บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2214 ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ปัจจุบัน
บทที่ 2214 ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ปัจจุบัน
การหารือวิถีรอบสองเริ่มต้นขึ้น
หนนี้เป็นการประลองระหว่างเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างระหว่างสองขุมกำลังหลัก
ในสำนักทั่วไป เทพชั้นล่างนั้นนับว่าเป็นเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสสูงสุดได้แล้ว
ทว่าในขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดทั้งหลาย เทพชั้นล่างนั้นเป็นเพียงตัวตนผู้ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นแห่งวิถีเทพเท่านั้น
ศิษย์แท้ศิษย์หลักบางคนก็มีวิถีเต๋าเป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้าง
มีแต่การขึ้นเป็นศิษย์แท้ศิษย์หลักเหล่านี้เท่านั้น คนผู้หนึ่งจึงมีคุณสมบัติพอหยั่งรากฐานมั่นคงในขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุด และเป็นตัวตนหลักที่สำนักให้ความสำคัญเลี้ยงดู
ดังนั้น ความหมายของการเผชิญหน้าในรอบสองนี้จึงแตกต่างจากเดิมอย่างมาก
ตราบใดที่ศาลเทพชิงอู๋เป็นผู้ปราชัย มันจะหมายความว่าการเลี้ยงดูศิษย์หลักของพวกเขาไม่อาจสู้ศาลมารสะบั้นสรวงได้ และจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเกียรติภูมิและชื่อเสียงของศาลเทพชิงอู๋
ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่ศึกหารือวิถีครั้งนี้จะเริ่มขึ้น เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูจึงได้เรียกเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างสิบอันดับแรกของสำนักมาจนครบ!
ในหมู่พวกเขา มีตัวตนผู้กล่าวได้ว่าท้าทายสวรรค์มากมาย
ทว่ายามการประลองวิถีถูกจัดขึ้นจริงๆ ทุกผู้ในศาลเทพชิงอู๋พลันพบว่าสัจธรรมนั้นแสนโหดร้ายยิ่ง!
ศิษย์หลักทั้งสิบสามคนที่ศาลมารสะบั้นสรวงส่งมาในครานี้ล้วนแข็งแกร่งยิ่งกว่าศิษย์ชุดก่อน และได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง!
ท้ายที่สุด เทพชั้นล่างทั้งสามสิบเก้าคนของศาลเทพชิงอู๋ก็พ่ายแพ้ราบคาบ
ขณะที่ทางฝั่งศาลมารสะบั้นสรวงมีผู้พ่ายแพ้เพียงสิบเท่านั้น
และยังมีศิษย์หลักถึงสามคนที่ชนะได้จนถึงท้ายที่สุด!
ในหมู่พวกเขา เทพชั้นล่างผู้หนึ่งนาม ‘ฟางซั่ว’ มีอำนาจต่อสู้น่าสะพรึงกลัวที่สุด
แค่เขาคนเดียวก็เอาชนะเทพชั้นล่างสามอันดับแรกของศาลเทพชิงอู๋เรียงกันได้! เป็นที่ตื่นตาของผู้ชม
นอกจากนั้น สตรีผู้หนึ่งนาม ‘หลิ่วเหอ’ ก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก นางเอาชนะคู่ประลองติดต่อกันถึงแปดคนได้!
ท้ายที่สุด ในการประลองหารือวิถีรอบนี้ ฟางซั่วกับหลิ่วเหอมีบทบาทสำคัญ
พวกเขาทั้งสองสยบทุกคู่ต่อสู้ในฝั่งศาลเทพชิงอู๋ไปสิ้น!
