บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2234 ทั้งนอกในกระดานหมาก ตัวแปรดารดาษเยี่ยงหมอก
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- บทที่ 2234 ทั้งนอกในกระดานหมาก ตัวแปรดารดาษเยี่ยงหมอก
บทที่ 2234 ทั้งนอกในกระดานหมาก ตัวแปรดารดาษเยี่ยงหมอก
บนเนินเขาอันไม่สลักสำคัญแห่งหนึ่ง
สองบุคคลนั่งอยู่บนพื้น
คนหนึ่งเป็นชายผู้คาดผ้าดำปิดตาไว้ รูปลักษณ์เหมือนชายหนุ่ม สวมอาภรณ์ดำ
อีกคนหนึ่งเป็นชายชราผู้มีหน้าเหี่ยวย่น จมูกด่างแดง ร่างผอมแห้ง สวมอาภรณ์ผ้าเปรอะคราบน้ำมันเต็มไปหมด
“การประลองหมากหนนี้แพ้ชนะไม่ได้อยู่ในการเดินหมากเลย ตระกูลซีโบราณคือตัวเบี้ย แล้วพวกสวินหงจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์หรือจะไม่ใช่เบี้ย?”
ชายชรากำลังต้มใบชา กลิ่นชาหอมกรุ่นโชยออกมาจากเตาตัวเล็ก
“ผิดแล้ว”
ชายหนุ่มคาดผ้าดำปิดตากล่าวขึ้น “ในความเห็นของข้า หากคิดจะตัดสินแพ้ชนะในหมากกระดานใหญ่นี้ ต้องเข้าสู่กระดานหมากด้วยตนเอง และหากไม่เข้าพัวพันในปลักโคลน ก็ไม่อาจบอกได้เลยว่าผู้ใดคือผู้เล่น และผู้ใดเป็นได้เพียงตัวหมาก”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มจึงหยิบถ้วยชาขึ้นดื่ม และกล่าวว่า “ยามนี้ ท่ามกลางความมืดนอกภูเขาหมิงคงนั้น ไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้เฒ่าเช่นเจ้าและข้าเร้นกายอยู่มากเพียงไร”
“พวกเขาบ้างเป็นพวกเดียวกับศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์”
“บ้างมาเพื่อชิงวัฏสงสาร”
“บ้างข้ามมิติเวลามาจากเขตหวงห้ามอันไม่ใช่ของยุคสมัยนี้ มีแผนการของตนเอง”
“บ้างแค่อยากเห็นว่าจะฉวยโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากมรสุมนี้ได้หรือไม่”
“คนเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ในเงามืด จึงมิอาจรับรู้ได้เลยว่าเป็นผี เทพหรือมาร มีความคิดใดในใจ”
“สำหรับพวกเขา หมากกระดานใหญ่นี้น่าเบื่อเกินไปหากไร้ตัวแปร”
“เพราะถึงอย่างไร การล้างตระกูลซีโบราณสำหรับศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ก็แสนง่ายดาย ไร้สิ่งใดที่น่าสนใจนักเลย”
ชายชุดดำวางถ้วยชาในมือลงและกล่าวว่า “แต่ขอเพียงมีตัวแปร เหล่าผู้เร้นกายจะพากันปรากฏขึ้นตามกัน และเมื่อพวกเขาเริ่มพัวพันในหมากกระดานนี้ พวกเขาก็จะไม่ต่างจากตัวหมากเลย”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ชายชราก็ทำได้เพียงแย้มยิ้ม “เช่นนั้น เจ้าคิดว่าผู้ใดควรค่าเป็นคู่มือในหมากกระดานนี้?”
ชายหนุ่มชุดดำครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า “หมากกระดานนี้เป็นการแก่งแย่งของขุมกำลังมากมาย และไม่ใช่สิ่งที่ขุมกำลังแห่งหนึ่งแห่งใดจะครอบงำได้เลย”
“จริงอยู่ที่หมากกระดานนี้ถูกจัดขึ้นโดยศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ แต่ลำดับการเล่นและตัวแปรอันเกิดขึ้นระหว่างทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว!”
ชายชราแย้มยิ้มก่อนจะกล่าวว่า “แต่ในความคิดข้านะ ผู้เล่นมีเพียงสองฝ่าย หนึ่งคือซูอี้ และอีกหนึ่งคือผู้เป็นปรปักษ์กับซูอี้”
“ไม่ว่าจะมาด้วยเจตนาใด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์หรือไม่ ขอเพียงวันนี้พวกเขาเป็นปรปักษ์กับซูอี้ในหมากตานี้ ก็ถือเป็นฝ่ายศัตรูทั้งสิ้น!”
