บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2224 เสวนาแต่สิ่งแสวง
บทที่ 2224 เสวนาแต่สิ่งแสวง
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว ศีรษะปวดแปลบ
ไม่ให้ช่วย ก็บังคับช่วย!
วิธีการเช่นนี้คล้ายวาจาที่ว่า ‘ข้าทำเพื่อประโยชน์ของเจ้านะ ภายหน้าเจ้าจะเข้าใจเจตนาดีของข้าเอง’ นัก
และยังทำให้ซูอี้อยากโมโห แต่ก็ทำมิได้
เขาจึงหุบปากไปเสียดื้อๆ
ฉี่เวยดูจะชนะแล้ว จึงกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “ข้าจะจัดแจงการเดินทางจากนี้เอง เจ้ามิต้องห่วงไปหรอก”
ว่าแล้ว นางก็ลุกขึ้นอย่างสง่างามและเตรียมจะจากไป แต่จู่ๆ ก็นึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงพลิกมือนำสุราไหหนึ่งมาวางบนโต๊ะข้างกายซูอี้
“นี่คือ ‘เมรัยเทพ’ ที่บรรพชนเผ่าข้าถนอมไว้ มันมีนามว่าสิ่งแสวง ไม่อาจทราบได้ว่าผู้เฒ่ามากมายเพียงไรในโลกหล้าแดนเทพอยากได้สักไหแต่ไม่อาจ เจ้าลองชิมเถิด”
ฉี่เวยแย้มยิ้มแล้วหันจากไป
“ผู้รู้จักข้าสนทนาด้วยเรื่องกังวลใจ ส่วนผู้หารู้ไม่เสวนาแต่สิ่งแสวง……”
ซูอี้ยกไหสุราขึ้น และลอบกล่าวในใจ “เมรัยนี้ดีจริงๆ”
เมรัยเทพ ‘สิ่งแสวง’ นี้เป็นสมบัติอันมิอาจประเมินมูลค่าได้จริงแท้ กระทั่งหลี่ฝูโหยวกับอี้เต้าเสวียนยังเคยได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของเมรัยนี้
มันไม่เพียงเลิศรส แต่ยังเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์อันหาได้ยาก สมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ในฟ้าดิน สามารถใช้ทั้งดื่มกินและฝึกฝนเยียวยา!
ซูอี้เปิดไหสุราแล้วลองจิบ
ทันใดนั้น ความร้อนสายหนึ่งก็พุ่งทะยานลงไปในลำคอ แผ่ซ่านทั่วทุกรยางค์กายเยี่ยงระลอกวารี กลิ่นหอมหวนอันอัศจรรย์ปรากฏขึ้นกะทันหันในจมูกปาก และเหนือปลายลิ้นก็สัมผัสสารพันรสชาติปนเป
ทั้งจิตวิญญาณ โลหิต และปราณของเขาดูจะอาบด้วยรัศมีเทพมหาวิถี ทั้งกายและใจถูกชำระหลอมบริสุทธิ์โดยถ้วนทั่ว ให้ความรู้สึกดุจละล่องสำราญ
ตู้ม!
ทะเลฮุ่นตุ้นในกายของเขาเดือดพล่านสาดซัด ส่งวจีเลื่อนลั่นเยี่ยงสายฟ้า เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยไหวระริก อาบไล้ด้วยแสงวิถีฮุ่นตุ้น
ทันใดนั้น การฝึกฝน จิตวิญญาณ ร่างวิถี และอำนาจมหาวิถีของซูอี้ก็ดูจะแผดเผาเยี่ยงน้ำเดือดโดยพร้อมเพรียง
การฝึกฝนทั่วกายซูอี้พลันบังเกิดความรู้สึกเหมือนจะพัฒนา
เขาอดสะท้านหัวใจมิได้
เดือนก่อน เขาเก็บตัวฝึกฝนอยู่ที่ยอดเขาไผ่วิญญาณ และหลังจากใช้โอสถเทพที่มีจนหมด ในที่สุดชายหนุ่มก็ฟื้นบาดแผลได้สมบูรณ์!
