บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2225 เผยเจตนาแท้จริงในที่สุด
บทที่ 2225 เผยเจตนาแท้จริงในที่สุด
เมืองโบราณเวิ้งเทวา
เมืองโบราณยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของทวีปเทพจิตนภา รุ่งเรืองเฟื่องฟูดุจสายนที
หอการค้ากิเลนก็มีฐานที่มั่นที่นี่
ด้านนอกค่ายกลเคลื่อนย้ายของหอการค้ากิเลนในเวลานี้มีผู้คนมากมายมารออยู่แล้ว
ผู้นำเป็นชายชราในชุดผ้าแพรผู้หนึ่ง
เมื่อร่างของพวกซูอี้ปรากฏขึ้นจากค่ายกลเคลื่อนย้าย ชายชราในชุดผ้าแพรและผู้ใต้บัญชาก็พร้อมใจโค้งคำนับให้แก่ฉี่เวย
ให้ความรู้สึกขลังสะท้านใจผู้คนมากมาย
ฮูหยินฉี่เวยผู้นี้เอิกเกริกยิ่งใหญ่นัก!!
“มิต้องมากพิธีหรอก”
ฉี่เวยก้าวออกมาจากค่ายกลเคลื่อนย้าย และกล่าวว่า “เรื่องที่ข้าบอกเจ้าไว้ เรียบร้อยดีหรือไม่?”
ชายชราในชุดผ้าแพรผู้นี้เป็นผู้จัดการใหญ่ของหอการค้ากิเลนประจำเมืองโบราณเวิ้งเทวา มีนามว่าฝานฮั่วเซิ่ง
เขากล่าวอย่างนอบน้อม “ทุกสิ่งถูกจัดเตรียมตามคำสั่งคุณหนูทั้งหมดแล้วขอรับ”
“ดี จัดเตรียมที่พักให้เราก่อนแล้วกัน”
ฉี่เวยออกคำสั่ง
“ช้าก่อน”
ขู่เจินก้าวเข้ามากล่าวว่า “ในเมื่อยามนี้พวกเรามาถึงทวีปเทพจิตนภากันแล้ว ก็ควรถึงกาลบอกลา”
ฉี่เวยกล่าวกับขู่เจิน “รีบร้อนไปไย? ข้าสั่งคนให้จัดงานเลี้ยงรับรองแล้ว และยังให้คนไปถามไถ่ข่าวสารเกี่ยวกับตระกูลซีโบราณไว้แล้วด้วย เจ้าไปยามนี้จะไปหนใดได้?”
ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงก็กล่าวขึ้น “นั่นสิ ที่นี่ไม่ใช่ทวีปเทพอัคคีทักษิณ เราหาเคยชินกับวิถีชีวิตที่นี่ไม่ คงเป็นการดีหากได้รับความช่วยเหลือจากแม่นางฉี่เวย”
ขู่เจินพูดไม่ออก สีหน้าชราของเขาดูมืดมน
ซูอี้รู้สึกขบขันในใจ
สำหรับขู่เจิน ฉากหน้าการเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อสืบข่าวของตระกูลซีโบราณ ทว่าแท้จริง จุดประสงค์แท้จริงคือจัดการกับเขา
แต่เห็นได้ชัดว่าเพราะการปรากฏตัวของฉี่เวยและผู้อาวุโสใหญ่ ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจหาโอกาสได้!
ท้ายที่สุด ชายชราก็ยอมตกลง
วันเดียวกันนั้น คณะของพวกเขาได้รับการต้อนรับระดับสูงสุดจากหอการค้ากิเลน
ได้กินดื่มอาหารอันโอชะล้ำเลิศที่สุดในทวีปเทพจิตนภา
งานเลี้ยงอันเลิศหรูเอิกเกริกทำให้ผู้เฒ่าอย่างเว่ยจงและขู่เจินเหมือนได้เปิดหูเปิดตา
หลังจากงานเลี้ยงจบลง พวกเขาแต่ละคนก็ถูกจัดให้พักในศาลาระดับสูงสุด ที่ไม่เพียงตกแต่งอย่างสง่างามยิ่ง แต่แม้กระทั่งค่ายกลรวมวิญญาณในศาลายังเทียบได้กับแดนศักดิ์สิทธิ์สักแห่ง!
ยามล่วงรู้ว่าหากจะพักสักคืนต้องจ่ายทองเทพอมตะร้อยชิ้น ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสสามก็เงียบไป และสร่างเมาขึ้นมา
“เรื่องการโจมตีตระกูลซีโบราณ ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ไม่ได้กำหนดเส้นตายเริ่มลงมือไว้อย่างชัดเจน”
ในห้องอาหารที่เตรียมไว้เพื่อซูอี้ ฉี่เวยจิบชาพลางกล่าวขึ้น
“แต่สิ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ไม่เพียงแดนบรรพชนของตระกูลซีโบราณถูกผนึกโดยสมบูรณ์ แต่ขุมกำลังและที่มั่นของตระกูลซีทั่วทวีปเทพจิตนภาก็ถูกอำนาจของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ควบคุมสมบูรณ์!”
