บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2243 อยู่หรือตาย เจ้าเลือกเลย
บทที่ 2243 อยู่หรือตาย เจ้าเลือกเลย
ฝักดาบกวาดผ่านท้องนภา เสมือนเด็กกำลังเขียนหวัดด้วยกิ่งไม้
จากนั้นพลันมีเส้นสีดำปรากฏขึ้นบนท้องนภาเบื้องหน้าซูอี้สามหมื่นจั้ง
หากเปรียบเทียบโลกเป็นแผ่นกระดาษเปล่า เส้นสีดำนี้ก็เปรียบได้กับเส้นตรงที่แบ่งแผ่นกระดาษออกเป็นสองส่วน
หากเปรียบโลกเป็นกระดานหมากรุก เส้นสีดำนี้เปรียบได้กับเส้นพรมแดนระหว่างสองกองทัพ
หลังจากนั้น…
การโจมตีสุดกำลังของจอมเทพ มันช่างน่าสะพรึงกลัวจนคล้ายจะทำให้โลกหล้าใบนี้แหลกสลาย……
แต่เมื่อสัมผัสเข้ากับเส้นสีดำที่พาดผ่านท้องนภา ฉากอันน่าเหลือเชื่อพลันบังเกิดขึ้นแทน!
แสงสว่างศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งการทำลายล้างนานาชนิด ล้วนถูกกลืนกินโดยเส้นสีดำอย่างไร้สุ้มเสียง!
ไม่มีระลอกคลื่นเกิดขึ้น
ไม่มีอันใดเกิดขึ้นทั้งสิ้น!
ราวกับถูกกลืนกินอย่างเงียบงัน หายไปท่ามกลางหุบเหวราวกับน้ำไหล
หากเปรียบโลกเป็นกระดานหมากรุก
พรมแดนอีกด้านหนึ่ง สวรรค์และปฐพีพังทลาย กระแสพลังแห่งการทำลายล้างคลุ้มคลั่ง
ส่วนพรมแดนอีกฝั่งกลับสงบนิ่งไร้การเปลี่ยนแปลง!
เส้นพรมแดนต้านรับการโจมตีทั้งหมดของจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าได้!
แต่มันไม่ใช่เส้น
มันคือรอยดาบ
มันถูกวาดจากฝักดาบที่ใกล้พัง ทว่ากลับแบ่งแยกนภาเป็นสอง และกลืนกินทุกสิ่งเข้าไป!
“ไม่……!”
เสียงร้องด้วยความแตกตื่นดังขึ้น
มันคือเสียงของเส้าอวิ๋นเค่อ ดาบเต๋าที่เขาใช้ออกคล้ายกับถูกมือขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นคว้าเอาไว้ และตกลงไปในเส้นสีดำดังกล่าวอย่างควบคุมไม่ได้
มันหายไปอย่างไร้สุ้มเสียงเช่นกัน
“บัดซบ!!”
“กลับมาหาข้าสิ!”
“เป็นไปได้ยังไง!”
หลังจากนั้น น้ำเสียงตกตะลึงและเกรี้ยวกราดดังขึ้นระงมทั่ว
จอมเทพผู้อื่นที่ทำการโจมตีล้วนแตกตื่น หน้าถอดสีไปตามๆ กัน
เพราะกระบี่สงคราม แส้ เจดีย์ หอก และสมบัติที่พวกเขาใช้ออก ล้วนถูกกลืนกินโดยรอยดาบแปลกประหลาดลึกลับนั่น!
ส่วนการเชื่อมต่อระหว่างพวกเขากับสมบัติเหล่านี้ถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์ จนทุกผู้ได้รับผลย้อนกลับ กระอักโลหิตบ้าง หน้าซีดบ้าง ครวญครางด้วยความเจ็บปวดบ้าง เดินโซเซบ้าง ร่างสั่นสะท้านบ้าง
ฉากน่าขนลุกนี้ ทำให้ผู้รับชมตกตะลึงทันที
“ช่างเป็นพลังที่น่าสะพรึงกลัวนัก!!”
จอมเทพอวิ๋นเหอ องค์เทพเทียนฮวง และจอมมารจอมมารเจวี๋ยเทียนล้วนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ พวกเขาล้วนเตรียมพร้อมที่จะลงมือ วางแผนจะเล่นงานยามซูอี้เผลอ ก่อนปลิดชีพอีกฝ่ายในครั้งเดียว
แต่คาดไม่ถึง เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียว ซูอี้จะสามารถทำลายการโจมตีประสานของจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าได้!
“นี่มัน…”
ดวงตาของพุทธเจ้าแผดตะเกียงและคนตกปลาหรี่ลง
รอยดาบนั่นแปลกประหลาดยิ่งนัก ราวกับมันสะบั้นโลกหล้า สะบั้นสุญตาฟ้าดินได้!
