บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2232 ท้องนภาสางแล้ว
บทที่ 2232 ท้องนภาสางแล้ว
ในคลองจักษุของหลี่ซานจิ่ว เซียวเจี่ยนผู้นั้นเอกเขนกบนที่นั่ง ท่าทางเงียบสงบสำราญ
ดูไร้สิ่งใดผิดปกติ
แต่เขาแน่ใจว่าขณะนั้น ตนสัมผัสถึงจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวเกินพรรณนาได้!
และจิตสังหารที่ว่า……มาจากเซียวเจี่ยน!
ทว่าจิตสังหารดังกล่าวได้หายไปสิ้นแล้วในยามนี้ มันน่าจะถูกซ่อนไว้จนมิด
หลี่ซานจิ่วขมวดคิ้ว จากนั้นจึงละสายตาหันกลับไปเงียบๆ ในที่สุด
ส่วนฉี่เวยกับเว่ยจงไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องเหล่านี้เลย
“ซีหนิงยอมให้ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์พาตัวนางไปหรือ?”
ซูอี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในดวงตากลับพลุ่งพล่านด้วยความเย็นยะเยือกอันน่าสะพรึงกลัว
เขามองข้ามสิ่งหนึ่งไป
ตนอาจสงบใจได้ แต่ตระกูลซีโบราณย่อมปั่นป่วน และภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซีหนิงอยู่ในอันตรายที่สุด!
เพราะถึงอย่างไร ทุกคนก็จะคิดว่าการที่ทั้งตระกูลต้องเผชิญหายนะเช่นนี้ เป็นเพราะนาง!
และเมื่อซีหนิงอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หัวใจของนางต้องรู้สึกทุกข์ทนทรมานเพียงไร?
นางต้องเศร้าโศกเพียงไรยามต้องถูกตระกูลส่งตัวให้ศัตรูเยี่ยงนักโทษ?
“เปล่า”
ฉี่เวยเพิ่งตระหนักได้ยามนี้เองว่าอารมณ์ของซูอี้ดูผิดปกติเล็กน้อย
เขาเยือกเย็นเกินไป และสีหน้าวาจาสุขุมของชายหนุ่มก็ไร้อารมณ์เจือแม้แต่น้อย
“บรรพชนสวินหงปฏิเสธข้อตกลงนี้ และกล่าวอย่างแข็งกร้าวว่าหากซูอี้ผู้นั้นไม่ปรากฏตัว ตนจะสังหารล้างตระกูลซี รวมถึงซีหนิงด้วย”
ฉี่เวยกล่าวรัวเร็ว
ดวงตาของซูอี้ปรากฏเค้าเย้ยหยัน “จำนนต่อศัตรู ส่งสมาชิกตระกูลตนให้เพื่อแลกกับโอกาสรอดชีวิต แต่ศัตรูปฏิเสธกลับมา พวกเจ้าเฒ่าในตระกูลซีโบราณอับอายกันบ้างหรือไม่?”
“ตระกูลซีโบราณทำเช่นนี้ โหดร้ายกับซีหนิงเกินไปจริงๆ”
ฉี่เวยรำพึงเบาๆ “ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าหายนะเช่นนี้ เพื่อช่วยชีวิตของคนทั้งตระกูล ข้าเกรงว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกวิธีการเดียวกัน”
ซูอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพลันลุกขึ้นกล่าวว่า “ข้าจะล่วงหน้าไปคนเดียวก่อน”
เสียงยังไม่ทันสิ้น เขาก็เคลื่อนกายทะยานหาวจากไปแล้ว
“เฮ้……”
ฉี่เวยสายเกินกว่าจะกล่าวรั้ง และอดกล่าวอย่างหัวเสียไม่ได้ “คนผู้นี้จะน่าโมโหเกินไปแล้ว ดูสุขุมเยือกเย็น แต่พอได้ยินว่าซีหนิงอยู่ในอันตรายก็อดรนทนมิได้ขึ้นมาเชียว!”