การฝึกฝนของเขาไม่เพียงหวนคืนสู่จุดสมบูรณ์พร้อม แต่ยังพัฒนาไปมากกว่านั้น เข้าสู่ขอบเขตสรรค์สร้างขั้นปลายสำเร็จแล้ว!
ทว่าหลังจากดื่มสุราเพียงจอกในยามนี้ การฝึกฝนในร่างของเขาก็มั่นคงขึ้นกว่าเก่า ซ้ำยังพัฒนาขึ้นเล็กน้อย และปรากฏเค้าลางคลับคล้ายจะเคลื่อนสู่ขั้นสมบูรณ์
“สุรานี้ประเมินมูลค่าไม่ได้จริงๆ มิน่าเล่า สัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านั้นจึงอยากได้สักไห!”
ซูอี้อุทาน
สุราไหนี้บรรจุสุราเพียงหนึ่งจิน ดื่มได้ยี่สิบสี่จอก
หากใช้มันฝึกฝน จะนำคุณประโยชน์อันน่าเหลือเชื่ออย่างแน่นอน!
และการที่ฉี่เวยนำออกมาให้เขาเสียดื้อๆ ก็แสดงให้เห็นว่าสตรีผู้นี้มั่งคั่งเพียงไร
กล่าวได้ว่าเหมือนเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งที่สุดในโลกหล้ามาปรากฏตรงหน้า!
‘ยามถึงกาลเคลื่อนขอบเขต ค่อยดื่มเมรัยนี้อีกครั้ง’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาในยามนี้หมดเนื้อหมดตัว จนกรอบมากจริงๆ เหลือเพียงสมบัติอย่างวัตถุดิบเทพสำหรับหลอมสมบัติและทองเทพอมตะเท่านั้น
โอสถเทพดีๆ สักชิ้นก็ไม่เหลือ
ดังนั้น เมื่อได้พบสตรีผู้ ‘รวยล้นฟ้า’ อย่างฉี่เวย ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
แต่มันก็แค่นั้น
……
เมืองโบราณสารทวสันต์
ค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ
มีผู้มารอที่นี่แล้วมากมาย
“ผู้เฒ่าเว่ย เราเองก็จ่ายเงินแล้ว ยามใดกันที่เราจะได้ยืมใช้ค่ายกลนี้?”
“ใช่แล้ว เรารอที่นี่มาหนึ่งวันแล้วนะ!”
“ค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณนี้ใช้ได้เพียงหนในสิบสองชั่วยาม และเคลื่อนย้ายคนได้เพียงครั้งละสามสิบหกคน”
“ยามนี้มีสหายเต๋ามารอกันเกือบร้อย แบ่งออกเป็นสามส่วนแล้ว หากโอ้เอ้เช่นนี้ต่อไป คนไม่เพียงจะมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังทำให้ทุกผู้ที่นี่เสียเวลาด้วยนะ!”
“อีกอย่าง ไม่ใช่ว่านี่เป็นการเสียเวลาทำเงินของหอการค้ากิเลนของพวกเจ้าด้วยหรือ?”
ผู้เฒ่าบางคนบ่นกับ ‘ผู้เฒ่าเว่ย’ ผู้ดูแลหอการค้ากิเลนอย่างแสนข้องใจ
พวกเขาล้วนมาจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดแห่งทวีปเทพอัคคีทักษิณ ฐานะของแต่ละคนล้วนสูงส่งมิแพ้กัน
ในหมู่พวกเขายังมีตัวตนระดับจอมเทพมากมายซึ่งมิปรากฏตัวในโลกหล้ามาหลายปี!
ทว่าพวกเขาในยามนี้กลับต้องมานั่งรอที่นี่เป็นวันแล้ว!
