บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2251 มองกันไม่รู้เบื่อ มีเพียงคนตรงหน้าในสายตา
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- บทที่ 2251 มองกันไม่รู้เบื่อ มีเพียงคนตรงหน้าในสายตา
บทที่ 2251 มองกันไม่รู้เบื่อ มีเพียงคนตรงหน้าในสายตา
ซูอี้พอจะรู้ที่มาบางส่วนของหลินจิ่งหงแล้ว จึงมิแปลกใจมากนักที่นางจะเข้าออกทวีปเทพตอนกลางได้
“รีบไปทำไมกัน หากเจ้าไปแล้วศัตรูร้ายเหล่านั้นบุกโจมตีกะทันหันอีกเล่า?”
ซูอี้กล่าวรั้งพร้อมด้วยรอยยิ้ม “เจ้าก็เห็นแล้วว่าข้าเป็นเพียงเทพชั้นล่างอ่อนแอ ต้านวายุยังต้องปลิดปลิว จอมเทพคนใดก็ฆ่าข้าได้”
หลินจิ่งหงกลอกตา “อ่อนแอต้านวายุไม่ได้? เฮอะ เชื่อกับผีสิ!”
แต่ไม่ว่าอย่างไร หลินจิ่งหงก็อยู่ต่อ
นางตั้งใจจะให้ซูอี้จัดการเรื่องของตระกูลซีโบราณให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจากไป
บนภูเขาหมิงคงซึ่งอยู่ห่างออกไปขณะนี้ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งมวลจากตระกูลซีนำโดยซีจิ้งซานเป็นฝ่ายออกมาทักทายพวกเขาก่อนแล้ว
พวกเขาก้าวออกมากล่าวขอบคุณ ผู้เฒ่าบางคนกระทั่งตื่นเต้นเสียจนหลั่งน้ำตา
หากซูอี้ไม่ออกมาแปรกระแสศึกในวันนี้ พวกเขาตระกูลซีโบราณก็คงสูญสิ้นไม่เหลือซาก!
ใครเล่าจะมิรู้สึกซาบซึ้งกับเรื่องนี้?
ซูอี้ไม่ได้กล่าวอันใด แต่ยามเห็นซีหนิงในฝูงชน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขา
ชายหนุ่มยังจำวาจาที่หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาแดงก่ำก่อนเริ่มศึกได้
ไม่ว่าเป็นตาย เราจะไปด้วยกัน!
ซีหนิงยืนนิ่ง คู่เนตรกระจ่างดุจริ้วธาร รอยยิ้มโหยหาปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ชายหนุ่มชุดเขียวซึ่งยืนอยู่ไกลจากนางผู้นี้ แม้อาภรณ์จะแหว่งวิ่นเปื้อนเลือด เรือนผมยาวยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง แต่เขาก็ยังดูสูงส่งไร้มลทินเช่นกาลก่อน มีบรรยากาศยิ่งยงเหนือใดในหล้า!
มีผู้คนอยู่มากมาย และแม้ทั้งสองจะไม่ได้พูดคุยกัน แต่ก็รู้แล้วว่าต่างคนคิดอันใดอยู่
ยามนี้ ความเงียบนั้นดีกว่าวจีใด
ไม่นานนัก ซีจิ้งซานก็เชิญชวนซูอี้กับหลินจิ่งหงมาเป็นแขกในตระกูล
“แม่นางฉี่เวยก็มาด้วยสิ”
ซูอี้กล่าวทัก
“ได้”
ฉี่เวยแย้มยิ้มพลางพยักหน้า
ยามศึกนี้จบลง นางนั้นแสนตื่นเต้นระริกระรี้ แสนปรีดาอยากพูดคุยกับซูอี้นัก
ทว่าขณะนั้นมีสัตว์ประหลาดเฒ่ารุมล้อมรอบกายซูอี้มากเหลือเกิน นางจึงไม่อาจหาโอกาสได้
และยามนี้ ชายหนุ่มก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเอง แล้วนางจะปฏิเสธได้เช่นไร?
