บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2236 ดาบชี้จ่อ ธนูขึ้นสาย
บทที่ 2236 ดาบชี้จ่อ ธนูขึ้นสาย
เมื่อศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ลงมือกับตระกูลซีโบราณ มันก็ไม่น่าประหลาดใจมากนัก
เพราะทุกผู้ต่างเห็นได้ว่าสวินหงและจอมเทพหลายสิบผู้นั้นมีอำนาจยิ่งใหญ่มากพอที่จะบดขยี้ตระกูลซีโบราณ
หากไร้ตัวแปรอื่นใด ตระกูลซีโบราณไม่เหลือแน่
ทว่าเหตุไม่คาดฝันกลับบังเกิด
ซือมิ่ง ผู้เป็นศิษย์จากสำนักทัศนาวายุกระจ่างได้ปรากฏตัวอย่างไร้คำเชิญชวน และใช้ไพ่ตายสารพัดหยุดสวินหงและจอมเทพทั้งหลายไว้ในทันที!
พวกเขาทั้งตกใจและเดือดดาล ลนลานอยู่บนหลังพยัคฆ์ กระอักกระอ่วนไม่อาจรับมือถูก
หลังจากนั้น จอมเทพหล่อหลอมขั้นแปดจินตู้ไป่พลันปรากฏกาย เตือนซือมิ่งให้จากไป อย่ายุ่งกับเหตุสังหารในวันนี้
ทว่าซือมิ่งก็เกือบสะบั้นหัวจินตู้ไป่ได้โดยใช้วิหคดำเพียงหนึ่ง!
ยามคับขันนั้นเอง เส้าอวิ๋นเค่อ บรรพชนของศาลเต๋ากระจ่างสรวงลงมือช่วยจินตู้ไป่พ้นวิกฤตมาได้
และในที่สุด จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวในแผนสังหารอันเป็นที่จับตามองแห่งโลกหล้า!
บรรยากาศทั่วทุกทิศกดดันยิ่ง
เส้าอวิ๋นเค่อกลายเป็นจุดสนใจ
และไม่ว่าจะเป็นพวกจอมเทพสวินหงหรือจินตู้ไป่ พวกเขาล้วนเหลือเพียงตัวประกอบ
ส่วนเหล่าผู้เฒ่าตระกูลซีโบราณนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขาก็เหมือนคนนอก แทบไร้ผู้ใดสนใจ
จริงอยู่ที่มรสุมในวันนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขา ทว่าเมื่อตัวแปรปรากฏขึ้นตามๆ กันในยามนี้ สถานการณ์ทั้งมวลก็แทบมิเกี่ยวข้องกับพวกเขาแล้ว
ทว่าความเป็นความตายของพวกเขาจะถูกตัดสินจากผลแพ้ชนะในแผนสังหารนี้!
เมื่อเผชิญหน้ากับจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าอย่างเส้าอวิ๋นเค่อในเวลานี้ ซือมิ่งเองก็สัมผัสได้ถึงอันตรายใหญ่หลวงและเอ่ยขอความช่วยเหลือ
เหล่าผู้ชมอื้ออึงมองไปรอบๆ อยากเห็นว่าศิษย์จากสำนักทัศนาวายุกระจ่างแห่งสถานที่ไร้นามผู้นี้จะพาผู้ช่วยมากี่คน
ทว่าน่าอายนัก กาลผ่านเนิ่นนานก็ยังไร้ผู้ตอบสนอง
พรืด!
มิอาจทราบว่าผู้ใดหลุดหัวเราะก่อน
แต่หลังจากนั้น เสียงหัวเราะได้ระเบิดเป็นวงกว้าง และบรรยากาศตึงเครียดก็จางหายลงไปมาก
เส้าอวิ๋นเค่อผู้ดูสง่างามเยี่ยงเทพเซียนอดส่ายหน้ามิได้ “เจ้าหนู แผนสังหารเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้น้อยเช่นเจ้าจะควบคุมได้ และตาหมากเช่นนี้ก็มิใช่สิ่งที่หนึ่งวาจาของเจ้าจะพลิกไหว”
ว่าแล้ว เขาจึงสะบัดแส้นักพรตในมือ “เห็นแก่หน้าอาจารย์ของเจ้า ข้าผู้นี้จะส่งเจ้าด้วยตนเอง จะได้ไม่ต้องมาขัดขวางสถานการณ์โดยรวมและทำลายความบากบั่นมานะของทุกคนในยามนี้”
ตู้ม!