มิน่าแปลกใจเลยที่จะพากันบ่น
และเบื้องหลังพวกเขายังมียอดฝีมือเกือบร้อยคนที่อยากยืมใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ
พวกเขามาจากขุมกำลังใหญ่ต่างๆ จับเป็นกลุ่มบ้างสามบ้างห้า
‘ผู้เฒ่าเว่ย’ แห่งหอการค้ากิเลนยืนอยู่ข้างค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ เมินเฉยต่อคำโอดครวญทั้งหลายเหล่านั้น
“เมื่อผู้นำหอการค้ากิเลนของข้า ฉี่เวยมาถึง ตาเฒ่าผู้นี้จะเปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ”
ผู้เฒ่าเว่ยกล่าวอย่างอบอุ่น “หากมีผู้ใดรีบ หอการค้ากิเลนของเราจะคืนเงินให้”
ทันใดนั้น เสียงบ่นทั้งหลายก็ได้หายไปหลายเสียง
จอมเทพทั้งหลายขมวดคิ้ว แต่ท้ายที่สุดก็มิกล่าวอันใดอีก
ใครใช้ให้หอการค้ากิเลนเป็นหนึ่งในสามหอวาณิชใหญ่สุดในโลกหล้ากัน?
ใครใช้ให้มีค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามทวีปเทพเพียงไม่กี่แห่งในทวีปเทพอัคคีทักษิณอันไพศาล?
ใครใช้ให้……
พวกเขาต้องมาพึ่งพาผู้อื่นกัน?
แม้จะเสียเงิน แต่ก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนโทสะ!
เมื่อซูอี้และคณะมาถึงภายใต้การนำของฉี่เวย พวกเขาก็ได้เห็นภาพเช่นนี้
“ฮูหยินฉี่เวยมาแล้ว!”
“ในที่สุดก็จะได้เปิดใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายเสียที”
“หือ ผู้อาวุโสสูงสุดกับผู้อาวุโสสามของศาลเทพชิงอู๋ก็มากับฮูหยินฉี่เวยด้วยแฮะ”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าหนุ่มนั่นคือเซียวเจี่ยนผู้สืบสายเลือดมังกรคบเพลิงหรือ? ข้าได้ยินว่าเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าหอตระเวนราตรีของศาลเทพชิงอู๋แล้ว ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
……การปรากฏตัวของพวกซูอี้ทำให้เกิดเสียงอื้ออึงทั่วทุกทิศ
ผู้ถูกจับตามองมากที่สุดย่อมเป็นฉี่เวย เว่ยจงและขู่เจิน แม้กระทั่งซูอี้ยังมีผู้คนมากมายจำได้
และยามนี้เองที่ซูอี้ตระหนักว่าชื่อเสียงของเขามิได้อยู่เพียงในศาลเทพชิงอู๋ แต่แผ่ออกไปทั่วทั้งทวีปเทพอัคคีทักษิณแล้ว
เว่ยจงกับขู่เจินต่างประหลาดใจ
พวกเขาเห็นว่าในหมู่ตัวตนเฉียดร้อยที่มารอเรียงแถวยืมค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณเหล่านี้ มีผู้ทรงอำนาจจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดอยู่มากมาย
และจอมเทพอีกหลายคน!!
ในด้านฐานะ พวกเขาทั้งคู่ล้วนต่ำต้อยกว่า
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองรู้สึกประหลาดก็คือ ยามพวกเขาตามฉี่เวยเคลื่อนผ่านแถวบุคคลยาวเหยียดดุจมังกรมาถึงค่ายกลเคลื่อนย้าย ผู้เฒ่าหลายคนซึ่งมีตำแหน่งสูงส่งกว่าพวกเขากลับมีท่าทีประหลาดใจและประทับใจ
กระทั่ง…ริษยาพวกเขา!!
สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกลำพองพอใจอย่างมิอาจพรรณนา
ใครบอกเล่าว่าผู้เฒ่าอย่างพวกเขามิสนใจหน้าตา?
ทว่าหน้าตานี้ของพวกเขาได้มาจากผู้มีตัวตนและฐานะสูงส่งกว่าพวกตน
แม้เว่ยจงกับขู่เจินในขณะนี้จะรู้สึกเหมือนจิ้งจอกยืมบารมีเสือชอบกล แต่ก็ต้องบอกว่าความรู้สึกนี้… โคตรสดชื่นกระชุ่มกระชวยเป็นบ้า!
ในเรื่องนี้ ปฏิกิริยาของซูอี้ราบเรียบที่สุด
ตลอดกาลตราบยุคสมัย ทุกผู้ล้วนเกลียดการเลือกปฏิบัติ แต่กลับถวิลหาชื่อเสียงและผลประโยชน์อันมากับชื่อเสียงนั้น
โลกปุถุชนเป็นเช่นนั้น
โลกผู้ฝึกตนเองก็ย่อมเป็นเช่นกัน
“คุณหนู ค่ายกลเคลื่อนย้ายพร้อมแล้วขอรับ หากต้องการ ก็สามารถออกเดินทางได้ทุกเมื่อเลย”
ขณะนี้ ผู้เฒ่าเว่ยซึ่งแสนแข็งกร้าวกับผู้อื่นเมื่อก่อนประสานมือคารวะฉี่เวยพลางแย้มยิ้มถ่อมตน
และนี่ย่อมทำให้ฉี่เวยกลายเป็นจุดสนใจของผู้ชม
“สหายเต๋าเซียว เจ้าว่ามาเลย”
ฉี่เวยกล่าวกับซูอี้
ทันใดนั้น ทุกความสนใจก็เคลื่อนไปทางชายหนุ่ม บ้างประหลาดใจ บ้างสับสน บ้างงุนงง
ไฉนเซียวเจี่ยนจากศาลเทพชิงอู๋จึงเป็นที่สนใจของฮูหยินฉี่เวยได้เพียงนี้ นางกระทั่งถามความเห็นเขาก่อน?
ซูอี้ประสบมรสุมพลิกผันสารพัด และดื่มด่ำกับสิทธิประโยชน์อันสะท้านสะเทือนทั้งอดีตและปัจจุบันมาเกินคณานับในอดีตชาติ
เขาหาถือเรื่องเล็กๆ นี้เป็นจริงเป็นจังไม่
“ที่นี่คือถิ่นหอการค้ากิเลนของเจ้า เจ้าควรเป็นผู้ตัดสินใจ”
ซูอี้กล่าว
“งั้นไปกันเถอะ”
ฉี่เวยตัดสินใจทันที ไม่ได้ถามผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงและผู้อาวุโสสามขู่เจินสักคำแต่ต้นจนจบ
แม้ทั้งสองจะรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แต่พวกเขาก็พูดอันใดมิได้เมื่อคิดได้ว่ายามนี้ พวกตนได้ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายหนึ่งครั้งโดยไร้ค่าใช้จ่าย
ภายใต้การจัดการของผู้เฒ่าเว่ย พวกฉี่เวยก็ได้เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้ายทันที และจากนั้นคนอื่นอีกสามสิบสองคนก็ตามกันเข้ามา
ยามทุกผู้พร้อม ผู้เฒ่าเว่ยก็จัดเตรียมคนและเริ่มใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้าย “ในอดีต ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ถูกใช้เพียงนานๆ หน แต่ช่วงกาลนี้ เพราะเหตุการณ์โจมตีตระกูลซีในทวีปเทพจิตนภา ขุมกำลังหลักในทวีปเทพอัคคีทักษิณจึงมิอาจอยู่เฉย กระเหี้ยนกระหือรืออยากรี่ไปให้ไวที่สุด ค่ายกลเคลื่อนย้ายของหอการค้ากิเลนเราจึงเนื้อหอมขึ้นมา”
ในค่ายกลเคลื่อนย้าย ฉี่เวยกล่าวขึ้นอย่างฉะฉาน “คนที่มาเรียงแถวรอกันนี้ล้วนคิดค่าเดินทางรายคน คนละสามร้อยผลึกเทพอมตะ”
“ประเด็นคือ ต่อให้จ่ายเงินก็ยังต้องเข้าแถวรอ”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงก็แย้มยิ้มกล่าวขอบคุณ
ขู่เจินคำนวณในใจ
จากราคาสามร้อยผลึกเทพอมตะต่อหัว การเคลื่อนย้ายคนหนละสามสิบหกคนก็ตีราคาได้เป็นผลึกเทพอมตะหนึ่งหมื่นแปดร้อยชิ้น!!
