บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2244 กุญแจชี้วัดแพ้ชนะ
บทที่ 2244 กุญแจชี้วัดแพ้ชนะ
ยามสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ ตี้เอ้อก็ไม่อาจนั่งเฉยสงบวาจาอีก จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากเร่งทวยเทพทั้งหลายให้ลงมือ!
เห็นได้ว่าไพ่ตายและกลเม็ดที่ซูอี้เผยก่อนหน้านี้ทำให้เขามิอาจอยู่เฉยใจเย็นได้อีก
บรรยากาศกดดัน ทุกผู้ล้วนลืมหายใจ
ฉี่เวยส่งกระแสปราณอย่างเป็นกังวล “หลี่ซานจิ่ว ให้คนของเราเตรียมพร้อมลงมือไว้ด้วย! ต่อให้ต้องสู้จนตัวตายก็ห้ามลังเล!”
“ขอรับ!”
หลี่ซานจิ่วพยักหน้า
เขาก็ตระหนักแล้วเช่นกันว่าสถานการณ์มาถึงจุดวิกฤต และต่อให้ซูอี้คิดจะหยุดยั้งก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
“ผู้อาวุโส ท่านเสียใจภายหลังหรือไม่?”
ซือมิ่งหันไปถามซากเทวะอาภรณ์เลือดที่อยู่ข้างกาย
“เสียใจ? ยามนี้สายเกินเสียใจแล้ว!”
ซากเทวะอาภรณ์เลือดกล่าวอย่างดุดัน “สรุปคือ ข้าทำได้เพียงปกป้องภูเขาหมิงคงอย่างสุดชีวิต!!”
“ข้าก็เช่นกัน”
ซือมิ่งก้มหน้าลงมองวัตถุสะบั้นกฎเม็ดบัวแห่งเวลาในมือเขา
เหนือท้องนภา
ศึกระหว่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงและนักบวชซิงอวี่ทวีความเข้มข้นทุกขณะ พวกเขาทั้งสองต่างทราบกันว่าสถานการณ์ร้ายแรง เป็นยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่แพ้ชนะกำลังจะถูกตัดสิน
ขณะเดียวกัน ศึกระหว่างคนตกปลาและจ้าวคางคกกลืนสวรรค์ก็ดุเดือดสุดขีด ทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บ โรมรันต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ทั้งสองตนต่างทราบดีว่ากุญแจชี้วัดแพ้ชนะไม่ได้อยู่ในมือพวกตน ทว่าอยู่ที่ภูเขาหมิงคง!!
ในที่ลับ มิอาจทราบได้ว่าสัตว์ประหลาดเฒ่ามากมายเพียงไรกำลังซ่องสุมกำลังพลอยู่
ยามมรสุมซัดโถมอย่างเต็มรูปแบบ สถานการณ์ย่อมปั่นป่วนรวนเร และมอบโอกาสยามชุลมุนให้แก่พวกเขา
“ทุกท่าน ร่วมมือกันฆ่าสัตว์ร้ายนี่ด้วยกันเถิด!”
ทันใดนั้น จอมเทพอวิ๋นเหอก็กล่าวเสียงแข็ง
“ได้!”
ดวงตาของจอมเทพเทียนฮวงวาวโรจน์
“ร่วมหัวจมท้าย อย่าได้ยั้งมือ!”
เสียงของจอมมารเจวี๋ยเทียนเย็นเยียบ
เส้าอวิ๋นเค่อและจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าคนอื่นๆ ต่างตกลงอย่างพร้อมเพรียง
ทันใดนั้น จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยาน ตัวตนระดับจอมเทพกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความสามารถในการล้างสรวงสวรรค์ต่างลงมือกันอย่างพร้อมเพรียง
พวกเขาไม่ได้ใช้สมบัติชิ้นใดเพื่อมิให้ผิดพลาดซ้ำรอยเดิม และใช้อำนาจวิเศษสูงสุดของแต่ละคนออกมาโจมตีซูอี้จากทุกทิศทาง
การโจมตีนี้น่าสะพรึงกว่ายามจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าทั้งเก้าผู้ร่วมมือโจมตีก่อนหน้านี้มากนัก!
