บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2239 นอกกระดานหมากอันพังทลาย
บทที่ 2239 นอกกระดานหมากอันพังทลาย
ฉี่เวยกล่าวอย่างประหลาดใจ “วั่นจื่อเทียนยังมีชีวิตอยู่หรือ?”
“น่าประหลาดใจจริงๆ”
หลี่ซานจิ่วกล่าว “หลังจากคนผู้นี้ปราชัยด้วยน้ำมือของอี้เต้าเสวียน เขาก็เสียสติไป ร่างวิถีอมรณาและจิตวิญญาณถูกแผดเผา และยามนั้นก็มีจอมเทพเป็นสักขีพยานอยู่มากมาย ใครเล่าจะเชื่อได้ว่าเขา…จะยังมีชีวิตอยู่?”
หัวใจของฉี่เวยเรรวน นางพอจะคาดเดาได้ว่าในเมื่อวั่นจื่อเทียนเสียสติจากการปราชัยด้วยมือของอี้เต้าเสวียน เกรงว่าหากเขารอดมาได้ ก็ต้องเกี่ยวกับอี้เต้าเสวียนเช่นกัน!
หากเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ที่เพิ่งปรากฏก็มีคำอธิบาย!
“ไพ่ตายนี้ทรงพลังนัก แต่เขาใช้มันกับบรรพตมารเทียนฮวง ออกจะเปลืองไปหน่อยนะ”
ฉี่เวยกล่าว “หากให้วั่นจื่อเทียนมาปรากฏตัวในวันนี้ ไอ้แก่พวกนั้นจะไม่ขวัญหนีดีฝ่อกันหรือ?”
บนเนินเขาอันไม่เป็นที่สนใจ
“วั่นจื่อเทียนยังอยู่ ไพ่ตายนี้เกินคาดจริงๆ”
ชายชรารำพึง
ชายหนุ่มชุดดำผู้ปกปิดดวงตาด้วยแถบผ้าดำเอ่ยเบาๆ ว่า “ไม่ว่าจะผิดคาดเช่นไร ก็ยากจะเปลี่ยนอันใดได้”
ชายชราแย้มยิ้ม “แต่ข้ากำลังรอดูอยู่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นต่อ”
……
ตรงหน้าภูเขาหมิงคง พฤกษาหมื่นภูมิหยั่งรากกลางเวหา กิ่งก้านโบกไหว
ขณะที่ทุกผู้กำลังตื่นตกใจ เสียงหนึ่งได้ตะโกนอย่างเดือดดาล
“คนแซ่ซู เจ้ากล้าให้มารเฒ่าจื่อเทียนมาลอบโจมตีบรรพตมารเทียนฮวงของข้ารึ!!”
นี่คือเสียงของจอมเทพเทียนฮวง
และพร้อมกันนั้น ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้น สีหน้าของเจ้าตัวบิดเบี้ยวเปี่ยมโทสะ เดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด
“ทนไม่ไหวแล้วหรือ?”
สายตาของซูอี้เย้าเยาะ “เรื่องมันเกิดไปแล้ว โกรธไปก็รังแต่จะทำให้เจ้าดูไร้ความสามารถนะ”
“เจ้า……”
จอมเทพเทียนฮวงชี้ไปยังซูอี้ จิตสังหารพลุ่งพล่าน “เชื่อหรือไม่ว่าข้าผู้นี้จะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้เลย!”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชาว่า “ผู้แปลกแยกมักจะถูกกำจัดก่อน หากเจ้าอยากเป็นคนแรกที่ตกตายในหมากกระดานนี้ก็ลงมือได้เลย ข้าแน่ใจว่าคนอื่นๆ ที่นี่จะยินดีใช้เจ้ามาหยั่งเชิงข้าแน่นอน”
วาจานี้ทำให้สีหน้าของจอมเทพเทียนฮวงแข็งค้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนไป
จริงด้วย ขณะนี้ไร้ผู้ใดลงมือง่ายๆ และต่างหวังว่าเขาจะออกมาลองฝีมือซูอี้ด้วยตนเอง!
