บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2242 เสียงของดาบเล่มนั้น
บทที่ 2242 เสียงของดาบเล่มนั้น
ปากที่เต็มไปด้วยโลหิตปรากฏขึ้นในท้องนภา ราวกับหุบเหวขนาดใหญ่
ไกลออกไป องค์เทพเทียนฮวงอ้าปากค้าง
นี่มันตัวบ้าอันใด?
ตู้ม!
อึดใจต่อมา ปากโลหิตพลันเปล่งแสง และกลายเป็นชายชราหัวล้านพุงพลุ้ย ร่างเตี้ย ตาเขียว สวมชุดคลุมเต๋าสีแดงร้อนแรง
เขาดูแปลกประหลาด ค่อนไปทางน่าเกลียดเสียด้วยซ้ำ
แต่เมื่อปรากฏกายขึ้นมา สุญญะรอบข้างพลันพังทลายและบิดเบี้ยว หมุนวนไปมาราวกับวังวน
ทางด้านหลังของเขา คางคกขนาดใหญ่ที่มีความสูงเท่ากับเนินเขาหนึ่งลูกสะท้อนขึ้นมา ทั่วทั้งร่างเป็นสีแดงโลหิต เมื่อมันขยับปาก ก็ทำให้เกิดเสียงก้องราวฟ้าผ่า
“คางคกโลหิตกลืนกินสวรรค์! เจ้าคือ ‘จ้าวคางคกกลืนสวรรค์’ ในทะเลอสูรสวรรค์!!”
ใครบางผู้ตกตะลึง ก่อนส่งเสียงร้องออกมา
นี่คือชายชราที่น่าหวาดกลัวอีกคน ชื่อเสียงของเขาร้ายกาจยิ่งกว่าซากเทวะอาภรณ์เลือดเสียอีก
นั่นเพราะชายชราผู้นี้เคยกลืนกินจอมเทพทั้งเป็น!
“เป็นหมอนี่นี่เอง”
ใบหน้าขององค์เทพเทียนฮวงเคร่งขรึมมากขึ้น
“เจ้าจะสู้กับเขางั้นหรือ?” ซูอี้ถาม
จ้าวคางคกกลืนสวรรค์ ผู้มีใบหน้าน่าเกลียดพุงพลุ้ยพ่นฟองออกมาเต็มปาก ถามอย่างเหยียดหยันว่า “ตาเฒ่าเทียนฮวง เจ้ากล้าสู้กับข้าผู้นี้หรือไม่?”
สีหน้าขององค์เทพเทียนฮวงสั่นไหวชั่วขณะ
ไม่ว่าใครต่างมองออกว่าอีกฝ่ายหวาดกลัวจ้าวคางคกกลืนสวรรค์
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีประโยชน์น้อยสุดในที่แห่งนี้”
จ้าวคางคกกลืนสวรรค์กลอกตา ชำเลืองมองจอมเทพอีกคน ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “พี่ฝูโหยว ไหนเจ้าบอกว่าไอ้เฒ่าคนตกปลาสารเลวอยู่ที่นี่เหมือนกันไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงไม่อยู่ที่นี่?”
ทุกคนเข้าใจทันทีว่าจ้าวคางคกกลืนสวรรค์มาเพื่อจัดการกับเฒ่าเรืองวิญญาณ
เมื่อฟังจากน้ำเสียงของจ้าวคางคกกลืนสวรรค์แล้ว เห็นได้ชัดว่ามันเกลียดเฒ่าเรืองวิญญาณนัก ทำให้เรียกอีกฝ่ายว่าไอ้เฒ่าสารเลวออกมา
ซูอี้กล่าวว่า “มันซ่อนอยู่ในเงามืด ไม่โผล่หัวออกมาหรอก เจ้าต้องตามหาด้วยตัวเอง”
ตู้ม!