การโจมตีใดที่ใกล้เข้ามา คล้ายกับหายไปจากโลกใบนี้ ก่อนเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่ง
นักบวชซิงอวี่กับจ้าวคางคกกลืนสวรรค์สังเกตเห็นความน่าสะพรึงของรอยดาบนั่นเช่นกัน
ทว่าทั้งสองกลับตื่นเต้นยินดี!
พวกเขาล้วนทราบดีว่ากุญแจสู่ชัยชนะการต่อสู้ครั้งนี้คือซูอี้
เมื่อมีบางสิ่งเกิดกับชายหนุ่ม นั่นหมายความว่าพวกเขาพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์!
โชคยังดี ซูอี้ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง!
“ปัดป้องได้ด้วยวิธีนั้นงั้นหรือ!?”
ทั้งซากเทวะอาภรณ์เลือดและซือมิ่งอดตกตะลึงไม่ได้ พวกเขาถึงขั้นประหลาดใจ
การโจมตีประสานของจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้ามากพอจะทำให้พวกเขารู้สึกสิ้นหวัง
แต่ซูอี้เพียงแค่สะบัดฝักดาบ เขาก็สามารถจัดการได้!……สิ่งนี้มันเกินกว่าที่จินตนาการไว้อย่างไม่ต้องสงสัย
ตระกูลซีโบราณในภูเขาหมิงคง ตั้งแต่ซีหนิง ซีจิ้งซาน รวมไปถึงทุกผู้ ต่างรู้สึกเดินผ่านประตูนรกมาได้
หากการโจมตีเมื่อครู่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ พวกเขาทั้งหมดจะต้องตายอย่างแน่นอน ส่วนภูเขาหมิงคงจะถูกกวาดล้างไปจากโลกหล้า!
โชคดีที่เรื่องพวกนี้ไม่เกิดขึ้น
“หนึ่งดาบตัดสะบั้นกฎสวรรค์แดนดิน จนเกิดรอยแยกมิติเวลางั้นหรือ?”
“น่าสะพรึงเกินไปแล้ว!!”
“จุดกำเนิดของฝักดาบนั่นคืออันใด?”
…ในความมืดนอกสมรภูมิ มีเสียงอุทานดังขึ้น เหล่าตัวตนเฒ่าเหล่านั้นผู้กำลังจับจ้องอยู่ในความมืดต่างตกตะลึงเช่นกัน
“ภายในหนึ่งดาบกลับสามารถแยกมิติเวลาได้งั้นหรือ? นี่มันโลกเทพนะ! แม้กระทั่งสมบัติเต๋าอมตะยังทำไม่ได้ถึงขั้นนี้เลย!!”
บนเนินเขาอันไม่สะดุดตา ตี้เอ้อในชุดสีดำสูญเสียความสงบที่เห็นได้ยาก กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ฝักดาบนั่นคือวัตถุสะบั้นกฎ! ทั้งยังไม่ใช่วัตถุสะบั้นกฎธรรมดาด้วย!!”
มิติเวลา ส่วนแรกคือตัวแทนระเบียบของเวลา ส่วนหลังคือตัวแทนระเบียบของมิติ
ในโลกเทพ กฎสวรรค์แข็งแกร่งยิ่ง แม้กระทั่งจอมเทพยังไม่สามารถฉีกกระชากมิติเวลาได้!
หาไม่แล้ว ตัวตนเฒ่าเหล่านั้นในเขตหวงห้ามมิติเวลา อันไม่ใช่ของยุคสมัยนี้คงไปเกิดกันนานแล้ว ทำไมถึงต้องคอยจนบัดนี้ด้วย?
แต่ด้วยฝักดาบของซูอี้ กลับสร้างรอยยาวในมิติเวลาขึ้นมาได้ เหมือนกับการเปิดประตูสู่แดนดินมิติเวลาอีกแห่ง!
ใครบ้างจะไม่ประหลาดใจกับเรื่องนี้?
และเพราะเหตุนี้ จึงทำให้การโจมตีประสานของจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
เพราะดาบเล่มนั้นสะบั้นกฎสวรรค์ จนเกิดรอยแยกในมิติเวลา เมื่อจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าโจมตี การโจมตีดังกล่าวจึงหายลับสู่โลกอีกใบ ดังนั้นแล้วมันจะทำร้ายซูอี้ได้อย่างไร?
“ขโมยไก่ไม่ได้ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ สมควรแล้ว!”
ชายชราเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มออกมา
การโจมตีนี้ไม่เพียงทำลายการโจมตีดังกล่าวได้เท่านั้น แต่ยังกลืนกินสมบัติของจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าได้อีกด้วย!!