“พี่ชายร่วมวิถี อย่าสนใจลูกไม้เล็กน้อยของเขาเลย”
จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าว “ต่อจากนี้ รอดูเถิดว่าเขาจะเล่นลูกไม้ได้อีกกี่อย่างกัน”
จอมเทพเทียนฮวงพยักหน้าแล้วสงบใจลงโดยสมบูรณ์
ซูอี้แย้มยิ้มพลางดีดนิ้ว
ทันใดนั้น ม่านแสงยักษ์ได้ปรากฏขึ้นบนพฤกษาหมื่นภูมิอีกครั้ง
ในม่านแสง อารามโบราณท่ามกลางทะเลเมฆาปรากฏขึ้น ตั้งตระหง่าน ณ จุดยอดแห่งบรรพต บรรยากาศขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์
“นี่คือ ‘อารามศักดิ์สิทธิ์เทียบสวรรค์’ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลมารสะบั้นสรวงแห่งทวีปอัคคีทักษิณ!”
มีผู้อุทานอย่างประหลาดใจ
ผู้คนลือลั่นเอ็ดอึง หรือซูอี้จะยังส่งยอดฝีมือมาลงมือกับศาลมารสะบั้นสรวงในยามนี้?
จริงเช่นนั้น อึดใจต่อมา ชายหนุ่มได้กล่าวอย่างเฉยชาว่า “ลงมือ!”
หนนี้ เขาใช้น้ำเสียงสั่งการ
“รับบัญชาใต้เท้า!”
เสียงแหบพร่าหนึ่งดังขึ้นจากม่านแสง
ทันใดนั้น ทุกผู้ต้องตกตะลึงยามเห็นร่างสีเลือดนับหมื่นๆ โผล่ขึ้นในอาณาเขตทะเลเมฆาซึ่งปรากฏในม่านแสง
พวกเขาแต่ละผู้ล้วนเปรียบเช่นผีร้ายผู้ตะเกียกตะกายออกมาจากบรรพตซากศพทะเลโลหิต ทะยานแห่กันไปยัง ‘อารามศักดิ์สิทธิ์เทียบสวรรค์’ จากไกลๆ พร้อมปราณกระหายเลือดรุนแรง
ผู้นำเป็นชายซึ่งมีปีกสีเลือดคู่หนึ่งบนหลัง ศีรษะมีเขาเดี่ยว ร่างอาบด้วยบัญญัติอัสนีสีเลือด
ดวงตาของเขาดูประหนึ่งสายธารสีเลือด สูงพันจั้ง ยามคู่ปีกกางออก ดวงตาสีเลือดนับไม่ถ้วนก็เบิกขึ้นจากบนคู่ปีก ดูน่าขนลุกขนพองน่าสะพรึงนัก
“ฆ่า!”
ชายเขาเดี่ยวผู้มีปีกสีเลือดคำรามลั่น จิตสังหารสะท้านสรวง
ทันใดนั้น ภาพทั้งหมดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงสลายไปพร้อมกันกับม่านแสง
ไกลออกไป จอมเทพทั้งหลายดูเคร่งเครียด สีหน้าปรากฏความประหลาดใจอย่างไม่อาจลบล้างได้
เพราะชายผู้มีปีกและเขาเดี่ยวเป็นบรรพชนของเผ่าเทพรากษสโลหิตแห่ง ‘ทวีปเทพพิชิตบูรพา’ บรรพชนเซวี่ยหู!!