และสาเหตุที่ศาลเทพชิงอู๋พ่ายแพ้นั้นก็เพราะไร้ตัวตนท้าทายสวรรค์อย่างฟางซั่วและหลิ่วเหอมาผดุงชื่อเสียง
นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบกันจริงๆ ความแข็งแกร่งระหว่างเทพชั้นล่างจากกลุ่มเต๋าใหญ่ทั้งสองก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าการมีตัวตนท้าทายสวรรค์ในสำนักสำคัญเพียงไร
เหมือนเช่นบุตรพุทธะเหลียนเซิงจากภูเขาวิญญาณสุขาวดีและจตุรบุตรวิถีแห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ ต่างก็เป็นผู้นำสูงสุดในกลุ่มคนขอบเขตเดียวกัน
น่าเสียดายที่แม้ศาลเทพชิงอู๋ในขณะนี้จะไม่ขาดแคลนผู้ไร้เทียมทาน แต่ก็ไร้ผู้ใดที่กล่าวได้อย่างแท้จริงว่าเป็นหน้าเป็นตา
“ยังมีผู้ใดให้สู้อีกหรือไม่?”
ในสนามเต๋าทางช้างเผือก ฟางซั่วมองไปรอบๆ เผยท่าทีเหยียดหยาม
เขาสวมชุดนักรบ เรือนผมยาวดุจน้ำหมึก ร่างสูงใหญ่ เพียงยืนเฉยๆ ก็เผยอำนาจยิ่งใหญ่สยบทศทิศ
บุคคลทั่วทั้งศาลเทพชิงอู๋ล้วนอึดอัดใจ สีหน้ายากมอง
คนนอกมากวาดล้างสหายของพวกเขาถึงสำนัก ไร้ผู้ใดเทียบเทียบบนสนามเต๋า ใครเล่าจะทนไหว?
“ในศาลเทพชิงอู๋ของข้า ไม่มีผู้ใดสู้ได้เลยหรือ?”
มีผู้กัดฟันกล่าวอย่างขมขื่นไม่พอใจ “นี่… มันจะหยามกันเกินไปแล้ว!”
ศิษย์สำนักหนุ่มสาวมากมายก็รู้สึกขัดเคืองอย่างเกินพรรณนา
ศึกระดับสุดลึกล้ำ พวกเขาแพ้พ่าย
และยามนี้ พวกเขายังต้องพ่ายศึกขอบเขตสรรค์สร้างด้วยหรือ?
หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป แล้วศาลเทพชิงอู๋ของพวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?
“แต่…ข้าก็ต้องพูดล่ะว่า ฟางซั่วน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ร้ายกาจเกินคาดคิดถึง”
มีผู้พึมพำออกมา
นี่แหละคือยามที่รู้สึกไร้กำลัง
ในการประลองเดิมพันเกียรติศักดิ์ศรีนี้ หากฝีมือของศาลเทพชิงอู๋ต้อยต่ำ แล้วจะโทษผู้ใดได้?
ที่โต๊ะแขกผู้มีเกียรติ สีหน้าของผู้ทรงอำนาจทั้งหลายต่างมืดมน
ศิษย์สำนักตนพ่ายศึก ทำให้พวกเขาเสียหน้า
หากไม่ใช่เพราะกฎเกณฑ์ พวกเขาคงมิอาจทานทน สะบัดแขนเสื้อจากไปกันหมดแล้ว
เสียหน้า!
น่าอับอายยิ่งนัก!
“หากผู้ดูแลเซียวเจี่ยนจากหอตระเวนราตรีลงมือ เขาอาจเปลี่ยนสถานการณ์ได้ก็ได้”
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้น
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าวออกมา หัวใจของคนมากมายสะท้านสั่น
ทว่าทั้งเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสามต่างขมวดคิ้ว
เซียวเจี่ยน?
เจ้าเด็กนั่นถูกกดขี่จนขุ่นเคือง มีหรือจะเต็มใจสู้เพื่อสำนัก?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อเผชิญกับคู่ต่อสู้อย่างฟางซั่ว เซียวเจี่ยน……จะไหวหรือ?
“เซียวเจี่ยน?”
ขณะเดียวกัน ฟางซั่วผู้ยืนอยู่กลางสนามเต๋าทางช้างเผือกพลันโพล่งขึ้นว่า “ก่อนข้าจะมา ข้าก็เคยได้ยินถึงชื่อเสียงของคนผู้นี้ กล่าวกันว่าเขาเป็นตัวตนเลิศล้ำจากเชื้อสายมังกรคบเพลิง ไฉนวันนี้เขาจึงไม่อยู่ที่นี่?”