ความสูญเสียเช่นนั้นนับว่าใหญ่หลวงนัก
ระหว่างสวรรค์และปฐพี
รอยดาบที่ทั้งลึกลับและแปลกประหลาดนั่นเลือนหายไป
ทุกสิ่งคล้ายไม่มีอันใดเกิดขึ้น
แต่ใครจะกล้าแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้กันล่ะ?
ยามมองชายหนุ่มอีกครั้ง สายตาของทุกผู้เปลี่ยนไป สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
โดยเฉพาะเมื่อเห็นฝักดาบเก่าใกล้พังที่มีความยาวประมาณหนึ่งฉื่อในมือ ในใจของตาเฒ่าทั้งหลายต่างสั่นสะท้านยากควบคุม!
นี่มันคือวัตถุสะบั้นกฎที่น่าสะพรึงอันใดกัน?
“ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า ไปเสียตอนนี้ ข้าจะได้สั่งให้มันหยุด”
ซูอี้กล่าวแผ่วเบา
ถึงจะเป็นวาจาสั้นกระชับ แต่ก็มากพอจะทำให้สัตว์ประหลาดเฒ่าจำนวนมากสั่นสะท้าน ความคิดว้าวุ่น
“ในเมื่อฝักดาบนี้ทรงพลังนัก เหตุใดเจ้าจึงไม่ใช่มันฆ่าฟันเล่า?”
องค์เทพเทียนฮวงเย้ยหยัน “หรือว่าการใช้สมบัตินี้ด้วยพลังของเจ้าขณะนี้เป็นเรื่องยากกันนะ?”
การสันนิษฐานเช่นนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของทุกผู้เล็กน้อย
ซูอี้ยิ้ม ตอบว่า “เจ้าพูดถูก ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ เป็นการยากจริงๆ ที่จะปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของสิ่งนี้ได้ แต่ว่า…”
เขาเงยหน้าขึ้นมององค์เทพเทียนฮวง “หากข้าสู้จนถึงที่สุดจริง ถึงข้าอาจจะสูญเสียไปมาก แต่พวกเจ้าจะต้องสูญเสียมากยิ่งกว่าข้าแน่นอน!”
“ข้าไม่เชื่อ!”
เส้าอวิ๋นเค่อกล่าวอย่างเย็นชา “ข้ารู้แค่ว่า ยามหลี่ฝูโหยวมีอำนาจต่อสู้ เขาไม่เคยถอย! แต่การถอยของเจ้าในตอนนี้มีความหมายแค่ว่าเจ้าถึงจุดที่ต้องคว้าฟางเส้นสุดท้ายแล้ว!!”
สัตว์ประหลาดเฒ่าจำนวนมากต่างเข้าใจนิสัยของหลี่ฝูโหยว จึงอดพยักหน้าไม่ได้
ใช่แล้ว! ตอนหลี่ฝูโหยวตกตายในการต่อสู้ที่สมรภูมิไร้ขอบเขต แม้ตอนที่เหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ เขาก็ไม่เคยยอมแพ้หรือประนีประนอม!!
แต่ตอนนี้ ซูอี้ผู้เป็นร่างกลับชาติมาเกิดของหลี่ฝูโหยว ถึงกับเสนอให้หยุดการกระทำเช่นนี้ ใครเล่าจะเชื่อ?
เมื่อเห็นดังนี้ ซูอี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ทำมาเป็นอวดฉลาดไปได้ ในกระดานหมากรุก พวกเจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งในสายตาของผู้อื่น การที่ข้าเลือกยอมแพ้ ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่กล้าฆ่า เพียงแต่ข้าไม่อยากเสียพลังงานไปกับตัวหมากเช่นพวกเจ้าก็เท่านั้น”
สีหน้าของทุกคนสั่นไหว
คำพูดของซูอี้ไม่ได้เป็นคำพูดของผู้ตื่นตระหนก ด้วยตาเฒ่าเหล่านั้นทราบดีว่า มีสายตาจำนวนมากกำลังจับจ้องที่นี่อยู่ในเงามืด!
หากต้องหลั่งเลือดกับซูอี้ จนทั้งสองฝั่งเกิดความสูญเสียจริง สุดท้ายย่อมกลายเป็นประโยชน์ให้กับฝ่ายอื่นเท่านั้น!
“อยู่หรือตาย เจ้าเลือกเลย”
ซูอี้สะบัดฝักดาบด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบา สายตามองผู้คนโดยรอบ “ข้าขอพูดเพียงประโยคเดียว ถอยหรือไม่?”