เผ่าเทพรากษสโลหิตมีความพิเศษอย่างยิ่ง แม้พวกเขาจะตั้งรกรากในทวีปเทพพิชิตบูรพา ทว่าทั้งเผ่าอาศัยอยู่ในโลกเร้นลับแห่งหนึ่งนาม ‘ภูมิเทพหมีหลัว’ และยากจะพานพบผู้ใดในเผ่านี้ออกมาปรากฏในโลกหล้า
และบรรพชนเซวี่ยหูก็เป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าผู้โด่งดังที่สุดของเผ่าเทพรากษสโลหิต เป็นเทพสังหารผู้สูงส่งไร้เทียมทาน
เมื่อนานมาแล้ว เขาสยบโลกหล้าในสมรภูมิไร้สิ้นสุด สังหารทวยเทพพุทธะมากมาย จึงกลายเป็นอริของขุมกำลังหลัก ณ โลกเทพและถูกขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดหลายแห่งร่วมกันไล่ล่าสังหาร
และยามนั้นเองที่บรรพชนเซวี่ยเหอปลาสนาการไปจากโลกหล้าโดยสมบูรณ์
ยามนั้น มีข่าวลือออกมาว่าบรรพชนเซวี่ยเหอตกตายไปในสมรภูมิไร้สิ้นสุดแล้ว
ทว่าไร้ผู้ใดคาดคิดว่าบรรพชนเซวี่ยเหอจะปรากฏตัวขึ้นยามนี้เหมือนวั่นจื่อเทียน และนำทัพนับหมื่นบุกโจมตีศาลเทพสะบั้นสรวงด้วยกัน!!!
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ทำให้จอมเทพมากมายที่นี่รู้สึกหนาวเยือกในใจ และอดคิดไม่ได้ว่าขณะนี้ สำนักลัทธิของตนจะเกิดอันใดขึ้นบ้าง!
“คนแซ่ซู! เจ้าจะน่ารังเกียจเกินไปแล้ว!!”
ทันใดนั้น เสียงคำรามหนึ่งดังลั่น
จอมมารเจวี๋ยเทียนผู้เร้นกายมาตลอดได้เผยร่องรอยออกมา แลดูเดือดดาลกรุ่นโกรธ
เมื่อเห็นเช่นนี้ จอมเทพเทียนฮวงอดรู้สึกเห็นอกเห็นใจสหายร่วมชะตาขึ้นมามิได้
เดิมทีพวกเขาทั้งสองคนล้วนเร้นกายหายเงียบ มองความสนุกไปพลางๆ รอฉวยโอกาสบุกปล้นยามไฟไหม้
ใครเล่าจะคิดว่าเพียงชั่วพริบตา หายนะดุจทัณฑ์สวรรค์ทั้งสองจะเกิดขึ้นกับสำนักของพวกตน!
นี่จะไม่ทำให้พวกเขาเกรี้ยวโกรธได้หรือ?
“ไม่ว่าจะเป็นในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ ข้าก็เป็นคนคนเดียวกันเสมอ และพวกเจ้าก็รู้ดีแก่ใจว่าไม่ควรนำผู้บริสุทธิ์มาเกี่ยวข้อง”
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “ทว่ายามนี้ พวกเจ้าได้ล้ำเส้นข้า!”
“ในเมื่อพวกเจ้าใช้ตระกูลซีโบราณมาเป็นแผนเดินหมาก เช่นนั้นข้าก็จะคืนให้พวกเจ้าฟันต่อฟัน ให้รู้สึกเช่นกันว่าการกระทำไม่สนวิธีการเป็นเช่นไร”
ว่าแล้ว เขาก็ดีดนิ้วอีกครั้ง
ม่านแสงที่คุ้นตาปรากฏขึ้น ทว่าภาพที่ปรากฏเป็นอีกภาพหนึ่ง
ในม่านแสงปรากฏธารสายกว้าง มีหมู่เกาะกระจัดกระจาย
ขณะนี้ ศึกอันสะท้านสะเทือนกำลังบังเกิดบนมหาธารสายนั้น พิรุณเพลิงลุกโหม โลหิตสาดกระเซ็น เสียงตะโกนเข่นฆ่าสะท้านนภา
ชายในชุดเกราะสีเงินผู้หนึ่งกับหอกสีเลือดอาละวาดอยู่ในสนามรบ สังหารผู้คนละเลงเลือดเป็นสายธาร
“มารหอกจางอู๋ซู่!”
มีผู้อุทานขึ้นอย่างประหลาดใจ “มหาเทพสังหารผู้หายตัวไปเป็นแสนๆ ปีนั่นยังอยู่อีกหรือ!?”