……
ภายใต้ฟ้าดิน แดนดินอันทอดตัวยาวในรัศมีแปดหมื่นลี้หลงเหลือเพียงเศษซาก สิ้นชีวิตชีวาไปเนิ่นนาน
ร่องรอยอันน่าตื่นตะลึงแห่งสงครามกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งหน
มีเพียงภูเขาหมิงคงที่ยังคงไร้ผลกระทบจากมหาศึกนี้
แสนไกลออกไป ชายผู้มีรูปลักษณ์เช่นบัณฑิตคนหนึ่งนิ่งงัน
เขาสวมอาภรณ์ตัวยาวแขนเสื้อกว้าง ในมือถือม้วนไม้ไผ่สีเหลืองม้วนหนึ่ง เรือนผมยาวสยายขาวเยี่ยงหิมะ บรรยากาศอบอุ่นเยี่ยงสายลมวสันต์
“สหายเต๋าซูผู้นี้…ไม่ธรรมดาจริงๆ”
บัณฑิตขงจื่อพึมพำ
แล้วเขาก็หัวเราะกับตนเองทันที “แต่ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะไม่เชิญข้าไปช่วยเขา”
ข้างกันนั้น ชายชุดเทาผู้หนึ่งกระซิบขึ้น “นายท่านอย่าได้กล่าวเช่นนี้เลย เขาหารู้ไม่ว่าท่านคือใคร ย่อมมิกล้าเชิญท่านให้มาช่วยสู้ขอรับ”
หากซูอี้อยู่ที่นี่ เขาจะจำได้ทันทีว่านามของชายชุดเทาคือเป่ยหยวน!
หลังจากสิ้นมหาศึกในสมรภูมิแห่งยุคสมัยเมื่อก่อน ซูอี้ก็แยกเสี้ยวเจตจำนงไปยังโลกมนุษย์ ตั้งใจจะพาเหล่าสหายกลุ่มหนึ่งมาฝึกฝนในแดนเซียน
และยามนั้นเองที่เขาได้พบกับเทพผู้หนึ่งนามว่าเป่ยหยวน
คนผู้นี้ได้รับคำสั่งจากสะบั้นเทพผู้เป็นนายมาเร้นกายพิทักษ์พวกชิงหว่านตลอดสองสามปีนั้น
และจุดประสงค์ก็เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับซูอี้ตั้งแต่เนิ่นๆ!
เป่ยหยวนเคยกล่าวไว้ว่าเมื่อซูอี้มายังโลกเทพ เขาหวังอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมมือกับอีกฝ่ายเพื่อจัดการศัตรูร่วมกัน
ลัญจกรสุดเสรีในมือซูอี้ เป่ยหยวนคือผู้มอบให้เขา!
ยามนั้น เป่ยหยวนยังย้ำเตือนซูอี้ด้วยว่า หากภายหน้าเขาประสบปัญหาใดในโลกแห่งเทพ แค่ใช้ลัญจกรสุดเสรี เขาก็จะได้รับความช่วยเหลือ
ทว่า แม้เขาจะเผชิญศึกใหญ่อย่างสงครามภูเขาหมิงคง ซูอี้ก็ไม่ได้ใช้ลัญจกรสุดเสรี
ทว่า……เป่ยหยวนและนายของเขาก็ยังมา
ชายผู้ดูเหมือนบัณฑิตขงจื่อคนนี้คือเจ้าของลัญจกรสุดเสรี!
ก่อนหน้านี้ พวกเขานายบ่าวรออยู่ที่นี่ พร้อมโจมตีได้ทุกเมื่อ
แต่พวกเขาหาคาดคิดผลลัพธ์ไว้ไม่ว่า นับแต่ศึกเริ่มจนกระทั่งปิดฉากลง พวกเขาจะไร้โอกาสเข้าแทรกแซง!