“สรุปคือ สถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลซีโบราณนั้นไม่ได้ต่างจากปลาบนเขียงพร้อมชำแหละโดยแท้ ความเป็นความตายของพวกเขาอยู่ในมือของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์”
“ยามนี้ ขุมกำลังสูงสุดหลายแห่งในทวีปเทพจิตนภากำลังเฝ้ารอ ขอเพียงศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์สั่งคำเดียว มรสุมจะบังเกิดกับตระกูลซีโบราณทันที!”
กล่าวถึงตรงนี้ ฉี่เวยก็จิบชาชโลมคอให้ชุ่มชื้น ก่อนจะกล่าวต่อ
ซูอี้นั่งฟังเงียบๆ ตั้งแต่ต้น
ยามนี้เองที่เขาตระหนักว่าสถานการณ์ร้ายแรงกว่าที่ตนคิด!
ตระกูลซีโบราณไม่ต่างจากแกะรอถูกเชือด และศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ก็เงื้อมีดชำแหละเนื้อในมือขึ้นแล้ว
ยามนี้ โลกหล้ารอเพียงยามใดที่มีดชำแหละเนื้อนั้นจะสับลงมา!
“ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งที่สมชื่อในทวีปเทพจิตนภา และในแผนสังหารที่พวกเขาเตรียมมาอย่างแยบยลนี้ การช่วยเหลือตระกูลซีโบราณก็จะยิ่งยากขึ้น!”
ฉี่เวยกล่าว “จากข้อมูลที่ข้าได้มา ตระกูลซีโบราณยุ่งเหยิงวุ่นวาย และเพื่อปกป้องตนเอง ผู้ทรงอำนาจมากมายในตระกูลเลือกยอมจำนนแล้ว”
“จำนน?”
ซูอี้ขมวดคิ้วน้อยๆ
“ลูกแกะรอวันเชือดอย่างพวกเขายังมีทางรอดใดนอกจากยอมจำนนหรือ?”
ฉี่เวยรำพึงเบาๆ “เว้นแต่ซูอี้ผู้นั้นจะประกาศตัวออกมาแบกรับเรื่องทุกอย่างนี้”
ทันใดนั้น นางก็เบนสายตามากล่าวกับซูอี้พร้อมกับแย้มยิ้มมีเลศนัย “แต่เผ่าเทพกิเลนของข้าจะมิอยู่เฉยหรอก”
“ยามนี้ข้าอยากถามเพียงว่า สหายเต๋าเซียวมีแผนการเช่นไร?”
ซูอี้กล่าว “รอ”
“รอ?”
ฉี่เวยงุนงง
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “รอว่าระหว่างซูอี้และศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ ผู้ใดจะกลั้นใจไม่อยู่ก่อนกัน”
“ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์วางแผนจะลงมือกับซูอี้ หากพวกเขาสร้างเรื่องราวใหญ่โตเพียงนี้แต่ไม่พบเขา จะอับอายกันเพียงไร? ผู้คนในโลกหล้าจะคิดกับศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เช่นไร?”
“ดังนั้น ข้าจึงสรุปว่าศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์จะกำหนดเส้นตายให้ซูอี้เป็นฝ่ายปรากฏตัวมาเอง”
“หากทำเช่นนี้ แม้ซูอี้จะไม่ปรากฏตัวในท้ายที่สุด ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ก็สามารถจัดการกับตระกูลซีโบราณอย่างชอบธรรมได้”
ดวงตาของฉี่เวยวูบไหว แย้มยิ้มกล่าวชม “สหายเต๋าเซียวมองการณ์ไกล ประเสริฐยิ่งนัก”
จริงด้วย หากซูอี้ไม่ปรากฏกาย แผนสังหารที่ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เตรียมมาแทบตายไม่กลายเป็นผายลมหรือ?
“งั้นเราก็รออีกสักหน่อย”
ฉี่เวยลุกขึ้นจรจาก “ต่อจากนี้ ข้าจะส่งกำลังทั้งหมดของหอการค้ากิเลนไปตรวจสอบเรื่องนี้ ไล่เรียงรายชื่อชุมกำลังที่ร่วมมือกับศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์และไล่ล้างแค้นรายหัวในภายหลัง!”
ซูอี้ผงะไป มรสุมไม่ทันเริ่ม แต่สตรีผู้นี้เริ่มคิดวางแผนล้างแค้นในภายหน้าแล้วหรือ?
ดุเอาเรื่อง!
ทว่าความดุดันใจกล้าเช่นนี้น่าชมชอบจริงๆ
หลังฉี่เวยจากไป ซูอี้ก็นั่งครุ่นคิดที่เดิมลำพัง
……
สองสามวันหลังจากนั้น ฉี่เวยได้นำข่าวล่าสุดมาบอกซูอี้ เว่ยจงและขู่เจินทุกวัน
การลงมือกับตระกูลซีโบราณนี้ควรค่าให้ทั่วโลกจับตา กระตุ้นความสนใจทั่วหล้าโลกเทพได้โดยแท้
สองสามวันมานี้ ยอดฝีมือของขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดจากทวีปเทพบรรพพรหม ทวีปเทพอัคคีทักษิณ และทวีปเทพพิชิตบูรพาต่างเร่งรี่มายังทวีปเทพจิตนภา
และยังทำให้เกิดมรสุมตั้งเค้ารอสาดซัดทั่วทวีปเทพจิตนภา
ไม่อาจทราบได้ว่ามีตัวตนระดับจอมเทพมากมายเพียงไรที่สนใจเฝ้ามองมรสุมอันก่อตัวนี้อย่างใกล้ชิด!
น่าประหลาดใจนักที่จนบัดนี้ ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ก็ยังไร้เจตนาลงมือ
และไม่ประกาศว่าจะจัดการกับตระกูลซีโบราณในวันใด
ดูเหมือนศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ก็กำลังรอบางอย่างอยู่เช่นกัน
คืนนี้……
ฉี่เวยไม่อยู่ และโถงงานเลี้ยงก็มีเพียงผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสสาม และซูอี้สามคน
ซูอี้ดูเหมือนกำลังดื่มสุราอย่างสำราญใจ ทว่าแท้จริงเขากำลังครุ่นคิดในใจว่าจะนัดหมายผู้อาวุโสสามตามลำพัง และสร้างโอกาสให้อีกฝ่ายจัดการกับเขาดีหรือไม่
มีเจ้าเฒ่านี่อยู่ รังแต่จะกระทบแผนการถัดไปของเขา
สู้ให้โอกาสอีกฝ่ายสักหน่อย เขาก็ได้โอกาสส่งอีกฝ่ายไปโลกหน้าแล้ว!
ทันทีที่เขาคิดเช่นนี้ เสียงของขู่เจินพลันดังขึ้นในโสต
“รองหัวหน้าหอเซียว หลังงานเลี้ยงจบ เจ้ากับข้าแยกกันไปรวมตัวที่ประตูบูรพาของเมืองโบราณเวิ้งเทวานะ”
ซูอี้ดูไม่สะทกสะท้าน แต่ลอบกล่าวในใจว่าบังเอิญแท้ ไอ้แก่นี่คิดเหมือนเขาเป๊ะ!
“ได้”
ซูอี้ตอบกลับไป
ไม่ห่างไปนัก ขู่เจินซึ่งกำลังดื่มกินอาหารพลันผงะไป เจ้าเด็กนี่ตอบตกลงง่ายๆ เช่นนี้เลยหรือ?
ไม่รู้หรือไรว่าหลังจากออกไปจากที่นี่ หอการค้ากิเลนจะไม่อาจคุ้มกันเขาได้อีก?
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ขู่เจินก็ส่งกระแสปราณ “จำไว้ว่านี่เป็นเรื่องภายในหอตระเวนราตรีของเรา อย่าให้ผู้อาวุโสใหญ่รู้ และให้ฉี่เวยทราบไม่ได้ หาไม่ ข้าจะใช้กฎอาญาสำนักลงโทษเจ้าสถานหนัก!”
“ผู้อาวุโสสามวางใจเถิด”
ซูอี้จิบสุรา
ทั้งสองคุยกันผ่านกระแสปราณ ผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจึงมิทราบเรื่องราว
หลังจากมื้ออาหาร
ซูอี้กลับไปยังที่พำนักของเขาก่อน จนกระทั่งกลางดึกจึงฉวยโอกาสยามวิกาลเดินจากไปเพียงลำพัง
ณ บริเวณด้านนอกประตูบูรพาของเมืองโบราณเวิ้งเทวา
เมื่อซูอี้มาถึง เขาก็พบว่าผู้อาวุโสสามขู่เจินมารออยู่แล้ว
“ผู้อาวุโสสาม เราจะทำอันใดกันหรือ?”
ซูอี้ถาม
“เจ้ามากับข้า”
ผู้อาวุโสสามมองซูอี้ด้วยสายตาเฉยชา ก่อนจะทะยานจากไปไกล
ซูอี้แย้มยิ้มและไล่ตาม
หลังชั่วหนึ่งก้านธูปมอดหมด
ในป่าเขาแห่งหนึ่งกลางวิกาล เมฆาทมิฬปกคลุมท้องนภา ไร้จันทราดาราส่องสว่าง
ขู่เจินซึ่งนำทางอยู่เบื้องหน้าพลันหยุดชะงัก หันมามองซูอี้
สีหน้าเกินเข้าใจปรากฏบนใบหน้าชราเหี่ยวย่นของขู่เจิน “เซียวเจี่ยน หากข้าเดาถูก เจ้าน่าจะคาดเดาได้แล้วว่าข้าอยากจะทำอันใดในใจกระมัง?”
ซูอี้มองไปรอบๆ และกระซิบว่า “รัตติกาลมืดมิด สายลมพัดแรงเป็นคืนฆาตกรรม ข้าว่าผู้อาวุโสสามน่าจะคิดฆ่าข้า”
ขู่เจินพลันขมวดคิ้ว รู้สึกว่าเซียวเจี่ยน ณ ขณะนี้ดูใจเย็นเกินไป หามีความกลัวไม่!
“ไม่หรอก ข้าแค่อยากตรวจสอบตัวตนของเจ้ามากกว่านี้เท่านั้น”
ขู่เจินกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา “เจ้าสำนักออกคำสั่งแล้วว่า หากฐานะของเจ้าปกติดี เขาจะให้ทางรอดแก่เจ้า แต่หากมีปัญหา… ที่นี่จะเป็นที่ฝังศพเจ้าคืนนี้”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “ไม่ต้องตรวจสอบหรอก ผู้อาวุโสสามลงมือได้เลย”
ขู่เจินผงะไป “เจ้ายอมรับออกมาเองหรือ!?”
ซูอี้กล่าว “หากข้าไม่ยอมรับ ผู้อาวุโสสามจะหยุดเพียงเท่านี้หรือไม่?”
ขู่เจินเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาดูตัดสินใจมิได้
“ขู่เจิน เจ้าจะลังเลไปไย ลงมือเสียเลยสิ มีข้าอยู่ที่นี่ เด็กนี่หนีไม่รอดหรอก!”
ทันใดนั้น ร่างผอมสูงร่างหนึ่งได้เดินออกมาจากเขาหัวโล้นท่ามกลางราตรีไกลออกไป
เส้นผมดุจของ้าว ผิวกายเช่นทองแดง ดวงตาคมปลายเยี่ยงอัสนี เปี่ยมอำนาจแกร่งกล้า
บรมาจารย์หยวนซาน!
จอมเทพหล่อหลอมขั้นสองจากศาลเทพชิงอู๋!!
กล่าวกันว่าร่างจริงของเขาคือวานรเทพบรรพกาล มีพละกำลังไร้สิ้นสุดและอำนาจต่อสู้แข็งแกร่งเหนือสิ่งใด
ซูอี้หรี่ตาลง ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ว่าแล้วเชียว ไม่น่าเล่าเจ้าจึงมิอยากยืมค่ายกลเคลื่อนย้ายของหอการค้ากิเลนเมื่อก่อนหน้านี้ ที่แท้ก็มีวานรเฒ่าลอบตามมาเช่นนี้”
วานรเฒ่า?
คิ้วของหยวนซานขมวดมุ่น เป็นผู้น้อย แต่กลับกล้าดูหมิ่นเขาต่อหน้า!
“เซียวเจี่ยน ในเมื่อเจ้าคิดจะแตกหักกัน ไฉนไม่บอกข้าหน่อยเล่าว่าเจ้าเป็นใครกันแน่ และใครส่งเจ้ามาแทรกแซงศาลเทพชิงอู๋ของข้า?”
ขู่เจินกล่าวเสียงลุ่มลึก ดวงตาแข็งกร้าวเย็นชา
ทว่าซูอี้ในขณะนี้ทั้งตะลึงและประหลาดใจ “ตราบเริ่มจนบัดนี้ พวกเจ้ายังไม่รู้กันอีกหรือว่าข้าเป็นใคร!?”
ขู่เจินอดหัวเราะและกล่าวประชดมิได้ “เจ้าเป็นเพียงเทพชั้นล่างหนึ่งคน จะยังเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไปได้อย่างไรกัน?”
เขาทดสอบความแข็งแกร่งของเซียวเจี่ยนมาเองกับมือ และแน่ใจมากว่าวิถีเต๋าของชายหนุ่มผู้นี้หาปลอมแปลงไม่!
บรมาจารย์หยวนซานเองก็แย้มยิ้ม สีหน้าเหี้ยมเกรียม แววตาเยาะเย้า “เจ้าก็ลองขานที่มาดูสิว่าพวกเราทั้งสองจะตกใจกลัวได้หรือไม่?”