จางอู๋ซู่เป็นนามที่พอจะทำให้ทวยเทพทั่วโลกหล้าหวาดหวั่น หอกธารโลหิตเพียงหนึ่งสังหารศัตรูนับไม่ถ้วน จึงไม่อาจทราบได้ว่ามีศัตรูร้ายมากมายเพียงไรต้องสังเวยวิญญาณให้แก่หอกของเขา!
และตัวเขาในยามนี้ก็ปรากฏออกมาก่อมรสุมละเลงเลือด!
“ซูอี้!! ไอ้บัดซบ!!”
เสียงหนึ่งคำรามอย่างเดือดดาล
เจ้าของเสียงเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าผู้หนึ่งในบริเวณนั้น ซึ่งก็คือจินเค่อสุ่ยจากศาลดาบธารโลหิต ผู้ติดตามเส้าอวิ๋นเค่อก่อนหน้านี้
ขณะนี้ สิ่งที่มารหอกจางอู๋ซู่กำลังโจมตีอยู่ก็คือสำนักของจินเค่อสุ่ย ศาลดาบธารโลหิต!
“เมื่อนานมาแล้ว จางอู๋ซู่เคยบอกว่าชื่อสำนักของเจ้าเหมือนหอกธารโลหิตในมือของเขา ข้าจึงบอกให้เขาจัดการกับพวกเจ้า กล่าวได้ว่าตรงใจเขาพอดิบพอดี”
ซูอี้อธิบายด้วยรอยยิ้ม
“เจ้า……”
ดวงตาของจินเค่อสุ่ยแดงก่ำด้วยโทสะ ขบเขี้ยวฟันแทบแหลก
ขณะนี้ สถานการณ์ทั่วทุกทิศแปรเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง
จริงอยู่ที่ซูอี้มาตามลำพัง ทว่าเหตุการณ์ทั้งสามที่เขาเผยออกติดต่อกันนั้นล้วนชวนสะท้านสะเทือน
และยังทำให้ผู้คนตระหนักในที่สุดว่า ก่อนจะมาปรากฏตัวเมื่อนานมาแล้ว ซูอี้ได้เตรียมแผนสำรองและแผนล้างแค้นขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดเหล่านี้ไว้แล้ว!
จอมดาบจื่อเทียนวั่นจื่อเทียนจัดการกับศาลเทพเทียนฮวง
บรรพชนเซวี่ยหูนำทัพโจมตีศาลมารสะบั้นสรวง
ยามนี้ ในทวีปเทพจิตนภาอันปกครองโดยศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ มารหอกจางอู๋ซู่ยังบุกเดี่ยวโจมตีศาลดาบธารโลหิต!
เป็นสิ่งที่เตรียมการมาแล้วอย่างเห็นได้ชัด!
และทั้งหมดนี้ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อตัวตนระดับจอมเทพในที่แห่งนี้อย่างไร้กังขา
ใครเล่าจะคาดคิดว่าซูอี้ผู้เวียนวัฏกลับมาจะยังหาความช่วยเหลือภายนอกได้มากมายเพียงนี้?
ใบหน้าของจอมเทพอวิ๋นเหอคล้ำเครียดดุจก้นธาร จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “วารีใกล้ไม่อาจดับเพลิงไกล ‘ลูกไม้เล็กน้อย’ ของเจ้าแปรเปลี่ยนสถานการณ์ตอนนี้มิได้หรอก!”
“อย่าห่วงเลย” ซูอี้กล่าวเนิบๆ ว่า “สำหรับวันนี้ ข้าได้ไหว้วานใช้กองกำลังที่สั่งสมมาในอดีตชาติเสียกึ่งหนึ่งเพื่อให้พวกเจ้ารับรู้เท่านั้นว่า ข้าคนแซ่ซูบ้าระห่ำได้เพียงไรยามไร้คำนึงถึงบรรทัดฐานและกระทำทุกสิ่งอย่างไม่สนวิธีการ!”