เป่ยหยวนเห็นได้ว่านายของเขาดูทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
เขากล่าวขึ้นอีกครั้ง “ไม่ต้องพูดถึงว่าก่อนหน้านี้ นายท่านเคยส่งผู้น้อยไปยังโลกมนุษย์เพื่อพิทักษ์สหายมนุษย์ของซูอี้หลายต่อหลายปี บุญคุณนี้จะทำให้ท่านมีโอกาสร่วมมือกับซูอี้ในภายหน้าแน่นอนขอรับ”
บัณฑิตขงจื่อรำพึง “ผิดแล้ว บุญคุณเล็กน้อยนั้นหามีค่าใดไม่ หากอยากจะแลกโอกาสร่วมมือกับซูอี้จริงๆ เจ้าต้องยืนหยัดชัดเจนข้างเขาแค่แรกเหมือนคู่ศิษย์อาจารย์เฒ่าอมรณานั่น แทนที่จะซ่อนตัวรอลงมือ”
เป่ยหยวนพลันเงียบไป
“พอแล้ว เราพลาดโอกาสนี้ไป ขอเพียงลัญจกรสุดเสรียังอยู่ในมือสหายเต๋าซู ภายหน้าก็ยังมีโอกาสร่วมมือกัน”
“ไปกันเถอะ”
บัณฑิตขงจื่อกล่าวพลางหันหลังจากไป
เป่ยหยวนติดตามเขาไป
……
ยามราตรี หมู่ดาราเรื่อเรืองล้อมจันทร์ ฟ้าดินสงัดเงียบ
ภูเขาหมิงคง
ภายในห้องโถงใหญ่ของตระกูลซีโบราณ
งานเลี้ยงใหญ่กำลังดำเนิน
ซูอี้ หลินจิ่งหง ฉี่เวยและคนอื่นๆ รวมถึงผู้ทรงอำนาจจากตระกูลซีล้วนมาเข้าร่วมงานเลี้ยงกันครบ
ทุกคนกำลังเลี้ยงฉลองร่ำสุรา แลกเปลี่ยนเสวนาในงานเลี้ยงอย่างคึกคักยินดี
ซูอี้ก็ผ่อนคลายอย่างหาได้ยาก เขาดื่มสุราขณะพูดคุยกับผู้คนรายล้อมเขา
“ใต้เท้าซู หนนี้ต้องขอบคุณท่านที่ลงมือช่วยคลายหายนะนี้แก่ตระกูลเรานัก!”
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสตระกูลซี ซีชิงซงพึมพำขึ้น “แต่หลังจากศึกนี้ ข้าเกรงว่าตระกูลข้าคงไม่อาจหยั่งรากในทวีปเทพจิตนภาได้อีกต่อไป! ข้าเชื่อว่าท่านคงไม่เมินเฉยความเป็นความตายของเราหรอกกระมัง?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว บรรยากาศพลันเงียบลงไปมาก
“เจ้าหมายความเช่นไร?”
ดวงตาของฉี่เวยเย็นเยียบเล็กน้อย
“ข้ามิได้หมายความเป็นอื่น”
ซีชิงซงก้มหัวลงกล่าวว่า “ข้าเพียงคิดว่าในศึกนี้ ตระกูลเราซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องมาเผชิญหายนะเช่นนี้ แม้จะสลายสิ้นไปได้ แต่สถานการณ์ของเราทั้งหลายก็ยังไม่แปรเปลี่ยน”
วาจานั้นสะท้อนในโถงงานเลี้ยง และยังทำให้บรรยากาศของงานเลี้ยงอึมครึมในฉับพลัน
ทุกผู้มองหน้ากัน
แม้วาจาของซีชิงซงจะฟังไม่เข้าหู แต่มันก็ตรงกับความกังวลของผู้ยิ่งใหญ่ในตระกูลซีเช่นกัน
ทวีปเทพจิตนภานี้ ท้ายที่สุดก็เป็นถิ่นของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!
หากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ต้องการลงมือล้างแค้นในภายภาคหน้า พวกเขาตระกูลซีโบราณจะไม่อาจต้านทานได้เลย!