ผ่านไปสักพัก พวกจอมเทพอวิ๋นเหอเริ่มลังเล
หลังจากได้เห็นความน่าสะพรึงจากฝักดาบของซูอี้แล้ว มันส่งผลกระทบต่อพวกเขายิ่งนัก ทำให้เกิดความหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้พวกเขาล้วนมาจากต่างแหล่งที่มา ถึงพวกเขาดูเหมือนจะให้ความร่วมมือ ทว่าก็ไม่ได้หนักแน่นมั่นคงแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยหัวใจหนึ่งเดียว ทุกคนต่างกลัวตาย กลัวที่จะเป็นขั้นบันไดให้ผู้อื่น
ดังนั้นพวกเขาจึงลังเล ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามลงมือ
แต่ถ้าถามว่าพวกเขาจะหยุดมือหรือไม่ พวกเขาก็ไม่เต็มใจเช่นกัน!
ผ่านไปสักพัก การเผชิญหน้าพลันหยุดชะงักงันในลักษณะนี้
บรรยากาศกดดันเป็นอย่างยิ่ง
อำนาจที่ซูอี้สำแดงออกมาได้สร้างความสนใจให้แก่ผู้คนยิ่งนัก
ตั้งแต่เริ่มเกมกระดานจนถึงตอนนี้ ซูอี้แข็งแกร่งยิ่ง เพียงแค่คนเดียวกลับควบคุมทิศทางของสถานการณ์ทั้งหมด คาดการณ์ศัตรูได้ก่อน กำราบไพ่ตายของศัตรูได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนถึงตอนนี้ ต่อให้เขาเป็นฝ่ายเสนอให้หยุดก่อน ศัตรูทั้งหมดก็ต้องชั่งผลได้ผลเสีย!
ฝีมือเช่นนั้น ความอาจหาญเช่นนั้น สร้างความตกตะลึง และความประหลาดใจให้ผู้คนมากนัก
นี่เรียกว่าการประนีประนอมหรือ?
ไม่ นี่เป็นเพียงการชั่งผลได้ผลเสีย เป็นการเปิดทางให้ศัตรูได้เลือกเดิน!
หากเป็นซูอี้ที่มีภูมิหลังต่ำต้อยแสนอ่อนแอ ใครเล่าจะมาสนคำพูดกับท่าทีของเขา?
“เหอะ!”
ทันใดนั้น เสียงพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชาดังก้องทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี “ตัวหมากอันใดกัน เกมกระดานอันใดกัน หากข้าอยู่ที่นี่ คนอื่นจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างไร?”
นี่คือเสียงของตี้เอ้อ มันเต็มไปด้วยความโอ่อ่า ทั้งยังดังก้องชัดเจน สร้างความตกตะลึงในใจของผู้คน
“ข้าผู้นี้คือเต่าในกระดง คือนกในกรง เวลาเหลืออีกไม่มาก หากไม่ฉวยโอกาสนี้เข้าจับกุมเขา อนาคต… ข้าเกรงว่าคงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว”
เสียงของตี้เอ้อดังก้องไปทั่ว “ลงมือเดี๋ยวนี้ ใช้ทุกอย่างที่มี ฆ่าเขาให้ได้! ใครกล้าถอย อย่าโทษข้าที่ตามไปคิดบัญชีในภายหลัง!!”
ทันใดนั้น พวกจอมเทพอวิ๋นเหอล้วนหน้าถอดสี ความลังเลตรงหว่างคิ้วหายไป ทั่วกายแผ่จิตสังหารออกมา
ชั่วกาลนั้น เสียงของชายชราแหบพร่าดังขึ้น “ตี้เอ้อ การเดิมพันยังดำเนินต่อไป หากมีคนแก่นิสัยไม่ดีเช่นข้าอยู่ ย่อมไม่เปิดโอกาสให้เจ้าได้กลับคำ เรื่องที่จะให้ยื่นมือเข้าแทรกแซงยิ่งเป็นไปไม่ได้”
“สหายเต๋าซู ไม่ต้องไปกลัวคำขู่ของตี้เอ้อ ถึงตาเฒ่าคนนี้จะเหลือเวลาอีกไม่กี่ปี แต่ก็พร้อมที่จะเสียสละในตอนนี้ ข้าจะช่วยจับตาดูตี้เอ้อไว้ให้!”
ตู้ม!
เกิดความโกลาหลขึ้น
หลายผู้ตระหนักได้ว่า เกมนอกกระดานครั้งนี้ถึงกับมีการต่อสู้อื่นเกิดขึ้นในความมืด
ซูอี้ย่อมเข้าใจว่า การต่อสู้นี้ของทั้งสองฝั่ง ด้านหนึ่งคือตี้เอ้อ อีกด้านย่อมเป็น……ชายชราที่ถูกเรียกว่า ‘เฒ่าอมรณา’ !
“เหอะ หากข้าทุ่มสุดตัวจริง ตาเฒ่าอย่างเจ้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้อย่างไร?”
ตี้เอ้อกล่าวอย่างเหยียดหยัน
เสียงของเขาดังก้องทั่วสวรรค์และปฐพี “ทำตามที่ข้าบอก รีบลงมือเสีย!”