วาจานั้นดังสนั่น
ในคู่เนตรลึกล้ำของเขาพลุ่งพล่านด้วยจิตสังหารอย่างเกินควบคุม
หนนี้ เขามาอย่างเดือดดาลโดยแท้จริง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกังวลเรื่องซีหนิง
ประการที่สองเป็นเพราะเขาไม่อาจทนให้ศัตรูร้ายเหล่านี้มาใช้วิธีการไร้ยางอายเพื่อกดขี่เขาอีกต่อไป
ดังนั้น หนนี้เขาจึงกระทำการอุกอาจอย่างไร้คำนึง เพื่อให้อำนาจเป็นที่ประจักษ์ โลกหล้าจะได้รู้ว่าเส้นคั่นในใจของเขาซูอี้ไม่อาจล่วงล้ำได้!
ผู้ใดล่วงล้ำอาณาเขตของเขา ผู้นั้นต้องชดใช้!
ในเวลานี้ เหล่าผู้ชมล้วนเงียบกริบ พวกเขาทั้งมวลล้วนชะงักนิ่งด้วยอำนาจอันแผ่ออกจากร่างของซูอี้
จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าบางผู้รู้สึกแย่ในใจ คาดการณ์ว่าชะตาของสำนักที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังพวกเขาแต่ละคน อาจประสบกับการล้างแค้นจากซูอี้ไม่ต่างกัน
สิ่งนี้ทำให้พวกเขาเดือดดาลและกระวนกระวาย เกรงจะเกิดเรื่องเช่นนี้จริงๆ
จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าวขึ้นเสียงเย็นว่า “ลูกไม้ของเจ้าช่างเล็กน้อย ไม่ต้องแสดงพวกมันออกมาก็ได้ พวกมันรังแต่จะทำให้เรายิ่งหมายมาดฆ่าเจ้าเสียวันนี้เท่านั้น!”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “ให้พวกเขาเห็นด้วยตาตนเองจะดีกว่านะ เพื่อไม่ให้คิดเสียว่าข้ามีเพียงลูกไม้เล็กน้อยเช่นนี้ ข้าขอใช้โอกาสนี้ให้พวกที่ซ่อนตัวอยู่จดจำไปนานๆ เลยจะดีกว่า!”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มจึงดีดนิ้ว
ทันใดนั้น พฤกษาหมื่นภูมิก็สั่นสะท้านรุนแรง ตรวนทิพย์สายแล้วสายเล่าอันปกคลุมด้วยพิรุณแสงปรากฏขึ้น ก่อนจะเกิดเป็นม่านแสงมหึมาผืนแล้วผืนเล่า
ในม่านแสงแต่ละผืนสะท้อนเหตุการณ์แตกต่างกัน
พวกมันคือสถานที่ตั้งแดนบรรพชนของหนึ่งขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุด
และในแดนบรรพชนแต่ละแห่ง กองกำลังที่ซูอี้วางไว้ก็ปรากฏขึ้น!
พวกเขาแทบทั้งหมดล้วนแต่เป็นตัวตนเลิศล้ำลือนามผู้อันตรธานไปเนิ่นนานเกินรับรู้ ไม่ได้ด้อยไปกว่ามารหอกจางอู๋ซู บรรพชนเซวี่ยหูและวั่นจื่อเทียนเลย
บ้างลงมือลำพัง
บ้างนำบริวารเดินทัพไปด้วยกัน
เมื่อจดจำตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันเคยเป็นที่รู้จักในอดีตกาลขึ้นมาได้ เหล่าผู้ชมต่างส่งเสียงฮือฮา รู้สึกบ้าดีเดือดกันโดยถ้วนทั่ว
จะรู้สึกเช่นไรยามได้เห็นตัวตนในตำนานผู้เหมือนจะสูญหายไปในประวัติศาสตร์ปรากฏขึ้นตัวเป็นๆ ตรงหน้า?
อารมณ์อันตกตะลึงเช่นนั้นมากเกินกว่าจะพรรณนา!