ชายหนุ่มชุดดำครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “เรียบง่ายชัดเจนดี ทว่า…ตัวแปรก็มากมายเสียจนไม่อาจมองข้ามไปได้เลย”
ชายชรากล่าวพลางถอนหายใจ “ไม่ผิด เราในขณะนี้นั่งอยู่นอกกระดานหมาก แต่ยังไม่อาจเห็นว่าจะเกิดตัวแปรใดบ้างในตาหมากอันยิ่งใหญ่วันนี้ อย่าว่าแต่ผู้เล่นในตาหมากเลย”
ชายหนุ่มพลันกล่าวว่า “หรือเจ้ากับข้าจะฉวยโอกาสนี้เดิมพันกันเล่า?”
“เดิมพันเช่นไร?”
ชายชรายกกาน้ำชาขึ้นรินลงถ้วยให้ชายหนุ่ม กลิ่นน้ำชากรุ่นหอมเบาบาง
“เดิมพันผู้ชนะก็ได้”
ชายหนุ่มกล่าว “หากซูอี้ชนะหมากในวันนี้ ข้าจะไม่เข้าไปพัวพันอีก”
“หากซูอี้พ่ายแพ้ เจ้าห้ามแทรกแซงเด็ดขาด”
ว่าแล้ว เขาก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นกล่าวว่า “ยุติธรรมดีหรือไม่?”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ชายชราก็ถามพร้อมด้วยรอยยิ้มว่า “หากซูอี้ชนะถล่มทลาย ละเลงเลือดล้างที่นี่เป็นสายธาร เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ลงมือ?”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นเบาๆ “นี่คือสิ่งที่ต้องจ่าย ไม่ว่าผู้ใดพ่ายหรือชนะก็ต้องรับผลของมัน และข้า… ก็ทำได้เช่นนั้น”
ชายชราถอนหายใจ “ใช้ผู้คนเป็นตัวหมาก ไม่สนความเป็นความตายนั้นดีแล้วหรือ?”
ชายหนุ่มกล่าวเบาๆ “หากเจ้าจิตใจดีนัก ก็เกลี้ยกล่อมซูอี้ให้ส่งวัฏสงสารกับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมาสิ แล้วเหตุฆ่าล้างในวันนี้ก็จะจบได้โดยไร้ผู้ใดบาดเจ็บตกตาย”
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจิบชาหนึ่งหน จากนั้นก็กล่าวว่า “ก็ได้ ตาเฒ่าผู้นี้ใช้ชีวิตมาเนิ่นนาน ไม่ขัดข้องหากจะเดิมพันกับสหายเต๋าในยามนี้”
ทันทีที่ชายหนุ่มจะกล่าวบางอย่าง เขาพลันพบว่าชายหนุ่มชุดเงินผู้เรียกตนเองว่าอ้ายคุนปรากฏขึ้นตรงหน้าภูเขาหมิงคงแล้ว
“อ้ายคุน?”
ชายหนุ่มงุนงง “ไม่ใช่เขาเป็นศิษย์เจ้าหรือ?”
“ผิดแล้ว”
มุมปากชายชราคลับคล้ายกระตุก “นามแท้ของเขาคือซือมิ่ง อุปนิสัยดื้อรั้นไร้ระเบียบเสมอ แต่สิ่งที่หายากนักคือเขามีจิตใจบริสุทธิ์งามและกตัญญู”
“ซือมิ่ง? คำว่าซือคือควบคุม คำว่ามิ่งคือโชคชะตาอันเกินเอื้อนเอ่ย มอบนามนี้ให้แก่เขา ไม่กลัวถูกสวรรค์ลงทัณฑ์หรือไร?”
ชายหนุ่มกล่าว
ชายชราแย้มยิ้ม “ข้าไม่กล้าโลภมากต่อสวรรค์หรอก ขอเพียงให้เขาควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ก็พอ”
“เจ้าน่าจะรู้ว่าแม้กระทั่งชะตาของบุคคลระดับเจ้ากับข้า ยังไม่อาจควบคุมได้อย่างเที่ยงแท้”
ชายหนุ่มกล่าว “เหมือนหนนี้แหละ ศิษย์เจ้าเผยตัวก่อนใคร ยามซูอี้แพ้พ่าย ศิษย์แท้ร่วมสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าจะตกตายแน่แท้”
ชายชรากล่าว “เกิดเป็นคนกระทำการ ต้องกล้าเป็นบุคคลแรกในโลกหล้า ผู้ปรากฏตัวเป็นคนแรกนั้นคือกุญแจพลิกผันสถานการณ์ จริงอยู่ว่าการกระทำเช่นนั้นอันตราย แต่หากชนะเล่า?”