“ชิงซง เจ้าดื่มมากไปแล้ว!”
ซีจิ้งซานกล่าวด้วยสีหน้าขึงขังอย่างไม่ชอบใจ “รีบไปพักเสีย!”
“ข้ามิได้ดื่มมากไป!”
ซีชิงซงขมวดคิ้ว “วาจาแท้แสลงโสต โอสถดีขื่นคอ หากไม่ใช่เพื่อตระกูลเรา มีหรือข้าจะพูดในสิ่งที่มิควรพูดเช่นนี้!”
ขณะนี้ ซูอี้ผู้ทำเพียงมองเฉยๆ มาตลอดได้ดื่มสุราจอกหนึ่ง และกล่าวขึ้นในที่สุด “อย่าห่วงเลย เรื่องนี้ข้ามีแผนอยู่แล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็เหลือบไปทางฉี่เวย
ฉี่เวยกล่าวขึ้นทันที “หากทุกท่านไม่ขัดข้อง จะย้ายตระกูลมาตั้งถิ่นฐานในทวีปเทพพิชิตบูรพาก็ได้ เราเผ่าเทพกิเลนจะเตรียมสถานที่ให้ รับประกันว่าจะไม่แย่ไปกว่าภูเขาหมิงคงนี้!”
ด้วยวาจาเหล่านี้ ทุกผู้ในที่นี่สะท้านหวั่นไหว ดวงตาของผู้เฒ่ามากมายทอประกาย
หากทั้งตระกูลจะออกจากทวีปเทพจิตนภาไปยังทวีปเทพพิชิตบูรพาได้ย่อมดีกว่า!
นอกจากนั้น พวกเขายังได้รับความช่วยเหลือจากเผ่าเทพกิเลน ไม่ต้องห่วงเลยว่าภายหน้าจะถูกขุมกำลังใหญ่ใดหมายหัว!
ซีชิงซงแสนปรีดา กล่าวขึ้นอย่างขอบคุณ “ที่แท้ใต้เท้าซูก็วางแผนไว้แล้ว แต่ข้าคิดมากไปเอง ขออย่าได้ติดใจขุ่นเคืองเลย!”
ซูอี้ว่า “ยามนี้ เจ้าพอใจหรือยัง?”
ซีชิงซงรีบพยักหน้า “พอใจ พอใจสุดๆ ขอรับ!”
“ก็ดี ไหนๆ ก็ไหนๆ ข้ามีบางสิ่งจะพูดเช่นกัน”
ซูอี้วางจอกสุราในมือลง กวาดสายตามองคนทั้งหลายในโถง และในที่สุดก็กล่าวขณะจ้องมองซีชิงซงว่า
“หากข้าจำไม่ผิด ก่อนศึกในวันนี้ เจ้าคุกเข่าขอความเมตตาจากศัตรูร้ายเหล่านั้นใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้น ซีชิงซงก็เหมือนต้องอัสนีฟาด ใบหน้าซีดขาว ร่างชุ่มด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
หัวใจของเหล่าผู้ทรงอำนาจในตระกูลซีโบราณทั่วทั้งโถงบีบรัดตัวแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยนไป
ก่อนจะเริ่มศึกวันนี้ ซูอี้ก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อปกป้องตระกูลพวกเขา!
ทว่าขณะนั้น ซีชิงซงคุกเข่าโขกหัว วอนขอความเมตตาจากศัตรูร้ายเหล่านั้นต่อหน้าต่อตาคนทุกผู้ และเผยจุดยืนตัดสัมพันธ์กับซูอี้อย่างตรงไปตรงมา!
เขาสร้างความผิดอย่างใหญ่หลวงขึ้นแล้ว!