น้ำเสียงนั้นกังวานชัดเจน
วาจานั้นกระตุ้นความทรงจำของผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้นึกถึงอยุติธรรมและความขุ่นเคืองที่เซียวเจี่ยนได้รับ แล้วชั่วขณะนั้น หัวใจของพวกเขาก็รู้สึกอึดอัดยิ่ง
“หากข้าเป็นผู้ดูแลเซียว เกรงว่าข้าคงไม่มาหารือวิถีด้วยหรอก”
มีผู้พึมพำออกมา
หลายคนคิดในทำนองเดียวกัน
ถูกสำนักปฏิบัติอย่างกดขี่ลำเอียง ทำผลงานยิ่งใหญ่แต่กลับถูกรังแกหมางเมินอย่างเซียวเจี่ยน ใครเล่าจะพอใจ รู้สึกไม่ยุติธรรม?
“ข้าก็เคยได้ยินชื่อของเซียวเจี่ยนผู้นี้มาเหมือนกัน”
ที่โต๊ะแขกผู้มีเกียรติ จอมมารชิงเหมยพลันกล่าวขึ้น “สายเลือดมังกรคบเพลิงไม่ได้ปรากฏในโลกหล้ามาแสนนาน ข้าสงสัยจริงๆ ว่าคนผู้นี้อยู่ที่นี่หรือไม่?”
วาจาของนางทำให้ผู้ทรงอำนาจทั้งหลายมองหน้ากัน
ทุกผู้ต่างรู้ว่าไฉนเซียวเจี่ยนจึงไม่ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ แต่ความเน่าเหม็นภายในไม่อาจถูกประกาศสู่ภายนอก ใครเล่าจะพูดเรื่องเช่นนี้ออกมาต่อหน้าคนนอก?
เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูแย้มยิ้มกล่าวว่า “ผู้ดูแลเซียวเป็นผู้เก่งกาจล้ำเลิศ หาได้ยากจริงแท้ แต่เขาเริ่มเก็บตัวฝึกฝนนานแล้ว จึงไม่ได้เข้าร่วมศึกหารือวิถีครั้งนี้”
“โอกาสนี้หาได้ยาก ข้ามิอาจรอถึงครั้งหน้า ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสจะสามารถเชิญผู้ดูแลเซียวเจี่ยนผู้ถือครองสายเลือดมังกรคบเพลิงมาพบข้าหน่อยได้หรือไม่?”
กลางสนามเต๋าไกลออกไป ฟางซั่วกล่าวขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าเขาเคยเฉิดฉายเจิดจรัสในชุมนุมเต๋าสารทวสันต์ และคงน่าเสียดายหากไม่ได้ประมือกับตัวตนเช่นนี้”
ทั่วทุกทิศเกิดความเงียบ
ทุกสายตาหันไปทางเจ้าสำนักเป็นตาเดียว
จอมมารชิงเหมยเองก็กล่าวเบาๆ “ไม่ทราบว่าเจ้าสำนักเหลียงตั้งใจเช่นไร?”
เหลียงหลิงซูเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพยักหน้ากล่าวว่า “ข้าจะส่งคนไปเรียกเขามาที่นี่”
ว่าแล้ว เขาก็เรียกผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งเข้ามา กล่าวว่า “ผู้อาวุโสเถี่ย นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ข้าจึงทำได้เพียงต้องรบกวนเจ้าไปด้วยตนเอง”
เถี่ยเหวินจิ้งมีความคับข้องนับพันหมื่นในใจ แทบยั้งปากปฏิเสธออกไปทันทีมิได้
ยามใช้เซียวเจี่ยนได้ก็มาให้ข้าไปหาเขา แต่พอหมดประโยชน์ก็กดขี่เซียวเจี่ยนทุกวิถีทาง เจ้าคิดว่าเซียวเจี่ยนเป็นอันใด?