ฟ้าดินดูประหนึ่งจะพังทลาย
แดนดินทั่วทศทิศล้วนปกคลุมด้วยบรรยากาศเจียนแหลกมลาย
ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่อาจลืมตาขึ้น ทั้งใจและกายล้วนตะลึงแน่นิ่งโดยสมบูรณ์
ภายในภูเขาหมิงคง ไม่อาจทราบได้ว่าคนจากตระกูลซีแตกตื่นพรั่นพรึงกันเพียงไร
เมื่อเผชิญกับการโจมตีนี้ ซูอี้ทำเพียงส่ายหัวเล็กน้อยแล้ววาดฝักดาบเก่าอันผุพังในมือไปบนอากาศ
แล้วภาพอันแปลกประหลาดและน่าเหลือเชื่อก็หวนปรากฏ
รอยดาบประหลาดสีดำแยกมิติเวลา สะบั้นสุญตาฟ้าดิน กลืนกินการโจมตีของเหล่าจอมเทพมลายสิ้น
แม้จะคาดการณ์กันไว้ก่อนแล้ว แต่จอมเทพทั้งหลายก็ยังตื่นตะลึงหลบกันจ้าละหวั่นด้วยเกรงจะถูกรอยดาบสีดำนั่นเข้า
ทว่าซูอี้ในยามนี้กลับไร้ความคิดจะออมมือ!
ร่างของเขาวูบไหว ตวัดฝักดาบสีดำในมือฟันเข้าใส่จอมเทพเทียนฮวง
“บัดซบ!! สารเลวนี่หมายหัวข้ามาตั้งแต่แรก!”
จอมเทพเทียนฮวงหวาดผวา ขณะหลบเลี่ยง เขาพลันคว้าคนผู้หนึ่งมาขวางไว้ตรงหน้า
“สหายเต๋า เจ้า……”
ผู้ถูกคว้าตัวมาคือจินเค่อสุ่ย ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งศาลดาบธารโลหิต วิญญาณของเขาสั่นสะท้าน เดือดดาลจนถึงขีดสุด
คิดให้ตายเช่นไร เขาก็คาดไม่ถึงเลยว่า ยามนี้จอมเทพเทียนฮวงจะใช้เขาเป็นโล่โดยไม่ลังเล
แต่ก่อนจะทันได้ดิ้นรน รอยดาบประหลาดสีดำที่ซูอี้ฟาดฟันออกมาก็เข้าประชิดตัวแล้ว
ตู้ม!
ยามนี้ จอมเทพเทียนฮวงเหวี่ยงจินเค่อสุ่ยออกห่างจากตนเองโดยไม่ลังเล
ขณะเดียวกัน จินเค่อสุ่ยเดือดดาล เร่งโคจรวิถีเต๋าหล่อหลอมขั้นเก้าอย่างสุดกำลัง คิดจะขัดขวางการโจมตีนี้
ทว่าน่าแปลกนัก รอยดาบสีดำนั้นประหนึ่งรอยแตกแห่งมิติเวลาอันมืดมนไร้สิ้นสุด การโจมตีของเขาหายลับไปในนั้นเยี่ยงวัวดินจมวารี หายลับไร้ร่องรอย
“ไม่!”
จินเค่อสุ่ยกรีดร้องอย่างหวาดผวา
แม้เขาซึ่งเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าจะตอบสนองไวเพียงไร แต่ต่อหน้ารอยดาบสีดำนี้ เจ้าตัวก็ไม่อาจดิ้นรนได้เลย และต้องถูกกลืนกินเข้าไปอย่างเกินควบคุม!