แส้นักพรตขาวเยี่ยงหิมะตวัดสู่เวหา บังเกิดเป็นรุ้งทิพย์จากบัญญัติมหาวิถีขาวโพลนไพศาล เคลื่อนฟ้าดินมาปรากฏรัดพันรอบกายซือมิ่งในชั่วพริบตา
“ไป!”
เส้าอวิ๋นเค่อสะบัดแส้นักพรต
ทันใดนั้น รอยแยกมิติมหึมาได้ปรากฏตรงหน้าซือมิ่ง เส้าอวิ๋นเค่อเบิกพิกัดมิติขึ้นในหนึ่งกระบวน!
และร่างของซือมิ่งซึ่งถูกพันธนาการก็ถูกลากเข้าสู่รอยแยกมิติอย่างมิอาจควบคุม
วิหคดำแผดเสียงกรีดร้อง กรงเล็บเงื้อง้างพยายามทำลายรอยแยกมิตินี้ ทว่ามันก็ถูกรุ้งทิพย์บัญญัติสีขาวดุจหิมะพัวพันจนไม่อาจกระดิกดิ้นได้เช่นกัน
“แหลก!”
ยามหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น เสียงหนึ่งพลันตวาดแว่วปานวจีจากเก้าชั้นสรวง อำนาจทรงพลังยิ่งนัก
ทันใดนั้น รุ้งทิพย์จากบัญญัติสีขาวดุจหิมะซึ่งรัดพันรอบกายซือมิ่งและวิหคดำล้วนมลายหาย
แม้กระทั่งรอยแยกมิติพลันเลือนหายไปด้วย
ตู้ม!
ขณะเดียวกันนั้น ร่างสูงใหญ่มหึมาเยี่ยงหอคอยเหล็กร่วงลงจากท้องนภา ยามสองเท้ากระทบพื้น แดนดินรอบข้างสั่นสะท้านรุนแรง สุญตาแตกร้าว
เกิดเสียงสูดหายใจเฮือกขึ้น
ปรากฏร่างมหึมาสูงร้อยจั้งของชายผู้หนึ่งขึ้น เขาสวมหมวกเกราะสีดำ ร่างปกคลุมด้วยเกราะสีดำ ในมือถือหอกศึกสำริดเล่มใหญ่ซึ่งสูงกว่าตัวคนเสียอีก!
เขาเผยเพียงคู่เนตรอันใหญ่โตกว่าตะเกียงคู่หนึ่ง เจิดจรัสเยี่ยงตะวันฉาย น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เหล่าผู้ชมต่างตะลึงงัน
ช่างดุร้ายน่าสะพรึงกลัวอันใดเช่นนี้!
อย่างน้อยที่สุด นี่ต้องเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า!
แต่ว่า…เขาคือผู้ใดกัน?
“ท่านอา ข้ารู้ว่าท่านใส่ใจข้าที่สุด ไม่ปล่อยให้ข้าถูกรังแกแน่!”
ซือมิ่งแย้มยิ้มกล่าวประจบ ดูเหมือนเหตุที่ประสบเมื่อครู่จะไม่ทำให้เขาตกใจกลัวได้แม้แต่น้อย
ชายในชุดเกราะสูงร้อยจั้งกล่าวว่า “แม้วาจาของเขาจะไม่เข้าหู แต่ข้าก็ต้องบอกว่าจากนี้ไป เด็กอย่างเจ้านับว่าไร้คุณสมบัติเข้าพัวพันจริงๆ เจ้าไปชมความสนุกอยู่ข้างๆ เถอะ!”