เว่ยจงอดผงะไปมิได้ ปรากฏว่าเซียวเจี่ยนผู้นี้มีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับซีหนิงผู้นั้นหรือ?
“คุณหนู เซียวเจี่ยนผู้นั้นหาธรรมดาไม่จริงๆ ขอรับ”
ทันใดนั้น หลี่ซานจิ่วผู้เงียบมาตลอดก็กล่าวขึ้น “คนเช่นเขาไม่พาตัวเองไปตายง่ายๆ หรอกขอรับ”
“เจ้าจะรู้อันใด!”
ฉี่เวยตำหนิ
ทว่าหลังจากได้ยินวาจาของหลี่ซานจิ่ว ฉี่เวยก็คลายโทสะลงมากอย่างเห็นได้ชัด และรีบกล่าวขึ้นว่า “เร็วเข้า เราจะเร่งรุดไปยังภูเขาหมิงคงโดยด่วนที่สุดเช่นกัน!”
ว่าแล้ว ฉี่เวยเหมือนจะจำบางอย่างได้ และกล่าวกับเว่ยจงว่า “ข้ามีสิ่งหนึ่งที่อยากขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสใหญ่”
เว่ยจงผงะไปและกล่าวว่า “แม่นางฉี่เวยว่ามาเถิด”
“เพื่อความปลอดภัยของเจ้า โปรดร่วมมือและซ่อนตัวอยู่ในเรือสมบัตินี้ก่อน”
ฉี่เวยชี้ไปยังท้องเรือสมบัติ “เมื่อเรื่องของตระกูลซีโบราณจบลง ข้าจะจัดเตรียมส่งตัวผู้อาวุโสใหญ่ไป”
สีหน้าของเว่ยจงดูมิอาจคาดเดาอยู่ชั่วขณะ เขาเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่ง แต่กลับถูกปฏิบัติด้วยเช่นนี้ หัวใจของเขาย่อมรู้สึกอึดอัดนัก
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ยังฝืนยิ้ม “ข้าเข้าใจ แม่นางฉี่เวยคิดใส่ใจข้า เพราะถึงอย่างไร… มรสุมนี้ก็ใหญ่เกินกว่าตัวตนเช่นข้าจะพัวพัน”
ว่าแล้ว เขาก็ประสานมือคำนับหญิงสาวแล้วหันหลังเดินสู่ท้องเรือ
“คุณหนู ไฉนต้องนำภาระเช่นนี้ไปด้วยขอรับ?”
หลี่ซานจิ่วพลันถามขึ้น
“ในเมื่อสหายเต๋าเซียวไว้ชีวิตเขา ย่อมต้องมีแผนอื่นอยู่แน่ ข้าจะใจร้ายทิ้งเขาไว้ลำพังได้เช่นไร?”
ฉี่เวยกล่าวพลางถลึงตามองหลี่ซานจิ่ว “หากเจ้ากล้าทำผิดพลาดในเรื่องนี้ ข้าก็ละเว้นเจ้าไม่ได้เช่นกัน!”
หลี่ซานจิ่วกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “คุณหนูโปรดอย่าห่วง ในเมื่อบรรพชนส่งข้ามา เขาย่อมรู้ว่าข้าจะสู้ตายเพื่อเติมเต็มคำสั่งของคุณหนู”
ฉี่เวยครุ่นคิดสักครู่และกล่าวว่า “ยามเราไปถึงภูเขาหมิงคง ให้คนของเราอย่าบุ่มบ่ามลงมือก่อน รอดูว่าสหายเต๋าเซียวเตรียมไพ่ตายมารับมือมรสุมนี้มากมายเพียงไร”
ก่อนหน้านี้ ซูอี้ประกาศจุดยืนหลายต่อหลายหนว่าไม่อยากให้เผ่าเทพกิเลนเข้าพัวพัน ฉี่เวยจึงไม่อาจทำผิดพลาดได้
หลี่ซานจิ่วกล่าว “รับบัญชาคุณหนู”
“เจ้าว่ายามสหายเต๋าเซียวจากไปอย่างกะทันหันเมื่อครู่ เป็นเพราะเขาจะเร่งรุดไปยังตระกูลซีโบราณโดยเร็วที่สุด หรืออยากจะหลบเราไปเตรียมไพ่ตายบางอย่างกัน?”