หายวับไปในชั่วกาลเพียงพริบตา
ร่างของเขาเหมือนจะเลือนหายไปในอากาศ!!
จอมเทพเทียนฮวงซึ่งเห็นภาพนี้จากไกลๆ สูดหายใจเฮือก ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าหากเมื่อครู่ตนไหวตัวช้ากว่านี้สักนิด ผู้ที่จะหายไปต้องเป็นเขาแน่!
จอมเทพผู้อื่นเองก็ตื่นตะลึงกับภาพที่เห็น แล้วจะสู้กับสิ่งนี้ได้เช่นไรอีก?
ทุกการโจมตีไร้ผลต่อหน้าฝักดาบผุพังนั่น และเมื่อมีสมบัตินี้ ซูอี้ก็ไร้เทียมทาน!!
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาเดือดดาลที่สุดคือวิธีการของจอมเทพเทียนฮวง
ยามหายนะเคลื่อนประชิด อีกฝ่ายได้ใช้จินเค่อสุ่ยเป็นตัวตายตัวแทน เขาบ้าไปแล้ว!!
“น่าละอายนัก”
ซูอี้แค่นยิ้มแล้วหันไปมองจอมเทพคนอื่นๆ
ขณะนี้ จอมเทพอวิ๋นเหอและคนอื่นๆ ล้วนหัวใจหนาวเยือก ระแวดระวังตัวใช้กลยุทธ์สู้พลางหนีพลางจากไกลๆ โดยไม่ผ่านการคิด
ฝักดาบในมือของชายหนุ่มร้ายกาจเกินไป ประหนึ่งมีอำนาจสยบทั่วทุกทิศ ไร้ใดเทียมทาน!
ขณะนี้ พวกเขาหวังเพียงว่าอำนาจของซูอี้จะใช้สมบัติชิ้นนี้ไม่ได้หลายหนนัก ถึงยามนั้น มันจะเป็นโอกาสในการตอบโต้ที่สมบูรณ์แบบ!
มันดูน่าขัน
ตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันคุ้มสวรรค์ตระหง่านล้ำในโลกเทพต้องมากลัวฝักดาบชิ้นหนึ่ง ทำได้เพียงถอยกรูดมิกล้าโจมตี
แต่มีเพียงผู้เข้าใจอย่างถ่องแท้เท่านั้นจึงจะทราบได้ว่า ฝักดาบผุๆ ในมือซูอี้เป็นสมบัติสะบั้นกฎเช่นไร
จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าอย่างจินเค่อสุ่ยยังถูกอำนาจของฝักดาบนั่นกลืนกินอย่างง่ายดาย มิอาจดิ้นรนได้ แล้วใครเล่าจะกล้าใช้ชีวิตตนไปหยั่งเชิง?
“ฆ่า!”
ขณะล่าถอย จอมเทพทั้งหลายก็งัดสารพัดอิทธิฤทธิ์โจมตีจากไกลๆ ถล่มโจมตีซูอี้บนอากาศ
ซูอี้ตวัดฝักดาบ สลายการโจมตีทั้งหลายลงอย่างง่ายดาย
ยิ่งกว่านั้น เขายังโจมตีเข้าใส่จอมเทพเทียนฮวงอีกครั้ง!
“เวร!!”
จอมเทพเทียนฮวงโกรธเสียจนแทบหลุดผรุสวาทถึงมารดา มีเจ้าเฒ่าตั้งหลายคน แต่ไฉนจึงได้หมายหัวเขาคนเดียว?
หรือในสายตาอีกฝ่าย เขาจะเป็นผู้รังแกได้ง่ายที่สุด?