จ้าวคางคกกลืนสวรรค์ทะยานขึ้นท้องนภา ทันใดนั้นก็ทำการสูดดม ก่อนดวงตาสีเขียวคู่นั้นจะทอประกาย กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ไอ้เฒ่าสารเลว เจ้าอยู่ที่นี่จริงด้วย! ข้าได้กลิ่นตุๆ จากร่างของเจ้ามาแต่ไกลเลย!”
เสียงยังคงดังก้อง ทว่าตัวคนกลับพุ่งไปยังท้องนภา หายไปในทันทีแล้ว!
อึดใจต่อมา ในท้องนภาที่อยู่ไกลออกไป ศึกใหญ่พลันอุบัติขึ้น
หนึ่งในสองฝ่ายที่ต่อสู้กันคือจ้าวคางคกกลืนสวรรค์ ขณะที่อีกฝ่ายคือชายชราร่างผอมในชุดสีเทา ผู้มีใบหน้าซีดเซียวทว่าแลดูชาญฉลาด
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือดราวกับกำลังจะพลิกท้องนภา ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
ส่วนพุทธเจ้าแผดตะเกียงกับนักบวชซิงอวี่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทั้งสองเลือกที่จะอยู่ให้ห่างจากสถานที่บริเวณนี้เช่นกัน
ใบหน้าของพวกจอมเทพอวิ๋นเหอในยามนี้ยิ่งดูน่าเกลียด
ไม่ใช่ว่าเขาประหลาดใจกับไพ่ตายของซูอี้
แต่ในกลุ่มของพวกเขา พุทธเจ้าแผดตะเกียง รวมถึงคนตกปลาล้วนเป็นนักฆ่าที่ซ่อนอยู่ในความมืด!
ประการหนึ่งคือสามารถยับยั้งคู่แข่งที่ซ่อนเร้นเหล่านั้นได้ ทำให้อีกฝ่ายเผยตน ไม่อาจฉวยโอกาสยามไฟไหม้
ประการที่สองคือการมีคนอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียง หมายความว่าเมื่อพายุลูกนี้ก่อตัวขึ้น ฝั่งของพวกเขาสามารถสำแดงอำนาจในช่วงท้าย เพื่อจู่โจมซูอี้ในทีเผลอได้
แต่แม้กระทั่งไพ่ตายเหล่านั้นต่างถูกซูอี้มองออกในยามนี้ จนถึงขั้นโดนยับยั้ง!
ไพ่ตายล้วนถูกหยิบออกมาใช้ล่วงหน้า ทำให้กลุ่มพวกเขาอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด!!
นี่คือเหตุผลที่ทำไมพวกจอมเทพอวิ๋นเหอถึงมีสีหน้าน่าเกลียด
ใช่แล้ว ไม่มีใครคาดคิดว่าการที่ซูอี้ปรากฏตัวในครั้งนี้ เขาจะเตรียมการมาอย่างดี ทั้งยังพิถีพิถัน ราวกับสามารถมองเห็นทุกอย่างจนหมดสิ้น คาดการณ์ทุกสิ่งได้ไม่ต่างจากทวยเทพ ก่อนจะเข้าโจมตีและตอบโต้สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเตรียมการไว้ทีละเล็กละน้อย!!
นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อ ทำให้พวกเขาโดนกดดันอย่างมหาศาล
ในตอนนี้ จิตวิญญาณของพวกจอมเทพอวิ๋นเหอต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า มีไพ่ตายกี่ใบที่ซูอี้ยังไม่สำแดง!
ขณะเดียวกัน ผู้ชมเหล่านั้นที่ไม่ได้จากไปไกลต่างประหลาดใจ และตกตะลึงเช่นกัน
ศึกนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างซูอี้กับศัตรูเหล่านั้นเพียงลำพังอีกแล้ว
แต่มันคือการเผชิญหน้ากันระหว่างตัวตนอันสูงส่งในโลกเทพ!