เสียงนั้นดังสนั่นเลื่อนลั่น ผู้ชมจากไกลๆ ล้วนตะลึงงันจนดวงตาระยับดาว ผงะถอยไปไกลอย่างหวาดผวา
จอมเทพสวินหง จินตู้ไป่ และคนอื่นๆ เองก็ต่างอึ้งงัน ชายในชุดเกราะสูงร้อยจั้งผู้นี้ดูประหนึ่งเทพเถื่อนไร้เทียมทาน ปราณน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
“หรือท่านจะเป็น ‘อู่ฮวงตี้’ จากภูเขาผานหลงแห่งสถานที่ไร้นาม!?”
ไกลออกไป เส้าอวิ๋นเค่อกล่าวขึ้นเสียงดัง
สีหน้าของเขาปรากฏเค้าความเคร่งขรึมขึ้นเช่นกัน
อู่ฮวงตี้!
ตัวตนลึกลับผู้แทบไม่เป็นที่รู้จักในโลกเทพ และมีเพียงจอมเทพซึ่งบรรลุระดับหล่อหลอมขั้นเก้าแล้วเท่านั้นที่พอได้ยินนามของคนผู้นี้มาบ้าง
แต่ก็แค่เคยได้ยินเท่านั้น
เพราะเขามาจากสถานที่ไร้นามนามภูเขาผานหลงซึ่งอยู่นอกภูมิ
“นี่ไม่ใช่การพบปะของสหาย ไฉนต้องพิรี้พิไรมากพิธี”
ชายในชุดเกราะสูงร้อยจั้งกล่าว
ว่าแล้ว เขาจึงชี้หอกศึกในมือมายังเส้าอวิ๋นเค่อจากไกลๆ “ข้าผู้นี้จะฆ่าเจ้าก็ง่าย ดังนั้นจะให้โอกาสเจ้าเรียกคนมาเสีย!”
วาจานั้นเปี่ยมจิตสังหารสะเทือนนภา
เขาไม่ได้มีตัวตนระดับบรรพชนจากศาลเต๋ากระจ่างสรวงผู้นี้ในสายตาแม้แต่น้อย
เส้าอวิ๋นเค่อหรี่ตาลง ก่อนจะพลันแย้มยิ้ม “นั่นสินะ ป่านนี้แล้ว ซ่อนไปก็ไร้ความจำเป็น”
ว่าแล้ว เขากล่าวเร่ง “สหายเต๋าทั้งหลาย โปรดแสดงตัวด้วย!”
วจีนั้นดังสนั่นทั่วนภาเยี่ยงมังกรคำรน
ทันใดนั้น บุคคลร่างแล้วร่างเล่าปรากฏตัวบนอากาศใกล้เคียงเส้าอวิ๋นเค่อ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงทุกคู่
พวกเขามีทั้งชายหญิง แต่ละผู้ล้วนทรงพลังยิ่งใหญ่ เรือนกายอาบรัศมีอมรณาไร้ประมาณ
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งศาลดาบธารโลหิต ‘จินเค่อสุ่ย’
บรรพชนจากตระกูลหลิ่วเซียงโบราณ ‘หลิ่วเซียงเหิน’
ปรมาจารย์รุ่นที่สามแห่งสุขาวดีโอฬารไกล ‘เล่อโหยวหยวน’ !
……ยามฐานะของผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ถูกจดจำได้ บรรยากาศของเหล่าผู้ชมพลันเงียบกริบ ทุกผู้ตะลึงงัน
เพราะพวกเขาล้วนแต่เป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าในทวีปเทพจิตนภาผู้หลบลี้จากโลกหล้าเนิ่นนาน!
พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นตัวตนผู้อยู่เหนือใครจากหนึ่งขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุด!
ยามนี้ ขุมกำลังอันมีระดับใหญ่ยักษ์โดยแท้จริงเหล่านี้ต่างปรากฏขึ้นรายล้อมเส้าอวิ๋นเค่อตามๆ กัน!
