บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2240 ไม่กลัวหากจะใช้ไพ่ตาย
บทที่ 2240 ไม่กลัวหากจะใช้ไพ่ตาย
พฤกษาหมื่นภูมิคล้อยไหว สะท้อนภาพอันน่าตื่นตะลึง
ชายหนุ่มชุดดำและชายชราบนเนินเขาน้อยก็เห็นเรื่องราวทั้งหมดนี้เช่นกัน
“ข้าไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าเหล่าสหายร่วมวิถีผู้สูญหายไปเป็นแสนๆ ปีเหล่านั้นจะยังมีชีวิตอยู่”
ชายชราพึมพำ
เขาเองก็สะท้านใจและตกตะลึงเช่นกัน
แผนการของซูอี้กล่าวได้ว่าอยู่นอกกระดานหมากอันพังทลายนี้โดยสิ้นเชิง เล่นงานทุกผู้โดยไม่ทันตั้งตัว น่าตกตะลึงยิ่ง
โดยเฉพาะยามเห็นเหล่าผู้เฒ่าผู้เคยเรืองนามในโลกหล้าแดนเทพปรากฏขึ้นตามๆ กันหลังจากสาบสูญไปเกินนับปี ชายชราพลันสัมผัสอารมณ์อันหลากหลายในใจได้
“แต่ถึงอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นนอกกระดานหมาก”
ชายหนุ่มชุดดำดูเฉยชา “สหายเต๋าไม่ควรคิดนะว่าการล้างแค้นเช่นนี้ลำพังจะทำลายกลุ่มเต๋าเหล่านั้นลงได้?”
ชายชราแย้มยิ้มกล่าวขึ้น “หากแค่เชือดไก่ให้ลิงดู เขย่าภูขู่พยัคฆ์ เช่นนั้นก็พอแล้วล่ะ”
ชายหนุ่มชุดดำกล่าว “แต่หากทำเช่นนี้ ซูอี้ก็เผยไพ่ตายของเขาออกมาแล้วเช่นกัน จากวันนี้ต่อไป เจ้าเฒ่าทั้งหมดที่ช่วยเหลือเขาจะถูกหมายหัว ไร้หนทางหนีพ้น!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็จิบชา “ยามจัดการกับอี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยวเมื่อนานมาแล้ว ข้ากับสหายร่วมวิถีบางผู้ล้วนเคลือบแคลงถึงสิ่งหนึ่งเสมอมา”
“ไฉนจึงมักเกิดอุบัติเหตุเกินเข้าใจยามจัดการกับพวกเขาทั้งสอง ทำให้พวกเขาหนีชะตาฆาตได้ครั้งแล้วครั้งเล่า?”
“ยามนี้ ข้าพอเข้าใจแล้วว่ามีผู้ลอบช่วยเหลือพวกเขาอยู่เสมอ”
“วั่นจื่อเทียน เจ้าเฒ่าเซวี่ยหู จางอู๋ซู่……”
“เจ้าเฒ่าเหล่านี้ บ้างเกี่ยวพันกับหลี่ฝูโหยว บ้างเกี่ยวข้องกับอี้เต้าเสวียน”
“เมื่อพวกเขาออกมากันหมดในยามนี้ มันก็เป็นเรื่องดีสำหรับข้า และข้าก็เข้าใจแล้วว่าผู้ใดเป็นมิตร ผู้ใดคือศัตรูที่ต้องกำจัด!”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ชายชราก็ส่ายหน้า “เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในอนาคต แม้เจ้าตี้เอ้อในยามนี้จะมีความสามารถอันยิ่งใหญ่ แต่เมื่อไม่กล้าปลดแถบผ้าดำตรงหน้านี้ออก จะรับมือคนเหล่านั้นได้เช่นไร?”
ตี้เอ้อ!
ปรากฏว่าชายหนุ่มชุดดำผู้นี้ก็คือตี้เอ้อผู้เกือบสังหารซูอี้ได้บนวิถีเชื่อมดารา!