เป็นความจริงที่พวกจอมเทพอวิ๋นเหอย่ำแย่ แต่ทางฝั่งของซูอี้ หาได้แสดงความประมาทออกมาไม่
นั่นเพราะนอกเกมกระดานดังกล่าว ซูอี้ได้ตระเตรียมวั่นจื่อเทียน บรรพชนเซวี่ยหู จางอู๋ซู่และกลุ่มตัวตนอันน่าสะพรึงเพื่อเล่นงานจากอีกฝั่ง
นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังมีไพ่ตายนับไม่ถ้วนที่ยังไม่ถูกใช้!
ศึกและการเผชิญหน้าดังกล่าว กอปรกับกองกำลังน่าสะพรึงกลัว……ย่อมเป็นสิ่งที่หาได้ยากในทุกยุคสมัย มากพอจะสร้างความตกตะลึงได้ทั่วหล้า!!
“น่าสนุกเหลือเกิน ข้าไม่คิดเลยจริงๆ ในช่วงที่ข้าแยกห่างจากสหายเต๋าเซียว เขาจะถึงกับเตรียมของเล่นไว้มากมายเพียงนี้”
ฉี่เวยถอนหายใจ หัวใจเต้นรัว
นางมั่นใจว่า เรื่องในวันนี้ทำให้ซูอี้ต้องเค้นสมองอย่างหนักหน่วง จึงจะเตรียมการทั้งหมดขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนั้น เขาถึงสามารถต่อสู้กับศัตรูเหล่านั้นในตอนนี้ได้อย่างสงบ ไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่อย่างใด!!
บรรยากาศในพื้นที่ทำศึกยิ่งดุเดือด การต่อสู้นี้อาจจะปะทุถึงขีดสุดได้ทุกเมื่อ!
ไม่ทราบได้ว่ามีตาเฒ่าในความมืดที่หวาดกลัวอยู่กี่คน จนไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม พวกเขาถูกซูอี้ข่มขู่อย่างสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ ทุกคนคิดว่าด้วยการปรากฏตัวของซูอี้ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย และอำนาจวัฏสงสารจะอุบัติขึ้น คนเหล่านั้นที่คอยแอบดูก็จะสามารถฉวยโอกาสนี้ เพื่อจับปลายามน้ำขุ่นได้
แต่ความจริงมันไม่ใช่เช่นนั้น พวกเขาตระหนักได้แล้วว่า เทพชั้นล่างอย่างซูอี้ไม่ใช่ตัวตนที่จะถูกกลั่นแกล้งได้ง่าย!!
“เทียนฮวง เจ้าจะเป็นคนแรกที่ตายในเกมกระดานนี้หรือไม่?”
ซูอี้ถามอย่างแผ่วเบา
องค์เทพเทียนฮวงขมวดคิ้ว ในใจรู้สึกไม่สบายอย่างอธิบายไม่ถูก สิ่งที่ซูอี้กล่าวเหมือนกับเป็นการบอกว่า เขาจะเป็นคนแรกที่ตายในพายุลูกนี้จริงๆ
“เลิกพูดปลุกระดมเสียที ข้าสู้กับหลี่ฝูโหยวมาหลายปี เหตุใดจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนแบบไหน?”
องค์เทพเทียนฮวงพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา
ซูอี้ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ชาติที่แล้ว ข้าตกตายในสมรภูมิไร้ที่สิ้นสุด ไม่ได้ตายด้วยมือของตาเฒ่าเทียนฮวงเช่นเจ้า ในตอนนั้นข้าให้โอกาสเจ้าต่อสู้เพียงลำพังหลายครั้ง แต่เจ้า……ไม่กล้าแม้แต่จะตอบตกลง!”
สีหน้าขององค์เทพเทียนฮวงหมองหม่น แต่ไม่อาจปฏิเสธได้
ยามจัดการกับหลี่ฝูโหยว เขาต้องรวบรวมเหล่าตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก จึงจะทำให้หลี่ฝูโหยวพ่ายแพ้ในสมรภูมิไร้ที่สิ้นสุดได้
นี่คือสิ่งที่ทุกผู้ทราบ
ในทำนองเดียวกัน มันสามารถอธิบายได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร หากตกอยู่ในสถานการณ์ตัวต่อตัว พวกเขาย่อมไม่กล้ายั่วโมโหหลี่ฝูโหยว!