ฉี่เวยขมวดคิ้วถามขึ้น
หลี่ซานจิ่วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เรียนคุณหนูตามตรง ข้าไม่อาจมองทะลุเซียวเจี่ยนผู้นั้นได้ขอรับ ข้าสัมผัสได้เพียงว่าคนผู้นี้… อันตรายขอรับ!”
ฉี่เวยทำแก้มป่อง “เจ้าจะรู้อันใด”
คนผู้นั้นเป็นร่างเวียนวัฏของอี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยว แน่นอนว่าย่อมไม่อาจมองข้ามหรือเทียบกับผู้ใดได้อยู่แล้ว!
นอกจากนั้น บรรพชนยังบอกให้นางช่วยคนผู้นี้อย่างสุดสามารถ ย่อมพิสูจน์ได้ว่าคนผู้นี้หาธรรมดาไม่!
……
วายุหวีดหวิว ขุนเขาธาราใต้เท้าเคลื่อนหายไวว่อง
ซูอี้เคลื่อนกายทะยานสุดกำลัง
หลังจากรับทราบสถานการณ์ของซีหนิง เขาก็เดือดดาลและรู้สึกผิดในใจเล็กน้อย
ตนน่าจะติดต่อซีหนิงและบอกนางไม่ให้กังวลตั้งนานแล้ว
และการติดต่อซีหนิงยามนี้ก็ไม่ได้สายไป ทว่า……
มันไม่ได้จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
ซูอี้เข้าใจอุปนิสัยของซีหนิงดี และหากรู้ว่าเขาจะไปยังภูเขาหมิงคง นางจะไม่เห็นด้วยแน่ๆ
‘โทษข้าเถิด ข้าคิดว่าตนจับตามองสถานการณ์ภาพรวมและเข้าใจเรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างดีแล้ว แต่ข้ามิได้พิจารณาถึงความอันตรายของสถานการณ์ของซีหนิงในยามนี้เลย……’
ซูอี้พึมพำในใจ
และลึกๆ ในใจ ตัวเขาก็ไม่อาจสะกดโทสะและจิตสังหารแรงกล้าไว้ได้
ชั่วชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นศัตรูกับผู้ใด เขาก็รังเกียจจะลากผู้บริสุทธิ์อื่นใดมาพัวพันเสมอ
และเพื่อจะบีบบังคับให้เขาปรากฏตัวในยามนี้ ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์กลับใช้ซีหนิงกับตระกูลซีทั้งตระกูลเป็นประกัน ซึ่งถือว่าล้ำเส้นซูอี้ไปแล้ว!!
“ในเมื่อพวกเจ้าไร้ยางอายกันเพียงนี้ งั้นก็อย่าโทษข้าที่เล่นกับเจ้าคำรบใหญ่แล้วกัน!!”
