจเล็กน้อย รู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้
เรียกเช่นไรดี?
ใช้พวกเขาซึ่งเป็นศิษย์ของศาลเทพชิงอู๋เป็นขั้นบันได เหยียบย่างขึ้นไปสร้างชื่อเสียงของตนเอง?
หลู่ชิงเหมยส่ายหน้าน้อยๆ และกล่าวว่า “สหายเต๋าเข้าใจผิดแล้ว นี่เป็นเพียงการหารือวิถีระหว่างผู้น้อยก็เท่านั้น บุตรบุญธรรมของข้าจะเด่นดังทั่วโลกหล้าเพราะสาเหตุนี้ได้เช่นไร? ในโลกนี้มิเคยขาดแคลนผู้แข็งแกร่งท้าทายสวรรค์อยู่แล้ว”
ว่าแล้ว นางก็ทอดสายตามองไปทางหลู่จ่านเสวียนจากไกลๆ
หลู่จ่านเสวียนกลับไปยังที่นั่งของเขาแล้ว อีกฝ่ายสวมอาภรณ์เรียบง่าย ขมวดมวยผมบนศีรษะ ผิวกายขาวผ่องเยี่ยงหยก ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มเยี่ยงชายหนุ่ม
แม้เขาจะทำเพียงนั่งเฉยๆ แต่ก็ให้ความรู้สึกนิ่งสงบดุจผืนน้ำ หนักแน่นไม่หวั่นไหวเช่นภูผา
ในขณะนั้นเอง แสงจากนภาส่องกระทบบนใบหน้าด้านข้าง ทำให้ตัวคนแฝงไปด้วยความรู้สึกสูงส่งไร้มลทิน
ดวงตาของหลู่ชิงเหมยดูคล้ายเหม่อลอยแต่ก็คล้ายไม่ ในใจนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา