บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2231 อันตรายแห่งพายุ
บทที่ 2231 อันตรายแห่งพายุ
นอกตำหนักบรรพชน สายฝนกระหน่ำหนัก หมู่เมฆดำทะมึน
ฟ้าดินดูประหนึ่งตกสู่ราตรีชั่วนิรันดร์ สายฟ้าแลบร้องเป็นครั้งคราวเพิ่มความรู้สึกหนักหนาสาหัส
ในตำหนักบรรพชน ซีจิ้งซานยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของซีหนิงด้วยความปวดใจ “อาหนิง ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น พ่อจะติดตามเจ้าไป ไม่ว่าจะต้อง… เป็นหรือตาย!”
ซีหนิงสูดหายใจลึกๆ นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าโทรมของบิดาและกล่าวว่า “บุตรีหากลัวความตายไม่ แต่มิอาจทนให้ท่านพ่อต้องอับอาย และมิอาจทนให้ตระกูลต้องถูกผลกระทบเช่นนี้”
ชายชราชุดเทาผู้หนึ่งในตำหนักบรรพชนกล่าวเสียงลุ่มลึก “หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ตัดสินใจเอง มิให้บิดาเจ้าต้องอับอายหน่อยเป็นไร?”
ซีหนิงหันกลับมาทันที ใบหน้างดงามราวหยกของนางหวนคืนสู่ความสงบ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ตัดสินใจอันใด ขอท่านอาชี้แจงให้กระจ่างด้วย”
ชายชราชุดเทาเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “เมื่อครู่ ข้าส่งคนออกไปเจรจากับ ‘สวินหง’ บรรพชนของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ข้างนอกนั่นแล้ว หวังว่าพวกเขาจะให้ทางรอดแก่ตระกูลเราได้ ส่วนสิ่งที่ต้องจ่ายนั้น…”
ชายชราชุดเทาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “คือส่งตัวเจ้าให้พวกเขา”
แม้ซีหนิงจะคาดการณ์ไว้แล้ว หัวใจของนางก็ยังรวดร้าว
นางเม้มปากขณะกวาดตามองเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลที่นี่ และเมื่อเห็นว่าพวกเขาแต่ละคนล้วนเงียบงันไร้วจี นางก็เข้าใจทันทีว่านี่เป็นการตัดสินใจที่พวกเขาล้วนเห็นพ้องต้องกัน
ท้ายที่สุด หญิงสาวจึงพยักหน้ากล่าว “ได้!”
ทันใดนั้น ทุกผู้ดูโล่งใจขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ทว่าสีหน้าของพวกเขาเผยแววซับซ้อนเล็กน้อย
“อาหนิง อย่าโทษเราว่าไร้ความปรานีเลย ระหว่างเจ้ากับทุกคนในตระกูล เราทำได้เพียงเลือกปกป้องตระกูล”
ชายชราผู้หนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมความละอาย
“ข้าไม่กล่าวโทษพวกท่านหรอก”
ซีหนิงส่ายหน้า “เรื่องมันเกิดเพราะข้า ข้าก็ต้องแบกรับผลของมัน”
ทันใดนั้น ซีจิ้งซานกล่าวเบาๆ “อาหนิง พ่อจะร่วมเผชิญหน้าทุกสิ่งกับเจ้า”
ร่างอรชรของซีหนิงสั่นสะท้าน กล่าวขึ้นว่า “ท่านพ่อ ข้า…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว”
ซีจิ้งซานหยุดนางไว้ “พ่อปกป้องเจ้ามิได้ หัวใจจึงรู้สึกผิดนัก หากหนนี้ยังไม่อยู่เคียงข้างเจ้าอีก… ข้าก็เป็นพ่อเสียเปล่าแล้ว!”
ตู้ม!
ด้านนอก อัสนีพลันเลื่อนลั่น ท้องนภาสั่นสะท้าน
ร่างหนึ่งรีบฝ่าสายฝนหนาเข้ามาในห้องโถง
เขาเป็นชายวัยกลางคนในชุดม่วงผู้มีรูปลักษณ์สง่า ซึ่งเพิ่งออกไปเจรจากับ ‘บรรพชนสวินหง’ แห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์มา
“เป็นเช่นไรบ้าง?”
ชายชราชุดเทาถามขึ้น
ชายวัยกลางคนชุดม่วงส่ายหน้าอย่างผิดหวัง “พวกเขา… มิได้รับปาก!!”
บรรยากาศในตำหนักบรรพชนพลันเงียบลง สีหน้าทุกผู้แปรเปลี่ยน
“บรรพชนสวินหงบอกว่าตระกูลซีโบราณของเราคือเนื้อปลาบนเขียง จะฆ่าหรือปล่อยล้วนขึ้นกับพวกเขา และเรา… หามีสิทธิ์เจรจากับพวกเขาไม่!”
ชายวัยกลางคนชุดม่วงกล่าวอย่างเศร้าใจ “พวกเขายังกล่าวอีกว่า เว้นแต่ซูอี้จะปรากฏตัว พวกเราทั้งหมดจะต้องตาย!”
บรรยากาศยิ่งทวีความหดหู่
เหล่าผู้อาวุโสจากตระกูลซีโบราณต่างกระสับกระส่าย สีหน้าของพวกเขาไม่น่ามองถึงขีดสุด
ใครเล่าจะคาดคิดว่าการส่งตัวซีหนิงไปก็ยังช่วยอันใดมิได้?
“อาหนิง ยามนี้มีเพียงเจ้าแล้วที่จะช่วยตระกูลเราได้!”
ชายชราชุดเทาหันไปกล่าวกับซีหนิง “ข้ารู้นะ เจ้าต้องมีวิธีติดต่อซูอี้ผู้นั้นอยู่ใช่ไหม?”
ขวับ!
สายตาของทุกผู้ในโถงหันมองซีหนิงโดยพร้อมเพรียง
ซีหนิงก้มหน้าลง ใบหน้างดงามดูอ่านยาก หัวใจของนางปั่นป่วนดิ้นรนเกินพรรณนา
ท้ายที่สุด นางพลันส่ายหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “ข้าทำมิได้”
เปรี้ยง!
ผู้ทรงอำนาจคนหนึ่งตบโต๊ะตัวเล็กอย่างรุนแรง กล่าวขึ้นเสียงแข็ง “ทำมิได้หรือไม่อยากทำ?”
ซีหนิงเงียบไป ไม่ได้กล่าววาจาใด
เมื่อเห็นเช่นนี้ พวกเขาก็มีโทสะขึ้นมา
“นี่เป็นหายนะที่ซูอี้ผู้นั้นก่อขึ้นแท้ๆ แต่ไฉนเจ้าจึงไม่ให้เขาออกมารับมัน?”
มีคนกล่าวอย่างเข่นเขี้ยว
“ในใจเจ้า ซูอี้ผู้นั้นสำคัญกว่าชีวิตของทุกคนในตระกูลของเราอีกหรือ!?”
มีผู้ตะโกนขึ้นอย่างฉุนเฉียว
ใบหน้าของซีหนิงซีดขาว หัตถ์หยกของนางกำเข้าหากันเงียบๆ
ในอดีต ผู้อาวุโสเหล่านั้นช่างแสนเป็นมิตร ทว่ายามนี้… พวกเขาแต่ละคนกลับมีสีหน้าบิดเบี้ยว เดือดดาลบ้าคลั่งประหนึ่งผีร้าย
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของนางรู้สึกรวดร้าวโศกเศร้าอย่างไม่อาจพรรณนา
เรื่องนี้เป็นความผิดของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์แท้ๆ แต่ไฉนกันพวกเขาจึงพากันคิดว่านางกับสหายเต๋าซูเป็นผู้ผิด?
“พอแล้ว!”
ทันใดนั้น ซีจิ้งซานก็ตวาดเสียงดังลั่น หยุดทุกวาจาในตำหนักบรรพชนลง
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล “ก่อนหน้านี้ พวกเจ้าก็เห็นกันชัดๆ ว่าเราพ่อลูกเต็มใจสละชีพเพื่อแก้หายนะนี้แก่ตระกูล! แต่ผลที่ได้ก็คือศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์หาเห็นด้วยไม่!!”
“ยามนี้พวกเจ้ายังจะฝืนใจอาหนิงให้ทำเรื่องไร้คุณธรรมสิ้นเมตตาเช่นนี้อีก มันจะเกินไปแล้ว!”
ทุกผู้เห็นได้ว่าซีจิ้งซานเดือดจัด!
เสียงของเขาสะท้อนไปทั่วห้องโถง ขณะที่สายตากวาดมองทุกผู้อย่างเย็นเยียบดุจอัสนี “หรือพวกเจ้าคิดกันจริงๆ ว่าขอเพียงซูอี้ปรากฏกาย ตระกูลเราจะหลุดพ้นจากหายนะนี้ได้?”
“ฝันไปเถอะ!!”
“พวกเขาจะยังใช้ชีวิตของเรามาข่มขู่ซูอี้ เว้นแต่ซูอี้จะตาย หาไม่ เราก็อย่าหวังนั่งเฉยสบายใจเลย!!”
วาจาเหล่านี้ทำให้สีหน้าของทุกผู้มืดมน
“งั้นก็ให้ซูอี้ผู้นั้นตายไปสิ!”
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนชุดม่วงกล่าวขึ้น “เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเขา แต่ยังทำให้ตระกูลเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่นนั้นเขาก็สมควรตายแล้ว!”
ดวงตาของซีหนิงพลันเย็นเยือกดุดัน
นี่คืออาของนาง มีนามว่าซีชิงซง!
เมื่อก่อน เขาชอบประจบประแจงบิดาของนางที่สุด นางหาคิดไว้ไม่ว่าเขาจะกล่าววาจาน่ารังเกียจไร้ยางอายเช่นนี้ออกมา
“ไฉนไม่ให้ขุมกำลังใหญ่อย่างศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ไปตายเสียเล่า?”
ซีหนิงถามทีละคำ “เห็นได้ชัดนะว่าพวกเขานั่นแหละข่มเหงตระกูลเรา!!”
“มันทำได้ด้วยหรือ?”
ชายวัยกลางคนชุดม่วงนามซีชิงซงตำหนิอย่างฉุนเฉียว “อาหนิง ข้ารู้แล้วว่าเจ้ามันบ้า ยังจะปกป้องซูอี้ผู้นั้นอีก ไม่สนใจความเป็นความตายของตระกูลเราเลยหรือ?!”
“พอแล้ว!” ซีจิ้งซานพลันถอนหายใจยาวราวท้อแท้ และกล่าวว่า “สิ่งที่ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ทำกับตระกูลเราแพร่ไปทั่วหล้าเนิ่นนานแล้ว ดังนั้นขอเพียงซูอี้ยังไม่ตาย ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเราจะได้เห็นเอง… ว่าเขาจะออกมาหรือไม่”
“สองสามวันจากนี้ ข้าจะกักบริเวณตัวเองร่วมกับอาหนิง และไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร เราพ่อลูกจะร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน!”
ว่าแล้ว ซีจิ้งซานก็จากไปพร้อมกับซีหนิง
สีหน้าของทุกผู้ในตำหนักบรรพชนหม่นหมอง สีหน้าของแต่ละคนยากมองไม่ต่างกัน
“ซีหนิงผู้นี้ช่างเป็นสวะเห็นแก่ตัวนัก!!”
มีคนสบถขึ้นเสียงต่ำ
……
เรือสมบัติลำหนึ่งทะยานล่องใต้ท้องนภา ความเร็วนั้นเทียบได้กับการเคลื่อนย้ายพริบตา ประเดี๋ยวเดียวก็เคลื่อนตัวไปหลายพันลี้
ซูอี้นั่งเอกเขนกร่ำสุราบนเรือสมบัติอย่างสบายใจ
ผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงนั่งตัวตรงอยู่เบื้องหลัง
ผู้ขับเรือสมบัตินี้เป็นชายวัยกลางคนในอาภรณ์ผ้าเรียบง่ายนามหลี่ซานจิ่ว
เขาเป็นคนที่ฉี่เวยพามา เหมือนเป็นบริวาร
หลี่ซานจิ่วผู้นี้เงียบขรึมยิ่ง สงวนวาจาดั่งทอง ไม่แย้มยิ้ม ไร้ความยินดียินร้ายต่อผู้ใด
กระทั่งต่อหน้าฉี่เวย เขายังทำตัวเฉยชา
กาลก่อน เว่ยจงคิดว่าหลี่ซานจิ่วเป็นตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่เร้นกายอยู่
แต่เมื่อเห็นว่าเขากระทำสารพัดงานยิบย่อยให้แก่ฉี่เวย และหญิงสาวก็ไม่ได้รักษาหน้าหลี่ซานจิ่วมากนัก เว่ยจงจึงไม่ได้สนใจคนผู้นี้อีกต่อไป
“อันที่จริง ไม่ว่าเราจะไปหนใด เราก็ไม่ต้องกระทำสิ่งใดก่อน”
“จากข้อมูลที่ข้าได้มา ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ส่งจอมเทพสิบหกคนมาตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนเพื่อคุมอยู่บริเวณรอบนอกภูเขาหมิงคง”
“ในบรรดาจอมเทพทั้งสิบหก สามคนมาจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ คนอื่นๆ มาจากขุมกำลังสูงสุดในทวีปเทพจิตนภา”
“ผู้แข็งแกร่งที่สุดเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นห้า ส่วนผู้อ่อนแอที่สุดแข็งแกร่งเทียบเท่ากับจอมเทพหล่อหลอมขั้นสาม”
ฉี่เวยกล่าวแนะนำอยู่ทางด้านข้าง “เจ้าก็ทราบว่าการรับมือกับขุมกำลังอย่างตระกูลซีโบราณนั้นไม่จำเป็นต้องส่งทัพใหญ่ไปมากมายเลย เพียงแค่จอมเทพทั้งหลายก็ตัดสินความเป็นความตายของตระกูลซีได้แล้ว”
“และผู้ดูแลปฏิบัติการนี้คือจอมเทพสวินหงแห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ เป็นเจ้าเฒ่าผู้หล่อหลอมวิถีเต๋าห้าหน!”
ซูอี้กล่าว “นี่มันก็แค่ทำท่าทีแข็งกร้าวเฉยๆ ไม่ใช่หรือ?”
ฉี่เวยพยักหน้าก่อนจะกล่าวว่า “มิผิด หากมองในแง่ดี แม้พวกเขาจะกวาดล้างตระกูลซีโบราณได้ แต่ภัยคุกคามก็ไม่ได้สูงนัก”
“ภัยคุกคามแท้จริงนั้นเร้นเงาอยู่ต่างหาก!”
“หอการค้ากิเลนของเราได้ข่าวมาว่าจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าผู้เป็นใหญ่ในสี่ทวีปเทพบางคนกำลังจับตามองพายุในยามนี้อยู่ ขอเพียงคิดต้องการ พวกเขาก็สามารถปรากฏตัวในละแวกภูเขาหมิงคงได้ทุกเมื่อ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เว่ยจงพลันสูดหายใจเฮือก
จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า!
และมีมากกว่าหนึ่ง!!
หากแค่จะจัดการกับตระกูลซีโบราณเพียงอย่างเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวตนเช่นนี้เลย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าทั้งหลายซึ่งเร้นกายอยู่ต้องเข้ามาเพื่อซูอี้ผู้นั้นแน่
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใครบ้าง?”
ซูอี้ถาม
ฉี่เวยกล่าว “ยามนี้ตัดสินได้แค่ว่ามีจอมเทพอวิ๋นเหอจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ ‘มหาพุทธะหยวนมู่’ จากภูเขาวิญญาณสุขาวดี และ ‘จอมเทพเทียนฮวง’ จากบรรพตเทพเทียนฮวง ส่วนคนอื่นๆ นั้นยังไม่แน่ชัด ทว่า…ต้องมีอีกไม่น้อยแน่”
กล่าวถึงตรงนี้ ฉี่เวยก็พึมพำว่า “พายุนี้ใหญ่หลวงเกินไป หนึ่งแสนปีที่ผ่านมา เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกหล้าแดนเทพเลย”
“เจ้าเฒ่าทั้งหลายผู้กบดานหายเงียบไปหลายปี บ้างหายเงียบสิ้นข่าวคราวไปเกินนับปี ก็เป็นไปได้ว่าจะปรากฏขึ้นในครานี้”
“ไร้ผู้ใดแน่ใจได้ว่าขุมกำลังใหญ่มากมายเพียงไรเข้ามาปะปนในมรสุมหนนี้ และมีตัวตนน่าสะพรึงกลัวจับตามองอยู่มากมายเพียงไรแล้ว”
สันหลังของเว่ยจงเย็นยะเยือก เขากล่าวขึ้นเสียงลุ่มลึกว่า “หากเป็นเช่นนี้ ไฉนเราจึงต้องไปยังภูเขาหมิงคงกันอีกเล่า หากถูกมรสุมนั้นกระทบเข้าใส่ เกรงว่าคงอยู่รอดยากมิใช่หรือ?”
ทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่าเว่ยจง จอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่งกำลังตื่นตะลึงและคิดล่าถอยขึ้นมา!
ฉี่เวยกล่าวเนิบๆ “เราเผ่าเทพกิเลนหาหวาดหวั่นต่อมรสุมเช่นนี้ไม่”
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว จากนั้นก็คลี่ยิ้มกล่าวว่า “ยิ่งมรสุมใหญ่ยิ่งดี ข้าไม่เชื่อหรอกว่าขุมกำลังใหญ่และผู้ทรงอำนาจเหล่านั้นจะมีเจตนาเดียวกับศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์กันหมด”
ฉี่เวยแย้มยิ้ม “ข้าก็คิดเช่นนั้น ยิ่งสถานการณ์วุ่นวาย ตัวแปรย่อมปรากฏมากขึ้น และแม้ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์จะยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งในทวีปเทพจิตนภา พวกเขาก็ย่อมไม่อาจควบคุมได้ทุกสิ่ง”
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ ฉี่เวยก็พลิกฝ่ามือ แล้วหยกม่วงชิ้นหนึ่งจึงปรากฏขึ้น
นางมองมันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอดขมวดคิ้วมิได้
“สหายเต๋าเซียว เจ้าคงคิดไม่ถึงกระมังว่าเมื่อเช้านี้ คนจากตระกูลซีโบราณได้ไปเจรจากับจอมเทพสวินหงมา”
“พวกเขาอยากส่งตัวซีหนิงให้ เพื่อแลกกับโอกาสรอดของตระกูล!”
ซูอี้ผู้นั่งเอกเขนกร่ำสุราบนเก้าอี้พลันหรี่ตาลงเงียบๆ
ทันใดนั้นเอง หลี่ซานจิ่วผู้กำลังขับเรือสมบัติอยู่เงียบๆ ก็เหมือนสังเกตเห็นบางอย่างและหันมามองชายหนุ่ม