ขู่เจินสูดหายใจเฮือก
หอการค้ากิเลนไม่ร่ำรวยเกินไปหน่อยหรือ!?
ราวกับรู้ทันความคิดของเขา ฉี่เวยกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “การเดินค่ายกลเคลื่อนย้ายแต่ละครั้ง ต้องใช้อำนาจค่ายกลเทียบได้กับผลึกเทพอมตะแปดพันชิ้น เมื่อคำนวณแล้ว หอการค้ากิเลนก็ได้กำไรเพียงน้อยนิด”
ขู่เจิน “……”
นี่เรียกว่ากำไรน้อยนิดได้เรอะ?!
ซูอี้ทำเพียงฟังเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยอันใด
ในโลกแห่งเทพ ผู้นำเผ่าเทพกิเลนมักถูกเรียกว่า ‘เทพมั่งมี’
เห็นได้ว่าเผ่าเทพกิเลนมั่งคั่งยิ่งนัก
ส่วนบุตรีแห่งเทพมั่งมีอย่างฉี่เวยย่อมกล่าวได้ว่าเป็น ‘เทพน้อยมั่งมี’
ตู้ม!
ไม่นานนัก ค่ายกลเคลื่อนย้ายก็กู่คำราม
อำนาจมิติเวลาอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้น ปั่นป่วนสุญญะใกล้เคียงปรวนแปร
เพียงชั่วพริบตา ทุกผู้ในค่ายกลเคลื่อนย้ายก็หายวับไป
ขณะนี้ จู่ๆ ซูอี้ก็เกิดความรู้สึกอัศจรรย์เหมือนถูกหัตถ์ใหญ่ล่องหนข้างหนึ่งคว้าตัวพาเดินผ่านคลื่นมิติเวลา ข้ามม่านพลังมิอาจนับชั้น……
ในคลองตาของเขาเห็นเพียงเส้นแสงเจิดจรัสจากอำนาจมิติเวลาละลิ่วผ่าน หายวับไปต่อหน้าต่อตาเขาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้นก็มิอาจรับรู้สิ่งใด
ซูอี้พลันมีความคิดหนึ่งปรากฏในใจ……
ยามยุคตำนานทมิฬมาเยือน พิกัดมิติเวลาที่กระจายไปตามเขตหวงห้ามมิติเวลาต่างๆ จะนำตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันมิใช่ของยุคสมัยปัจจุบันมาปรากฏเหมือนเช่นค่ายกลเคลื่อนย้ายนี่หรือไม่?
มิรอให้ซูอี้คิดมากไปกว่านี้ สรรพสิ่งตรงหน้าเขาพลันระเบิดออกพร้อมเสียงเลื่อนลั่นกัมปนาท กลายเป็นพิรุณแสงพร่างพรม
แทบจะพร้อมกันนั้น เสียงหนึ่งก็กล่าวอย่างนอบน้อม
“ฝานฮั่วเซิ่ง ผู้จัดการใหญ่เมืองโบราณเวิ้งเทวานำผู้ใต้บัญชามาต้อนรับคุณหนูแล้วขอรับ!”