ด้วยไร้หนทาง จอมเทพเทียนฮวงจึงเคลื่อนกายเหนือนภาหนีจากศึกนี้ไปไกลๆ
“ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”
ซูอี้แค่นยิ้ม
เขาดูเฉื่อยชาเรียบเรื่อย ทว่าแท้จริง ในใจชายหนุ่มก็ยังมีเรื่องให้เครียดอยู่
ประการแรก เขาทำอันใดไม่ได้นอกจากคุ้มกันภูเขาหมิงคง หมายความว่าเขามิอาจโจมตีตามอำเภอใจได้
ประการที่สอง จอมเทพตรงหน้าเขาเหล่านี้ล้วนเจ้าเล่ห์เจนจัดยิ่งนัก ยามประจักษ์แก่อำนาจฝักดาบนี้ แม้พวกเขาจะทำได้เพียงโจมตีแบบสู้พลางหนีพลาง แต่พวกเขาก็เหมือนหมาป่าที่จ้องหาโอกาสตอบโต้ทุกเมื่อ
ประการที่สาม วิถีเต๋าของเขาไม่อาจอำนวยให้ใช้ฝักดาบในมือนี้ได้หลายหนจริงๆ และยามเขาสิ้นพลัง……
นั่นจะเป็นยามที่จอมเทพทั้งหลายตอบโต้!
ประการที่สี่ ยังมีศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเร้นกายดูพยัคฆ์ประชันอยู่!! นี่คือสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มระแวงที่สุด
ทว่าอุปสรรคก็คืออุปสรรค ซูอี้มิได้ใส่ใจมากนัก
เปรี้ยง!
จอมเทพทั้งหลายโจมตีอย่างต่อเนื่อง บ้างโจมตีเข้าใส่ซูอี้ บ้างโจมตีใส่ภูเขาหมิงคงจากไกลๆ
การทำเช่นนี้ไม่เพียงสกัดซูอี้ได้ แต่ยังทำให้เขาต้องพิทักษ์ภูเขาหมิงคง สิ้นเปลืองพลังของชายหนุ่มได้เร็วกว่า
นี่แหละคือความน่ากลัวของศัตรูเหล่านี้ พวกเขาแต่ละผู้ล้วนเป็นขิงแก่ผู้เจนจัดสารพัดมรสุม ผ่านความเป็นความตายในโลกหล้าแดนเทพมาเนิ่นนาน มิต้องเสวนา พวกเขาก็บรรลุแก่กลยุทธ์อันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่พวกตนได้
ทว่าซูอี้ก็ไม่ได้คิดเสียเวลากับพวกเขา และไม่มีทางทำให้พวกเขาพอใจได้
“ขึ้นมา!”
ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ ฝักดาบทะยานสู่เวหา
เปรี้ยง!
บนพื้นผิวฝักดาบอันผุพัง สัญลักษณ์วัฏสงสารอันเกินเข้าใจนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น สร้างเป็นโลกหล้าวัฏสงสารอันมืดทะมึนลึกล้ำกวาดเข้าใส่
ทันใดนั้น ฟ้าดินกลับมืดครึ้ม
สุญตาในละแวกเดียวกันดูจะถูกลากเข้าสู่วัฏสงสารในชั่วพริบตา จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าทั้งหลายล้วนชะงัก สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ทั้งร่างและจิตวิญญาณรู้สึกราวถูกตรึงด้วยโซ่ตรวน
“แย่แล้ว!”
“นี่คือ……”
“หนีเร็ว!!”
จอมเทพอย่างอวิ๋นเหอ เทียนฮวง และเจวี๋ยเทียนต่างหน้าเปลี่ยนสีอย่างช่วยไม่ได้ รีบโคจรวิถีเต๋าและลงมืออย่างสุดชีวิต
ทว่าพวกเขาก็เหมือนตกลงสู่หล่มโคลนดูด ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งจมลึก อำนาจวัฏสงสารอันพิสดารน่าสะพรึงกลัวเกินไป ประหนึ่งผ่าแยกสุญตาฟ้าดิน เปิดมิติเวลาขึ้นใหม่ ทำให้อำนาจในมือของพวกเขาถูกปราบอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น สีหน้าของซูอี้พลันซีดขาว พลังชีวิตเสื่อมสลายรวดเร็วราวต้องเพลิงผลาญ
เขานำ ‘เทพเมรัยสิ่งแสวง’ ออกมาดื่มอึกใหญ่ในทันที จากนั้นก็วาดมือเป็นลวดลาย ระเบิดวาจาตวาดลั่น
“ไป!”