เมื่อกวาดสายตามอง ทั้งหมดก็มีเก้าคน!!
อำนาจเทพจากร่างของพวกเขาผสานรวมกัน ทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสีสันไปโดยสมบูรณ์ แดนดินทั่วทุกทิศล้วนถูกกลบรัศมี
“ตระกูลซีโบราณของข้าไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไฉนจึงมาอยู่ในมรสุมยิ่งใหญ่เพียงนี้……”
เหล่าผู้เฒ่าจากตระกูลซีโบราณต่างผงะอย่างตื่นตกใจโดยถ้วนทั่ว
คู่บิดาบุตรีซีจิ้งซานและซีหนิงต่างมือเท้าเย็นเยียบไปหมด
การจัดทัพเช่นนี้……
กล่าวได้ว่าหายากยิ่งตราบทั่วทั้งโลกหล้าแดนเทพ!!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แทบไร้ผู้ใดได้พบพานจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าปรากฏตัวร่วมกันมากมายเพียงนี้มาก่อน
“ว่าแล้วเชียว ข้าว่าแล้วว่าต้องมีตัวแปรเกินคาดเดามากมายซ่อนอยู่ทางด้านนอกกระดานหมากแน่ๆ”
ซือมิ่งขมวดคิ้ว แต่บอกได้ยากว่าเขาลนลานหรือไม่
“ท่านคิดเช่นไรกับการจัดทัพเช่นนี้?”
เส้าอวิ๋นเค่อถามพลางแย้มยิ้ม
ชายในชุดเกราะสูงหนึ่งร้อยจั้งกล่าวเสียงเย็น “ไม่พอหรอก”
“จริงหรือ?”
เส้าอวิ๋นเค่อประหลาดใจ
“จริงสิ!”
เสียงชราเสียงหนึ่งกล่าวตอบ
“สรรพสิ่งในโลกหล้าตัดสินด้วยจำนวนคนไม่ได้หรอกนะ”
อีกหนึ่งวจีอันอ่อนโยนเพราะพริ้งดังขึ้น
แทบจะพร้อมกันนั้น เสียงแข็งกร้าวอีกเสียงดังตามมา “ในเมื่อสรรพสิ่งออกมากันหมดแล้ว หากไม่ช่วยพยุงเฒ่าอมรณาจากสำนักทัศนาวายุกระจ่างสักหน่อย ข้าเกรงว่าของขวัญชิ้นใหญ่ของศิษย์เขาวันนี้คงส่งไม่ได้เป็นแน่”
“ถูกต้อง ต้องเห็นแก่หน้าเฒ่าอมรณานั่นด้วย”
และพร้อมกันนั้น ข้างกายชายในชุดเกราะสูงร้อยจั้งได้มีบุคคลทั้งสี่ปรากฏกายตามๆ กัน
คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มในอาภรณ์สีแดงเพลิง
อีกคนหนึ่งเป็นหญิงงามในชุดม่วง ผิวขาวพิสุทธิ์ประหนึ่งหิมะ
คนที่สามคือชายชราผู้ดูมีสง่าราศีดุจบัณฑิตขงจื่อเฒ่า
และคนสุดท้ายคือบุรุษในอาภรณ์มังกร สวมมงกุฎห้อยลูกปัดหยกบนศีรษะ ดูไม่แตกต่างจากจักรพรรดิในโลกปุถุชน
เมื่อพวกเขาทั้งสี่มารวมตัวกับชายในชุดเกราะ อำนาจเทพจากร่างของพวกเขาก็หาด้อยกว่าเหล่าจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าอย่างพวกเส้าอวิ๋นเค่อจากไกลๆ ไม่!
เมื่อพูดถึงแค่ปราณของแต่ละคน สหายของชายในชุดเกราะล้วนแข็งแกร่งกว่าเส้าอวิ๋นเค่อและอีกเก้าคนทั้งสิ้น!