“ตอนนั้นข้า……”
ซีชิงซงละล่ำละลัก คิดจะแก้ตัว
ทว่าชายหนุ่มกลับโบกมือขัดขึ้น “ขอข้าถามอีกครั้ง ใครกันที่ตัดสินใจส่งซีหนิงเป็นเชลยในกาลก่อน?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว สีหน้าของผู้ทรงอำนาจทั้งหลายล้วนแปรเปลี่ยน ดูอึดอัดใจยิ่งนัก
ซีจิ้งซานถอนหายใจและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เรื่องนี้ ตระกูลเราจะให้คำอธิบายกับสหายเต๋าอย่างแน่นอน!”
ซูอี้พยักหน้า และไม่ได้กล่าวอันใดอีก
ด้วยเห็นแก่หน้าซีหนิง เขาจะไม่กระทำอันใดมากนัก
หากลองเปลี่ยนเป็นยามอื่น พวกขลาดเขลาอย่างซีชิงซงคงถูกเขาฆ่าทันทีแล้ว
หลังจากงานเลี้ยงจบลง
ในที่สุดซูอี้ก็สบโอกาสคุยกับซีหนิงลำพัง
สายลมรัตติกาลพัดโชย ฟ้าดินมืดดำ
สองบุคคลก้าวเดินในทะเลเมฆา
หลังห่างหายไม่พบพานสองสามปี ทั้งสองก็ยังคงกลมเกลียวสบายใจเช่นกาลก่อน ไร้ผู้ใดเอ่ยวจี
มิคล้ายสหายสนิท เหนือล้ำกว่าสหายรัก
มิคล้ายคู่วิถี แต่ผูกพันทางวิญญาณลึกล้ำเกินคู่วิถี
เป็นความรู้สึกอันอัศจรรย์
“ข้าปลุกพลังบางอย่างขึ้นในที่มาชีวิตแล้ว”
ทันใดนั้น ซีหนิงก็กล่าวขึ้น “ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าข้าเป็นใครกันแน่ แต่ข้าก็แน่ใจว่ายามได้ความทรงจำคืนมาครบถ้วน ข้าจะเข้าใจแน่นอนว่า ระหว่างข้ากับเจ้ามีความสัมพันธ์กันเช่นไร”
ทะเลเมฆาเคลื่อนม้วน อาภรณ์ของนางพลิ้วไหว ใบหน้างดงามสะกดใจใต้แสงดาราของนางช่างงามล้ำเหนือใด
ความงามเช่นนี้มิได้ปรุงแต่งด้วยจริต ไร้การตกแต่งเพิ่มเติม แต่ก็พอจะทำให้ตกตะลึงทั่วทั้งโลกา
กล่าวได้ว่าโดดเด่นเหนือล้ำ เกินใดเทียบในโลกหล้า!
“ตลอดหลายปีมานี้ ข้าพอจะอนุมานบางเรื่องได้อย่างคลุมเครือ”
ซูอี้ถูจมูกพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าต้องกล่าวว่าบางที เจ้าและข้าอาจได้รู้จักกันเพราะความสัมพันธ์พิเศษนี้ก็เป็นได้ แต่ข้ากลับไม่รู้สึกขัดขืนต่อต้าน กลับสำราญไปกับความรู้สึกนี้”
“บางครั้ง ข้ากระทั่งเกิดความรู้สึกเกินพรรณนาบางอย่าง ราวกับรอให้เจ้าปรากฏตัวเสมอมา”
“ข้าก็ด้วย”
ซีหนิงกะพริบคู่เนตรใสกระจ่างของนาง อดเสสรวลมิได้
รอยยิ้มนั้นสว่างไสว เพียงพอจะกลบรัศมีของงดวงดาราทั่วฟ้าดิน
คืนนี้ ซูอี้และซีหนิงพูดคุยกันเนิ่นนาน
มองกันไม่รู้เบื่อ มีเพียงคนตรงหน้าในสายตา
เมื่อรุ่งสางมาเยือน ซูอี้กับซีหนิงก็กลับตระกูลซีไปด้วยกัน ศีรษะชุ่มเลือดหัวหนึ่งได้ถูกวางไว้ตรงหน้าซูอี้