ตู้ม!!
ลำแสงดาบสีดำอันประหลาดลึกลับสายหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากในฝักดาบผุพัง หลอมรวมเข้าสู่โลกหล้าวัฏสงสารและกระจายตัวออกไป
“ไม่!”
เสียงหนึ่งแผดลั่นอย่างหวาดผวา
ร่างของจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าผู้หนึ่งหายวับเข้าไปในโลกหล้าวัฏสงสารอย่างน่าประหลาด ราวระเหิดหายสิ้นตัวตน
ภาพนี้ยิ่งทำให้จอมเทพทั้งหลายลนลานแทบเสียสติ
เหล่าผู้ชมจากไกลๆ ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดแล้ว แสงเงาวัฏสงสารนั้นลึกลับและดำมืดเกินไปจนสายตาพวกเขาถูกบดบัง ได้ยินเพียงเสียงตะโกนอย่างเดือดดาลของจอมเทพบางคนเท่านัน
แต่ถึงเช่นนั้น ก็ยังไม่อาจทราบว่าผู้คนมากมายเพียงไรหลั่งเหงื่อกาฬ และเพิ่งตระหนักได้ในคราวนี้ว่าสิ่งที่ซูอี้เผยออกหนนี้คือไม้ตายสูงสุด!!!
หาไม่ มีหรือจะเผยอำนาจยิ่งใหญ่ จองจำจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าสิบกว่าผู้ได้ในหนึ่งกระบวน?
“พี่ชายร่วมวิถีตี้เอ้อ โปรดลงมือเถิด!!”
จอมเทพอวิ๋นเหอเค้นเสียง
เขาและจอมเทพทั้งหลายล้วนโจมตีสุดกำลัง เผยไพ่ตายทั้งหลายออกมาอย่างเต็มที่
นี่ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากสถานการณ์คับขันได้หลายหนจริงๆ
แต่พวกเขาก็ยังหลุดจากวงล้อมนี้ไปไม่ได้ อำนาจของโลกหล้าวัฏสงสารอันแปลกพิกลผสานกับอำนาจของฝักดาบผุพังเข้าไป มันก็เหมือนลากตัวพวกเขาสู่ต่างมิติเวลา การโจมตีใดล้วนถูกกลืนกิน!!
ทันใดนั้น รุ้งทิพย์สีแดงเพลิงสายหนึ่งทอดลงมาจากนภา
มันคือดาบหยกปลายมนสีแดงเพลิงอันเจิดจรัสเล่มหนึ่ง มีอำนาจยิ่งใหญ่เกินพรรณนา ยามปรากฏขึ้น สุญตาทั่วทศทิศล้วนหลอมละลาย เพลิงผลาญแปรฟ้าดินเป็นเตาหลอมระอุ
และเมื่อดาบหยกปลายมนสีแดงเพลิงนี้ฟาดฟันลงมา
ตู้ม!!
โลกหล้าวัฏสงสารอันดำมืดที่ซูอี้สร้างขึ้นพลันถูกสะบั้นทะลุเป็นรู
จอมเทพอวิ๋นเหอและคณะซึ่งติดอยู่ในนั้นฉวยโอกาสนี้ ตะเกียกตะกายหนีออกมาโดยเร็วที่สุด
ซูอี้กระอักโลหิตออกมา ร่างสะท้านอย่างรุนแรง
การโจมตีนี้ส่งผลกระทบต่อเขาจนได้รับบาดเจ็บอย่างหนักหนาด้วยเช่นกัน