“แต่ว่าเรื่องเหล่านั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว”
ซูอี้หยิบไหสุราออกมา ยกขึ้นจิบ “ข้าในยามนี้คือหลี่ฝูโหยว คืออี้เต้าเสวียน แต่สิ่งสำคัญที่สุด……ข้าก็คือข้า ถึงอย่างไรก็มีความแตกต่างจากคนอื่น!”
คำพูดเหล่านี้ บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ บางคนคล้ายกับเข้าใจ
แต่ซูอี้ย่อมรู้ดีที่สุด!
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงยิ่งกว่าคือ ซูอี้ในตอนนี้ที่หยิบไหสุราออกมาดื่มอย่างสบายใจ ทำให้เปลือกตาของจอมเทพที่อยู่ไกลออกไปกระตุก ร่างกายแข็งทื่อ ครุ่นคิดโดยไม่รู้ตัวว่าชายหนุ่มกำลังจะใช้ไพ่ตายอีกครา
โดยเฉพาะองค์เทพเทียนฮวงผู้ถูกซูอี้เรียกชื่อ ระแวดระวังยิ่งกว่าใครๆ เขาถือง้าวขนาดใหญ่ไว้ในมือรอแล้ว
แต่ว่า…ซูอี้เพียงยกขึ้นจิบสุราเท่านั้น!
มันจึงทำให้การกระทำขององค์เทพเทียนฮวงดูน่าอาย แสดงให้เห็นว่าเขาวิตกมากแค่ไหน!
ฉี่เวยแทบจะหลุดหัวเราะออกมา
ตาเฒ่าที่โด่งดังไปทั่วโลกหล้ามาหลายปี กลับหวาดกลัวจนสูญเสียความสงบ ฉากเช่นนั้นหาได้ยากนัก!
หากแพร่งพรายออกไป ต้องไม่มีใครเชื่อเป็นแน่
ในเวลาเดียวกัน บนเนินเขาที่ไม่โดดเด่น ชายชราอดยิ้มและส่ายหน้าไม่ได้ “ความกล้าหาญของคนเหล่านี้ด้อยกว่าสหายเต๋าซูนัก”
ตี้เอ้อในชุดสีดำขมวดคิ้ว ก่อนถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงกล่าวว่า “ตอนข้าฆ่าอี้เต้าเสวียน ข้าต้องสูญเสียไปมากมาย กินเวลาหลายพันปี การฆ่าหลี่ฝูโหยวก็ไม่ต่างกันนัก”
“คนเหล่านี้ล้วนมีประสบการณ์โดยตรง เคยเป็นสักขีพยานพบเห็น พวกเขาจึงย่อมเข้าใจดีว่าซูอี้ผู้กลับชาติมาเกิดไม่ใช่คนที่ควรดูถูกได้”
“ความหวาดกลัวและความรอบคอบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน”
“แต่ว่า…”
ชายหนุ่มชุดดำจิบชา “ในเมื่อพวกเราสามารถฆ่าอี้เต้าเสวียน รวมถึงหลี่ฝูโหยวได้ พวกเราก็สามารถฆ่าซูอี้ได้เช่นกัน!”
ชายชราไม่กล่าวอันใด
พายุยังคงก่อตัว สามารถอุบัติได้ทุกเมื่อ การพูดอะไรเช่นนี้ ออกมาจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป
ในตอนนี้……มีบางสิ่งได้เกิดขึ้นในพื้นที่!
จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าที่นำโดยเส้าอวิ๋นเค่อ ไม่แม้จะส่งเสียงออกมา แต่จู่ๆ ก็ลงมือในฉับพลัน!
ตู้ม!