ชายหนุ่มครุ่นคิดสักพัก และเงยหน้าขึ้นทันใด แม้ดวงตาของเขาจะถูกบดบังโดยผ้าดำอย่างเห็นได้ชัด เขาก็ยัง ‘มอง’ ไปที่ชายชราซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“อย่างนี้เอง เจ้าเหลือเวลาชีวิตไม่นานนัก จึงอยากหาวาสนาอันเป็นเอกลักษณ์ให้ศิษย์เจ้า เพื่อที่ภายหน้ายามเขาแตะถูกขอบเขตแห่งชะตา เขาจะสามารถควบคุมชะตาตนได้อย่างแท้จริง!”
ชายหนุ่มรำพึง “ความรักแห่งบุพการีกว้างไกลไพศาล และจำนงอาจารย์เช่นเจ้าก็ไม่ได้ด้อยกว่าบุพการีของเขาเลย!”
ชายชราดื่มชาหนึ่งถ้วยและกล่าวว่า “สหายเต๋าชมเกินไปแล้ว หมายตานี้เพิ่งเริ่มเท่านั้น ยามนี้ยังเร็วไปหากจะเสวนาอันใด”
ชายหนุ่มพยักหน้า “นั่นแหละสิ่งที่ข้าอยากจะพูด”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบเช่นกัน
……
ตรงหน้าภูเขาหมิงคง
หลังจากการปรากฏตัวของซือมิ่งผู้เรียกตนว่าอ้ายคุน เขาก็เป็นที่สนใจจากเหล่าผู้ชม
โดยเฉพาะยามได้ยินว่าเขาจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้แก่ซูอี้ สายตามากมายพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
นี่คือผู้ช่วยที่ซูอี้เชิญมาหรือ?
ซีหนิงอดกล่าวขึ้นไม่ได้ “สหายเต๋าซูเชิญท่านมาหรือ?”
ซือมิ่งแย้มยิ้มส่ายหัว “ข้ามาของข้าเอง มิได้รับคำยินยอมจากซูอี้หรอก”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “ในตาหมากวันนี้ พวกเจ้าตระกูลซีโบราณเป็นเพียงหนึ่งตัวหมากในมือผู้อื่น จากนี้ไป ข้าจะเป็นตัวหมาก พวกเจ้ามองอย่างเดียวก็พอ”
ซือมิ่งหันกลับไปกวาดตามองพวกสวินหงไกลออกไป พลันเสสรวลขึ้นมา
“พวกเจ้าเองก็เช่นกัน ดูยิ่งใหญ่เปี่ยมอำนาจ แต่แท้จริงทุกผู้ล้วนเป็นตัวหมาก มีดในมือพวกเจ้าเฒ่าผู้เร้นกายซ่อนอยู่ทั้งหลาย!”
เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นในแดนดิน
วาจาของซือมิ่งหมายความโดยไม่ต้องสงสัยว่าในมรสุมวันนี้ มีตัวตนน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้มากมายซุ่มซ่อนเร้นกาย มองเรื่องทั้งหมดนี้อยู่!
“ข้าผู้นี้จะถามอีกครั้ง เจ้าคือใคร และใครให้เจ้ามา?”
จอมเทพสวินหงกล่าวขึ้น อำนาจเทพกดดันคุกคาม
เขาสัมผัสได้ว่าชายชุดสีเงินซึ่งเรียกตนว่าอ้ายคุนหาธรรมดาไม่ จึงฝืนรั้งจิตสังหารในใจและไม่ลงมือทันที
“ข้าเป็นใครไม่สำคัญ”
ซือมิ่งกล่าวต่อ “เรื่องสำคัญก็คือ นับแต่ข้าปรากฏตัว พวกเจ้าจะไม่อาจแตะต้องตระกูลซีโบราณได้อีกแม้เพียงนิ้ว”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา เหล่าผู้ชมพลันลุกฮือ
เหล่าผู้อาวุโสทรงอำนาจในตระกูลซีโบราณซึ่งใจหมดอาลัยดุจลูกแกะรอถูกเชือด ต่างเงยหน้ามองซือมิ่งตามกัน
คนผู้นี้เป็นใคร ไม่กลัวความตายจริงๆ หรือ?