ดวงตาของซูอี้เปล่งประกายเยียบเย็น
……
ตระกูลซีโบราณ
พิรุณยังคงกระหน่ำหนัก หมู่เมฆาดำคล้ำ
ในห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง
ซีหนิงมองม่านหมอกและพิรุณอันจับตัวบนกรอบหน้าต่างและกล่าวขึ้นเบาๆ “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรือตระกูลเราหรอกเจ้าค่ะ”
ไม่ห่างไปนัก ซีจิ้งซานผู้นั่งครุ่นคิดอยู่เงียบๆ มาตลอดพลันสะดุ้ง
ซีหนิงกล่าวเสริมขึ้นว่า “ข้ารู้อุปนิสัยของสหายเต๋าซู ขอเพียงเขารู้สถานการณ์ของข้าและตระกูล เขาจะมาแน่นอน”
เค้าความหม่นหมองปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง “แม้ข้าจะไม่อยากให้เขามา เขาก็จะมาอยู่ดี”
“งั้นหรือ”
หัวใจของซีจิ้งซานปั่นป่วน สีหน้าของเขาซับซ้อน กล่าวขึ้นว่า “อาหนิง เจ้ามิเคยพูดกับพ่อเรื่องซูอี้ผู้นี้มาก่อนเลย ยามนี้ เจ้าเล่าให้พ่อฟังเถิด”
ซีหนิงรับคำในลำคอ สงบจิตใจและกล่าวด้วยดวงตาวูบไหวราวรำลึกความหลัง “ข้ากับสหายเต๋าซูแรกพบกันบนถนนเสนาะจินดาที่แดนเซียน ขณะนั้นข้ากำลังจะไปวังมังกรทะเลบูรพาเพื่อสำรวจเรื่องเกี่ยวกับบันทึกผลกรรม…”
ในความคิดของนาง ซีหนิงระลึกถึงอดีตยามนางกับซูอี้พบพานและรู้จักกันในแดนเซียน
ใบหน้างดงามของนางอ่อนโยนลง
ซีจิ้งซานนั่งฟังเงียบๆ ข้างกายนาง ทว่าหัวใจของเขากลับมิอาจสงบได้
จากคำอธิบายของบุตรี เขาซึ่งเป็นบิดาก็สรุปได้ทันทีว่าระหว่างบุตรีของตนกับซูอี้ผู้นั้นต้องมีเยื่อใยต่อกันอย่างลับๆ แล้ว!
จนกระทั่งเมื่อฟังซีหนิงเล่าเรื่องในอดีตระหว่างนางกับชายหนุ่มจนหมด ซีจิ้งซานจึงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ยามนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาคือร่างเวียนวัฏของอี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยว?”
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ” ซีหนิงส่ายหัว
ซีจิ้งซานกล่าว “เช่นนั้น… ยามนี้ เจ้าเสียใจที่ได้พบซูอี้หรือไม่?”
ซีหนิงกล่าวโดยไม่คิด “ไม่เจ้าค่ะ!”
ซีจิ้งซานกล่าวเบาๆ “ไม่น่าเล่า เจ้าจึงไม่อยากให้ซูอี้ปรากฏตัว ในฐานะบิดา ข้าคิดว่าเจ้าทำเช่นนี้ถูกแล้ว”
ซีหนิงผงะไปและกล่าวว่า “ท่านพ่อ…มิโทษข้าหรือเจ้าคะ?”
ซีจิ้งซานส่ายหน้ากล่าว “ข้าไม่เพียงมิโทษเจ้า แต่ยังจะสนับสนุนเจ้าด้วย อาหนิง เจ้ามิต้องโทษตัวเองในใจเพราะเรื่องนี้หรอก เจ้าทำถูกแล้ว ตระกูลเราเองก็ไม่ได้ทำผิด หายนะทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นเพราะศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ ไฉนเราต้องทรมานตนเองเพื่อเรื่องนี้ด้วยเล่า?”
ดวงตาของซีหนิงแดงก่ำ กระซิบออกมาว่า “ท่านพ่อ แต่… แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ยังรู้สึกไม่สบายใจมาก”
“เพราะเจ้าไม่ใช่คนโลเล เจ้าย่อมคิดไม่ตกในชั่วขณะหนึ่ง”
ซีจิ้งซานกล่าว “เกิดมาในโลกหล้า กระทั่งเราทั้งหลายผู้เหยียบย่างสู่วิถีเทพยังถูกพันธนาการโดยเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาอย่างไม่อาจเลี่ยง มันมิใช่เรื่องแย่หรอก”
ซีหนิงพึมพำ “ทว่าผู้อาวุโสในตระกูลเหล่านั้นหาเข้าใจไม่”
ซีจิ้งซานพลันเงียบไป
……
กาลผ่านวันแล้ววันเล่า
กลางดึกคืนหนึ่ง
ไม่อาจทราบได้ว่ามียอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศในโลกหล้ามารวมตัวกันในบริเวณใกล้เคียงภูเขาหมิงคงมากมายเพียงไร
เพียงแรกมองก็เห็นเงาร่างผู้คนปรากฏทุกแห่งหน ยืนกระจายตามจุดต่างๆ
ทว่าไร้ผู้ใดกล้าเข้าไปใกล้
เพราะในละแวกภูเขาหมิงคงถูกศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์และขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดมากมายปิดล้อมไว้แล้ว
ที่นั่นมีตัวตนระดับจอมเทพมากมายคุมอยู่!