“เช่นนั้น เถียงกันไปก็ไร้ค่า ขึ้นอยู่กับว่าเขาซูอี้จะชนะได้หรือไม่เท่านั้น”
ตี้เอ้อกล่าวอย่างเฉยชา
……
ตรงหน้าภูเขาหมิงคงนั้นปั่นป่วนลือลั่นโดยสมบูรณ์
เสียงร้องอุทานดังเกินคณานับ เดือดระอุปะทุนภาเช่นวารีบนเตาต้ม
สิ่งที่ปรากฏบนม่านแสงล้วนแต่เป็นตัวตนในตำนานผู้ห่างหายจากโลกหล้าไปนานแสนนาน
เมื่อตำนานหวนกลับสู่โลกหล้าอีกครั้งในยามนี้ ผู้ใดเล่าจะไม่ประหลาดใจ?
“สมกับเป็นตัวตนผู้สามารถเผชิญหน้ากับทวยเทพพุทธะตามลำพังได้ในกาลก่อน ซ่อนไพ่ตายไว้มากมายเหลือเกิน!”
“มิน่าเล่า เขาจึงไม่เต็มใจยอมรับความช่วยเหลือจากพวกข้ามาตลอด เขามิได้เย่อหยิ่ง ทว่าเปี่ยมความมั่นใจจริงแท้!”
คู่เนตรเรืองรองของฉี่เวยดูอึ้งทึ่ง
“คาดไม่ถึงจริงๆ ข้าไม่คิดเลยว่าคนเหล่านี้จะยังมีชีวิตอยู่”
สีหน้าของหลี่ซานจิ่วเผยความเหม่อลอยอย่างหาได้ยาก ราวกำลังรำลึกถึงความหลังแต่เนิ่นนาน
ทันใดนั้น ฉี่เวยขำพรืด
นางเห็นว่าใบหน้าของจอมเทพอวิ๋นเหอดำคล้ำเยี่ยงก้นลำธาร
และเห็นว่าจอมเทพทั้งหลายที่นี่ล้วนเดือดดาล ดิ้นเร่าเยี่ยงอัสนีฟาด ใบหน้าอัปลักษณ์บิดเบี้ยวดุจสิ้นบุพการี
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะไพ่ตายที่ซูอี้ใช้แต่ละอย่างล้วนเป็นตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว และยังโจมตีกลุ่มเต๋าของพวกเขาแต่ละคนได้!!
ยามต่อสู้อยู่ในทัพหน้า ทว่าบ้านของตนกำลังถูกไฟไหม้ ผู้ใดจะยังไร้กังวลอยู่ได้?
ผู้ทรงอำนาจทั้งหลายของตระกูลซีโบราณล้วนตะลึงงัน พวกเขาตระหนักแล้วว่าพวกตนประเมินศัตรูร้ายทั้งหลายสูงเกินไป และประเมินความร้ายกาจของซูอี้ต่ำไปมาตลอด!
อี้เต้าเสวียนผู้เคยท่องโลกหล้าพร้อมดาบเล่มหนึ่ง ต่อกรกับทวยเทพพุทธะทั้งหลายเพียงลำพัง
ครั้งหนึ่ง หลี่ฝูโหยวเคยท่องทั่วสวรรค์ สังหารฆ่าฟันมากมายเสียจนไร้ผู้ใดในโลกหล้ากล้าต่อสู้กับเขาตัวต่อตัว!
ในฐานะร่างเวียนวัฏของตัวตนในตำนานทั้งสอง ซูอี้หรือจะไร้ไพ่ตาย สิ้นวิชาจนทุกผู้ดูแคลนได้โดยง่าย?
“ประเสริฐ! ประเสริญ!!”
หัวใจของซีจิ้งซานสะท้าน โลหิตร้อนรุ่มยามได้เห็น
ซีหนิงสังเกตเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของบิดา และเมื่อเห็นซูอี้ผู้ยืนลำพังกลางสมรภูมิเยาะเย้าเหล่าศัตรู หัวใจของนางก็พลอยสะท้านไหวเช่นกัน
ตู้ม!