“โอ้ งั้นหรือ งั้นข้าก็จะรอดูว่าเจ้าผู้กล่าววาจาสามหาวเช่นนี้จะสามารถเพียงไร”
จอมเทพสวินหงเสสรวลด้วยใบหน้ามืดมน
“ในอดีต ข้าทำเรื่องเล็กน้อยพวกนี้มาแล้ว ดังนั้นโปรดรอชมเถิด”
ซือมิ่งเอื้อมมือคว้า จากนั้นชายในชุดผ้าแพรผู้หนึ่งพลันปรากฏขึ้น ร่างผอมสูง เส้นผมยาวยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดขาว
ชายในชุดผ้าแพรหลับตาแน่น เห็นได้ชัดว่าหมดสติอยู่
และเมื่อเห็นคนผู้นี้ ทางฝั่งจอมเทพสวินหง ชายชราหัวล้านผู้หนึ่งพลันร้องเสียงหลง “บัดซบ! บุตรคนโตของข้าไปอยู่ในมือเจ้าได้เช่นไร?”
เหล่าผู้ชมต่างลือลั่น
ชายชราหัวล้านผู้นั้นมาจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดแห่งหนึ่งของทวีปเทพจิตนภา และเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นสามผู้หนึ่ง
ทว่ายามนี้ บุตรคนโตของเขาถูกจับเป็นประกัน!!
ซือมิ่งแย้มยิ้ม “ไม่เพียงบุตรคนโตผู้ที่เจ้าให้ค่าที่สุดผู้นี้ แต่ลูกสะใภ้ หลานชายหญิง เหลนชายหญิงของเจ้า…”
“อืม คิดดูแล้ว ผู้เกี่ยวข้องกับเจ้าทางสายเลือดมีทั้งสิ้นร้อยสามสิบเก้าคน และยามนี้ ข้าก็เตรียมมื้อเย็นครอบครัวในสถานที่อันประเสริฐสำหรับพวกเจ้าแล้ว”
“อย่าห่วงไป พวกเขายังมีชีวิตอยู่ดี สุขีสบายใจกันทั้งสิ้น เพราะข้าให้โอกาสพวกเขามานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน”
ซือมิ่งกล่าวพลางโยนร่างชายในชุดแพรไปให้ “หากไม่เชื่อ ก็ถามบุตรของเจ้าได้”
ใบหน้าของชายชราหัวล้านบิดเบี้ยวอย่างเดือดดาล “จะเกินไปแล้ว เจ้า……”
ซือมิ่งยกนิ้วจุ๊ปาก “ชู่! อย่าขู่ข้าสิ ขู่ไปก็เท่านั้น คิดถึงสถานการณ์ของคนที่เจ้ารักเอาไว้”
ชายชราหัวล้านเต้นเร่าเยี่ยงต้องอัสนี เดือดดาลจนท้ายที่สุดก็ไม่กล้ากล่าวอันใด
“นั่นคือบรรทัดฐานของเจ้าหรือ? ใจดำยิ่งนัก! มิได้ต่างจากพวกชั่วร้ายนอกรีตเลย!”
สวินหงกล่าวเสียงเย็น “นอกจากนั้น ข้าผู้นี้บอกเจ้าเลยก็ได้ว่าลูกไม้สกปรกเหล่านี้หามีผลต่อหน้าข้าไม่!”
ซือมิ่ง “อย่าห่วงเลย อย่าพูดให้มากนัก เผื่อว่า… หากภายหลังเจ้าต้องคุกเข่าขอร้องข้าขึ้นมาเล่า?”
เปลือกตาของสวินหงเต้นกระตุก สีหน้าแปรเปลี่ยน
จานถูผู้มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึนซึ่งอยู่ข้างกายเขาตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้ายังมีลูกไม้ใดอยู่ก็เผยออกมาเสีย ดูซิว่าต่อจากนี้ข้าต้องก้มหัวให้เจ้าหรือไม่!”
“ได้ เจ้าพูดเองนะ ข้าชอบคนแบบเจ้า!”
ว่าแล้ว ซือมิ่งจึงพลิกฝ่ามือ จี้หยกเขียวเปื้อนเลือดชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้น
“จำสิ่งนี้ได้หรือไม่?”
ซือมิ่งถามยิ้มๆ
“น-……นี่……ไฉนมันมาอยู่ในมือเจ้าได้!?”
จานถูชะงักงันเยี่ยงต้องอัสนี ใบหน้าถมึงทึงของเขาชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง ร่างสูงใหญ่กำยำเหมือนแข็งค้าง
ยามทุกผู้เห็นเช่นนี้ พวกเขาพลันสังหรณ์ทันทีว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
ซือมิ่งถามอย่างเรียบเรื่อย “เช่นนั้น เจ้าไม่ถือใช่ไหมหากข้าจะบอกความลับเกี่ยวกับจี้หยกนี้ต่อหน้าคนทุกผู้?”
จานถูตวาดลั่น “เจ้ากล้า!”
ใบหน้าของเขาแดงก่ำ บิดเบี้ยวอย่างดุร้าย ก่อนจะเสียอาการสุดขีดราวถูกผู้ใดจี้ใจดำ!