พวกเขาใช้สมบัติก้นหีบออกมา ตัวคนราวกับสายฟ้าฟาด เข้าโจมตีใส่ซูอี้อย่างสุดกำลัง!
ดาบเต๋า กระบี่ศึก แส้ เจดีย์ ตราประทับ…
สมบัติทุกชิ้นเต็มไปด้วยอำนาจเทพไร้เทียมทาน ทะลวงสวรรค์และปฐพี สาดส่องไปทั่วทุกทิศทาง
คลื่นแห่งการทำลายล้างอันทรงพลังเหล่านั้น เปลี่ยนสีสันของสายลมอย่างสมบูรณ์ ห่างออกไปนับแสนลี้ บรรยากาศน่าสะพรึงราวกับภัยพิบัติวันสิ้นโลกได้เข้าปกคลุมทั่วทุกถิ่น
ไม่ต้องคิดให้มากความก็ทราบได้ว่า หากโดนเข้าไปจังๆ ซูอี้ต้องตายอย่างแน่นอน!
ภูเขาหมิงคงจะถูกทำลาย!
ทุกผู้ในตระกูลซีโบราณจะพินาศ!
ยามนี้ จอมเทพอวิ๋นเหอ องค์เทพเทียนฮวง และจอมมารเจวี๋ยเทียนล้วนรออยู่ก่อนแล้ว เพื่อเตรียมโจมตีซ้ำ
ในขณะเดียวกัน หัวใจของผู้คนที่อยู่ไกลออกไปต่างบีบรัด ซากเทวะอาภรณ์เลือดระเบิดแสงสีโลหิตออกมา ส่วนซือมิ่งใช้ออกด้วยวัตถุสะบั้นกฎ เม็ดบัวแห่งเวลา!
พุทธเจ้าแผดตะเกียง คนตกปลา นักบวชซิงอวี่ กับจ้าวคางคกกลืนสวรรค์ผู้กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดภายในท้องนภา ล้วนสำแดงอำนาจจิตออกมา
บนร่างของตี้เอ้อ อักขระสีดำนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น ชายชราผู้อยู่ฝั่งตรงข้ามเผยแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์ในดวงตา จับจ้องตี้เอ้ออย่างแน่วแน่
ในความมืด กลิ่นอายน่าสะพรึงนับไม่ถ้วนพลันแผดเสียงคำราม เตรียมพร้อมที่จะลงมือทุกเมื่อ
บนภูเขาหมิงคงในตอนนี้ หัวใจของซีหนิงแทบจุกตรงลำคอ สีหน้าของซีจิ้งซานเปลี่ยนไปมาก ทุกผู้ในตระกูลซีโบราณแทบหายใจไม่ออก
พวกเขาคล้ายกับสัมผัสได้ถึงลางร้ายว่า พายุที่ก่อตัวอย่างยาวนานนี้จะระเบิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว!
ชั่วกาลนั้น บนร่างของซูอี้ เสียงดาบอันแปลกประหลาดพลันดังก้องขึ้นมา
มันเหมือนกับเสียงดาบเหล็กขึ้นสนิมที่เสียดสีกับหินลับดาบ
เหมือนกับใบดาบเปื้อนฝุ่นเคลื่อนผ่านฝักดาบ ส่งเสียงครวญครางไปมา
เมื่อดาบส่งเสียงออกมา ฝักดาบได้ปรากฏขึ้นในมือของซูอี้
ฝักดาบขึ้นสนิม เป็นสีเขียวตะไคร่ ดูเก่าแก่ยิ่ง คล้ายกำลังจะสูญสลาย ไม่มีจิตวิญญาณแม้แต่นิดเดียว ไม่ต่างจากเศษทองแดงกับเหล็กเน่า
ยามซูอี้ตวัดฝักดาบที่มีชะตาผูกโยนลงกับพื้นโดยไม่มีใครเหลียวแล ฉากอันน่าเหลือเชื่อพลันบังเกิดขึ้น!