เมื่อเห็นเช่นนี้ ศีรษะของเหล่าผู้เฝ้ามองจากไกลๆ ล้วนสับสน หัวใจสั่นสะท้าน
ช่างน่าสะพรึงกลัว!
ตีให้ตาย ผู้ใดก็หาคาดคิดไม่ว่าการโจมตีตระกูลซีโบราณเพื่อบีบให้ซูอี้ปรากฏตัวครั้งนี้ จู่ๆ จะนำไปสู่การปรากฏตัวของตัวตนร้ายกาจอันน่าสะพรึงกลัวมากมายเพียงนี้
จอมเทพสวินหงและคณะอดตื่นตระหนกในใจมิได้ พวกเขาก็เป็นจอมเทพเหมือนกัน และรับหน้าที่จัดการกับตระกูลซีโบราณ แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่ามีตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวมากมายเพียงนี้ซุ่มอยู่ด้านนอก!
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จอมเทพเหล่านี้หาควรค่าเทียบชั้นด้วยไม่!
“ผู้อาวุโสทั้งหลาย ในที่สุดพวกท่านก็มา”
ซือมิ่งแย้มยิ้มแล้วประสานมือคำนับพวกเขาทีละคน ดูแสนผ่อนคลายสำราญราวได้รับโอสถสงบใจ
วิหคดำข้างกายเขาเองก็คำนับอย่างว่าง่าย ก้มหน้าก้มตานอบน้อม ไม่กล้ากระด้างกระเดื่องแม้เพียงหน
เพราะตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ล้วนมาจากสถานที่ไร้นามที่แตกต่างกัน คนทั้งหมดล้วนเป็นตัวตนบรรพกาลระดับเดียวกับ ‘เฒ่าอมรณา’ อาจารย์ของซือมิ่ง!!
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาปรากฏตัวออกมาพร้อมกันเช่นวันนี้
ไกลออกไป เส้าอวิ๋นเค่อและจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าคนอื่นๆ ล้วนดูเคร่งขรึม พวกเขาล้วนรู้ถึงการมีอยู่ของตัวตนบรรพกาลแห่งสถานที่ไร้นามเหล่านั้น
พวกเขาเองก็ตะลึงเช่นกัน เพราะพวกตนไม่คาดคิดเลยว่าผู้น้อยอย่างซือมิ่งจะสามารถเรียกผู้เฒ่าออกมาได้มากมายเพียงนี้
“ว่ากันว่าสถานที่ไร้นามแยกตัวจากโลกหล้า ไม่เคยเข้าร่วมพัวพันกับสรรพสิ่ง ทว่าไฉนทุกท่านจึงออกมากันเช่นนี้?”
เส้าอวิ๋นเค่อกล่าวเสียงลุ่มลึก “หากจะเป็นเพื่อชิงอำนาจวัฏสงสารล่ะก็ พวกท่านไม่จำเป็นต้องตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับเราเลย ร่วมมือกับเราจัดการซูอี้ผู้นั้นจะดีกว่า”
“ผิดแล้ว”
ชายหนุ่มในชุดนักพรตสีแดงเพลิงกล่าวขึ้น ทว่าเสียงของเขากลับฟังดูชรายิ่ง “เราได้รับฝากฝังจากเฒ่าอมรณาให้เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่แก่เด็กคนนี้ต่างหาก!”
“ของขวัญชิ้นใหญ่อันใด?”
เส้าอวิ๋นเค่อขมวดคิ้ว
ชายหนุ่มในอาภรณ์แดงเพลิงกล่าว “จัดการพวกเจ้าทีละคนก็นับว่าเป็นของขวัญอันจริงใจได้!”
ตัวตนบรรพกาลอย่างชายในชุดเกราะ สตรีชุดม่วง ชายชราในอาภรณ์บัณฑิตขงจื่อและชายในอาภรณ์มังกรเองก็พยักหน้า
คำกล่าวนี้ทำให้สีหน้าของพวกเส้าอวิ๋นเค่อมืดมน บรรยากาศรอบข้างตึงเครียดถึงขีดสุด