“เช่นนั้น หากซูอี้ไม่ปรากฏกายในคืนนี้ พรุ่งนี้ยามรุ่งสาง บตระกูลซีโบราณจะถูกทำลาย!”
“แปลกจริง นี่เป็นวันสุดท้ายของเส้นตายเจ็ดวันแล้ว หมายความว่าซูอี้ผู้นั้นไม่สนใจความเป็นความตายของตระกูลซีโบราณจริงๆ หรือ?”
“หากข้าเป็นซูอี้ ข้าย่อมไม่มาตายแน่ๆ!”
“รอไปก่อนเถิด”
……ผู้คนต่างสนทนากัน
หลังจบค่ำคืนนี้ เส้นตายเจ็ดวันของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์จะผ่านพ้น
จากกำหนดการของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ พรุ่งนี้รุ่งสาง พวกเขาจะลงมือกับตระกูลซีโบราณ!
แต่จนบัดนี้ ซูอี้ก็ยังไม่ได้เผยร่องรอยใด
สิ่งนี้ทำให้ผู้คนสงสัยว่าซูอี้จะกลัวตายจนไม่กล้ามา
เพราะถึงอย่างไร ทุกผู้ก็รู้ว่า ในละแวกรอบภูเขาหมิงคงขณะนี้เป็นถ้ำมังกรแดนพยัคฆ์โดยแท้ มีตัวตนน่าสะพรึงกลัวมากมายกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด
เกรงว่าหากเปลี่ยนผู้มาเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า ชายหนุ่มก็ยังไม่ต่างจากส่งตนเองมาตายอยู่ดี!
หากเป็นเช่นนี้ ซูอี้หรือจะกล้ามา?
ไร้ผู้ใดให้คำตอบที่แน่นอนได้
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ภายในตำหนักบรรพชนของตระกูลซีโบราณ
ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายไม่อาจข่มตานอนหลับ พวกเขาแต่ละคนเป็นเช่นนักโทษรอประหาร กระสับกระส่ายว้าวุ่น
“ข้าว่าแล้วว่าซูอี้ผู้นั้นจะไม่ออกมารับเรื่องทั้งหมดนี้!!” ซีชิงซงตบโต๊ะตัวเล็กข้างกายตนอย่างรุนแรง ขณะกล่าวอย่างเดือดดาล “ผู้ที่น่าฆ่าที่สุดก็คือซีหนิง คนบาปผู้นั้น! เห็นได้ชัดว่านางติดต่อซูอี้ได้ แต่นางกลับยอมให้ตระกูลพังทลายดีกว่าให้ซูอี้ออกมา!!”
สีหน้าของทุกผู้กลับดูไม่ได้ยิ่งนัก บรรยากาศในห้องโถงยิ่งทวีความตึงเครียด มีเพียงเสียงของซีชิงซงสะท้อนอยู่เนิ่นนาน
“ท้องนภาสางแล้ว”
ทันใดนั้น เสียงของชายชราผู้หนึ่งกล่าวขึ้นเสียงแหบแห้ง
ทุกผู้ผงะไปแล้วหันมองตามอย่างมิตั้งใจ
และพบแสงอรุณสายหนึ่งสาดส่องผ่านรัตติกาลอันมืดมิด เจิดจรัสบนท้องนภา
จบสิ้นแล้ว!!
ทันใดนั้น หัวใจของทุกผู้ก็ร่วงถึงตาตุ่ม เส้นตายมาถึงแล้ว แต่ซูอี้ไม่ปรากฏตัว!