ทว่าเมื่อสบสายตากับเหลียงหลิงซู เถี่ยเหวินจิ้งพลันลังเล
“รีบไปเถิด ไม่ว่าเซียวเจี่ยนจะชนะหรือแพ้ ข้าก็จะตกรางวัลเขาตามนั้น”
เหลียงหลิงซูกล่าวเบาๆ
วาจาอ้อมค้อมมีวาทศิลป์อย่างมาก แต่เขาเชื่อว่าเถี่ยเหวินจิ้งเข้าใจแน่นอน
เถี่ยเหวินจิ้งเข้าใจจริงๆ
นี่คือการรับปากจะเลื่อนตำแหน่งให้เซียวเจี่ยน!!
“เรื่องนั้น… ข้าจะไปลองดู”
เถี่ยเหวินจิ้งกล่าว “ถึงอย่างไร เขาก็เก็บตัวฝึกฝนอยู่ หากเขาอยู่ในสถานการณ์สำคัญ ข้าเกรงว่าคงมิอาจปลีกเวลามาได้”
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสสามก็อดแค่นเสียงแทรกอย่างเย็นชามิได้ “หากเจ้าสำนักเชื้อเชิญ เขาจะไม่มาได้เช่นไร?”
คิ้วของเหลียงหลิงซูขมวดเข้าหาบางเบา ก่อนจะแย้มยิ้มทันที “รีบไปเถอะ”
แล้วเถี่ยเหวินจิ้งก็จากไป
เมื่อรู้ว่าเจ้าสำนักส่งผู้อาวุโสเก้าไปเชิญเซียวเจี่ยนมาสู้ ผู้คนจากทั่วทุกทิศก็เต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่
“หากผู้ดูแลเซียวมา ก็ไม่รู้เลยว่าเขาจะชนะได้หรือไม่”
“ชนะแน่! ในใจข้า เขาไม่ได้แย่ไปกว่าฟางซั่วนั่นหรอก!”
“ข้ากังวลว่าในใจผู้ดูแลเซียวจะน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่อยากมาสู้เพื่อสำนักมากกว่า”
ผู้คนสนทนา
หลู่ชิงเหมยล้วนได้ยินการสนทนาทั้งหมดนี้
และยังทำให้ผู้ทรงอำนาจในศาลเทพชิงอู๋ทั้งหลายดูไม่สบายใจกันเล็กน้อยด้วย
ผู้ทรงอำนาจบางคนกระทั่งบ่นอุบในใจว่าไฉนเมื่อก่อนพวกเขาต้องกดขี่เซียวเจี่ยนด้วย เรื่องอุบาทว์พรรค์นี้ถูกพวกคนจากศาลมารสะบั้นสรวงเห็นเข้าแล้ว!
……
ยอดเขาต้นสนน้อย
“เซียวเจี่ยน เจ้าพิจารณาก่อนได้นะ จะปฏิเสธก็ได้ ข้าจะเคารพการตัดสินใจของเจ้าแน่นอน”
เถี่ยเหวินจิ้งกล่าวอย่างเคร่งขรึม “อีกอย่างหนึ่ง พลังในการต่อสู้ของฟางซั่วผู้นั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่ง หากเจ้าตกปากรับคำว่าจะสู้แล้วแพ้ขึ้นมา……”
“ข้าจะไป”
ซูอี้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ไปกันเถอะ”
ว่าแล้ว เขาก็เดินออกจากถ้ำพำนัก
เถี่ยเหวินจิ้งผงะไป ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะรับปากอย่างแสนยินดี
“เจ้า…อยากไปประมือกับฟางซั่วผู้นั้นเหมือนกันหรือ?”
เถี่ยเหวินจิ้งถามย้ำ
“ในฐานะศิษย์สำนัก แม้ข้าจะถูกกดขี่ ทว่าย่อมต้องให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ปัจจุบันก่อน หาไม่ ทั้งสำนักจะมองข้าเช่นไร?”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “เจ้าสำนักกับผู้อาวุโสสามจะคิดกับข้าเช่นไร?”