ม่านแสงสลายไปผืนแล้วผืนเล่า
ซูอี้พลิกฝ่ามือ เก็บพฤกษาหมื่นภูมิไป
สรรพสิ่งสลายหาย
ทว่าจอมเทพอวิ๋นเหอ จอมเทพเทียนฮวง จอมมารเจวี๋ยเทียนและจอมเทพอื่นๆ ล้วนสงบใจได้ยาก สีหน้าของพวกเขาเขียวคล้ำ ร่างเปี่ยมล้นด้วยจิตสังหาร
เสียงเอ็ดอึงของเหล่าผู้ชมก็เงียบลงเช่นกัน
ฟ้าดินเปี่ยมด้วยจิตมาดร้าย อำนาจเทพอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ปกคลุมฟ้าดิน ทำให้ผู้คนมิอาจหายใจได้ทั่วท้อง
“ลูกไม้เหล่านี้อาจกระทบถึงสำนักของพวกเขา แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทำลายสำนักของพวกข้าได้หรอก”
จอมเทพเทียนฮวงกัดฟัน “และทั้งหมดนี้ก็เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของเจ้าบัดซบนี่ไม่ได้!”
ซูอี้กล่าวขึ้น “นี่คือเส้นที่ข้าขีดให้แก่ทุกผู้ในโลกหล้าแดนเทพ หลังจากเหตุการณ์ในวันนี้ไป ข้าเชื่อว่าทุกคนซึ่งมีสมองแม้เพียงน้อยก็น่าจะเข้าใจกระจ่างว่าผลลัพธ์เช่นไรจะบังเกิดหากล้ำเส้นของข้า”
“พล่ามให้น้อยหน่อย!”
จอมมารเจวี๋ยเทียนตวาดอย่างเดือดดาล “ยังมีไพ่ตายอีกหรือไม่ จะใช้ก็ใช้มา หาไม่ เจ้ากับตระกูลซีโบราณข้างหลังเจ้าจะตายกันหมดแน่!”
วจีนั้นกึกก้องทั่วทั้งฟ้าดิน ผู้ใดก็เห็นได้ว่าจอมเทพเหล่านี้เดือดดาลคั่งแค้น แทบมิอาจยั้งมือได้แล้ว
ซือมิ่งลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ภาพนี้น่าขวัญผวาจริงแท้
ทว่าซูอี้กลับยังกล่าวอย่างสุขุมราวกับไม่รับรู้ว่า “หากเป็นการประลองมหาวิถี ข้านั้นห่างไกลเกินจะเป็นคู่ต่อสู้ให้พวกเจ้าได้จริงๆ แต่ในเมื่อเป็นการใช้ไพ่ตาย ข้า… ก็หากลัวไม่”
เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้……
ตู้ม!
ดาบบินสีทองเจิดจ้าเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงกึกก้องเหนือศีรษะของซูอี้ และฟาดฟันลงมาอย่างดุเดือด
เส้าอวิ๋นเค่อไม่อาจทานทน มิคิดรอให้เขาเผยไพ่ตายมากไปกว่านี้ และลงมือโจมตีก่อนทันที
การโจมตีนี้กะทันหันอย่างยิ่ง และยังรวดเร็วถึงขีดสุด เกิดขึ้นในชั่วพริบตา
ทว่าทันใดนั้น หัตถ์ใหญ่สีเลือดข้างหนึ่งได้ปรากฏขึ้น คว้าดาบบินสีทองนี้ไว้ทันที
ทุกผู้ต่างตกตะลึง
และยามนั้นเองที่ทุกผู้ได้เห็นว่าหัตถ์ใหญ่สีเลือดนั้นออกมาจากอาภรณ์นักรบสีเลือดในมือของซูอี้
และเมื่อซูอี้สะบัดมือ
อาภรณ์นักรบสีเลือดชุดนั้นพลันทะยานสู่เวหา พองขึ้นปรากฏเป็นร่างสีเลือดร่างหนึ่งทันควัน
ร่างนั้นปกคลุมด้วยโลหิต เส้นผมกระเซอะกระเซิง ใบหน้าไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน เห็นได้เพียงสัญลักษณ์ประหลาดน่าสะพรึงกลัวสีเลือดนับไม่ถ้วนวูบไหวบนอาภรณ์สีเลือดของอีกฝ่ายเท่านั้น
“นี่คือ?!”
หลายผู้ร่างสะท้าน
ปราณของร่างสีเลือดนี้ชั่วร้ายยิ่ง เพียงยืนเฉยๆ ก็ย้อมสุญตาเป็นสีแดงฉาน สะท้อนนิมิตทะเลโลหิตบรรพตซากศพ
แกรก!
ร่างสีเลือดยัดดาบบินสีทองเข้าปาก และเสียงเคี้ยวก็ดังกร้วบ กัดกินดาบบินสีทองไปง่ายดายราวเป็นเต้าหู้
ไกลออกไป เส้าอวิ๋นเค่อได้รับผลข้างเคียง กระอักเลือดออกมาคำโต สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์
ดาบบินสีทองเล่มนั้นเป็นสมบัติเทพคู่ชีพของเขา แต่กลับถูกทำลายลงในชั่วพริบตา!!
“ซากเทวะอาภรณ์เลือด!!”
สีหน้าของจอมมารเจวี๋ยเทียนพลันแปรเปลี่ยน
ซากเทวะอาภรณ์เลือด!
เมื่อได้ยินนามนี้ คนอื่นที่เหลือต่างยังคงงุนงง ทว่าจอมเทพทั้งหลายหน้าเปลี่ยนสีกันแล้ว
ในแดนดินทวีปเทพจิตนภามีเขตหวงห้ามแห่งหนึ่งนาม ‘ซากโบราณสาปโลหิต’ ซึ่งเลื่องลือไปทั่วทั้งโลกหล้าแดนเทพ
ส่วนสาเหตุนั้นเป็นเพราะเขตหวงห้ามแห่งนี้มีผีดิบเลือดและซากศพกระจัดกระจายเต็มไปหมด ต่อให้ผู้มาเยือนเป็นเทพ พวกเขาก็จะหลงเหลือเพียงซาก!
และผู้นำซากโบราณสาปโลหิตนั้นก็เป็นตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่มีนามว่า ‘ซากเทวะอาภรณ์เลือด’ !
ตัวตนโหดเหี้ยมผู้ไร้เทียมทานเปี่ยมด้วยพลังคำสาป แทบเป็นอมตะ และอำนาจต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวก็ทำให้จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าหวาดกลัวอยู่สามส่วน!!
แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าซูอี้จะไปเชิญนายแห่ง ‘ซากโบราณสาปโลหิต’ มาเป็นผู้ช่วย?
“เจ้าเฒ่าแข็งแกร่งเพียงนี้เลยรึ?”
ขณะเดียวกัน ซากเทวะอาภรณ์เลือดก็กล่าวขึ้นว่า “หลี่ฝูโหยว เจ้าประเมินข้าสูงไปหรือไม่?”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว”
ซูอี้กล่าว “ข้าไม่คิดหรอกว่าเจ้าผู้เดียวจะพลิกกระแสเปลี่ยนสถานการณ์ได้”
“เช่นนั้นก็ดี แม้ข้าจะไม่ได้เก่งกาจ แต่ขอเพียงมิได้ต่อสู้ลำพัง ฆ่าจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าสักคนสองคนย่อมไม่ใช่ปัญหา”
ซากเทวะอาภรณ์เลือดแสยะยิ้ม
ทั่วทั้งร่างของเขาปกคลุมด้วยอาภรณ์นักรบสีเลือด เส้นผมกระจัดกระจาย เสียงของเขาแหบโรยแรงเยี่ยงซี่เลื่อยลั่นเสียด น่าขนลุกขนพองเป็นพิเศษ
ไกลออกไป สีหน้าของจอมเทพทั้งหลายยิ่งทวีความมืดมน
ต้องบอกว่าแต่ละไพ่ตายที่ซูอี้เตรียมมาล้วนทำให้พวกเขาประหลาดใจ และยังกระวนกระวายใจทุกหนไป!
เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็หาคาดคิดไม่ว่าตัวตนไร้เทียมทานอย่างศพเทวะอาภรณ์เลือดจะช่วยเหลือชายหนุ่ม
“ไฉนท่านจึงเต็มใจมาช่วยซูอี้ผู้นั้นกัน? มิกลัวจะเป็นการล่วงเกินพวกเราหรือ?”
จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
เขาไม่ได้กลัวศพเทวะอาภรณ์เลือด แต่เขาคิดไม่ออกเลยว่าไฉนตัวตนร้ายกาจนี้จึงมาอยู่ฝั่งเดียวกับซูอี้
ศพเทวะอาภรณ์เลือดแค่นยิ้ม “หลี่ฝูโหยวช่วยข้าเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ได้ แล้วพวกเจ้าทำได้หรือ?”
วาจานั้นทำให้ทุกผู้ประจักษ์แจ้งเหตุผลทันที
ทุกสิ่งก็เป็นเพราะวัฏสงสารในมือซูอี้!!
“เฮอะ ยังจะอยากเวียนวัฏอีกครา บอกให้ก็ได้ว่าวันนี้ เจ้ากับซูอี้จะต้องตาย!!”
จอมมารเจวี๋ยเทียนกล่าวอย่างมาดร้าย
ซูอี้ว่า “งั้นหรือ เจ้าคิดหรือว่าข้าเหลือไพ่ตายเพียงเท่านี้?”
ว่าแล้ว เขาจึงสะบัดแขนเสื้อ
โคมวังหลวงเก่าคร่ำคร่าดวงหนึ่งปรากฏขึ้น
โคมวังหลวงดวงนี้เป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม มันมีสีเทาเข้มทั้งดวง และที่ไส้โคมเรื่อเรืองด้วยเพลิงเย็นสีเขียวอันไร้วันมอดดับ
เมื่อโคมวังหลวงดวงนี้ปรากฏขึ้น แสงเงาพลันวูบไหว ทุกผู้เห็นได้รางๆว่าในโคมมีร่างงามดุจนางเซียนสะท้อนอยู่ ทว่าก็เลือนรางยิ่งนัก
ผู้นี้คือใครอีก?
ทุกผู้ล้วนประหลาดใจ
“ว่าแล้วเชียว หลังกาลผ่านแสนนาน ผู้รู้จักหญิงผู้น้อยในโลกหล้าก็เหลือเพียงไม่มากนัก”
เสียงสตรีอันเปี่ยมอาวรณ์แว่วออกมาจากโคมวังหลวง
“ข้าเหลือเพียงเสี้ยววิญญาณเท่านั้น หากจะให้ลงมือจริงๆ อย่างมาก… ก็รับมือได้เพียงศัตรูระดับจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าสามคนห้าคน หวังว่าเจ้าจะไม่คิดขุ่นเคือง”
เหล่าผู้ชมผงะไป
หนึ่งเสี้ยววิญญาณรับมือจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าสามคนห้าคนได้ ยังจะกลัวซูอี้คิดขุ่นเคืองอีกหรือ!?
สตรีผู้นี้คือใคร ไฉนจึงกล่าวเรื่องเช่นนี้ออกมาหน้าตาเฉยได้?
“สามคนห้าคนก็พอแล้ว”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “ข้าจะจดจำบุญคุณนี้และตอบแทนในสักวัน”
“สหายเต๋าซูให้วาจา หญิงผู้น้อยก็พอใจแล้ว”
สตรีในโคมวังหลวงสุภาพถ่อมตนยิ่งนักยามเผชิญหน้ากับซูอี้
ทว่ายามนางเอ่ยปากออกศึก นางหาได้สุภาพไม่ “แล้ว… จะลงมือยามใดดี?”