เถี่ยเหวินจิ้งครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะกล่าวอย่างรื่นเริง “นั่นสินะ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ขอเพียงเจ้าเข้าร่วมศึก ก็นับว่าสร้างผลงานให้แก่สำนักแล้ว!”
“และเมื่อทุกคนรู้ว่าเจ้าถูกกดขี่รังแก แต่ยังเต็มใจสู้เพื่อสำนัก พวกเขาย่อมประทับใจในตัวเจ้าเป็นแน่!”
“หากปฏิเสธสิ คงโดนกล่าวหาว่าใจแคบไปหน่อย”
เมื่อฟังแล้ว ซูอี้ก็แย้มยิ้มเฉยชา
เขามิได้อยากไปสู้หรอก แต่เป็นเพราะ……
หลู่ชิงเหมยอยู่ที่นี่!!
สตรีผู้นี้เคยติดตามข้างกายอี้เต้าเสวียน หลอกลวงความรู้สึกอี้เต้าเสวียน และเกือบสังหารอี้เต้าเสวียนระหว่างฝึกฝนบำเพ็ญคู่กับเขา
และยามนี้ สตรีผู้นี้ก็มายังศาลเทพชิงอู๋ ซูอี้ย่อมอยากพบกับนางเป็นธรรมดา
ยิ่งกว่านั้น เขายังสังหรณ์ด้วยว่าสตรีผู้นี้น่าจะพบเงื่อนงำบางอย่างที่นี่ ไม่อาจปัดตกด้วยซ้ำไปว่าสตรีผู้นี้อาจมีเค้าความสงสัยในตัวตนของเขา!
หาไม่ มีหรือจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า จอมมารไร้เทียมทานผู้เกือบสังหารอี้เต้าเสวียนได้เมื่อเนิ่นนานมาแล้วจะเบื่อหน่ายจนพาศิษย์มาหารือวิถีที่ศาลเทพชิงอู๋?
ไม่ต้องพูดถึงว่าเถี่ยเหวินจิ้งก็พูดเองว่าเมื่อครู่ หลู่ชิงเหมยออกปากเองว่าอยากให้เจ้าสำนักเชิญเขามาหารือวิถี!
ทั้งหมดนี้ทำให้ซูอี้สังหรณ์ว่าเจตนาในการมาเยือนที่นี่ของหลู่ชิงเหมยอาจจะเกี่ยวข้องกับตน
ทว่าเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เพราะยิ่งหลบเลี่ยง หลู่ชิงเหมยจะยิ่งสงสัย และคงไม่อาจทราบได้ว่าจะเกิดปัญหาเช่นไรขึ้นอีก
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สู้พบกันเสียยามนี้เลยจะดีกว่า
ซูอี้มั่นใจว่าสตรีผู้นี้ไม่อาจมองตัวตนของเขาออกได้หรอก!!
เมื่อซูอี้กับเถี่ยเหวินจิ้งมาถึงสนามเต๋าทางช้างเผือกด้วยกัน เสียงอื้ออึงพลันดังขึ้นในละแวกนั้น
“ผู้ดูแลเซียวมาแล้ว!!”
“ข้าว่าแล้วเชียวว่า แม้หัวใจจะขื่นขม เขาจะไม่มีทางปฏิเสธไม่ต่อสู้ เพราะเขาเป็นผู้มีหัวใจกว้างขวาง ห้าวหาญยิ่งใหญ่! มีหรือจะกลัวการต่อสู้?”
“ใช่แล้ว ผู้ดูแลเซียวน่านับถือยิ่งนัก ไม่ว่าการหารือวิถีหนนี้เขาจะชนะหรือพ่ายแพ้ ข้าก็รังแต่จะเลื่อมใสเขายิ่งขึ้น!”
……ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่นับไม่ถ้วน สายตาของหลู่ชิงเหมยที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะแขกผู้มีเกียรติ มองมายังซูอี้จากไกลๆ เช่นกัน
ขณะนี้ อักขระลึกลับเกินเข้าใจคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในคู่เนตรพราวระยับของนางอย่างเงียบเชียบ