บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2252 จิตแห่งบัญญัติ
บทที่ 2252 จิตแห่งบัญญัติ
ศีรษะนี้บิดเบี้ยวชุ่มเลือด วางนิ่งกับที่ น่าขนลุกขนพองยิ่ง
นี่คือศีรษะของซีชิงซง!
จากวาจาของซีจิ้งซาน ซีชิงซงใช้ศีรษะขอขมา และผู้เฒ่าคนอื่นๆ ในตระกูลเองก็ถูกลงโทษตามความผิด หากซูอี้ยังไม่พอใจ เขาจะเพิ่มโทษให้
ทว่าชายหนุ่มเพียงส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม
ซีจิ้งซานเป็นผู้นำตระกูลซี และยิ่งกว่านั้นยังเป็นบิดาของซีหนิง เพราะให้เกียรติแก่อีกฝ่าย ซูอี้จึงจะไม่กล่าวอันใด
ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องของตระกูลซีโบราณ
เขาเป็นคนนอก และไม่ควรเข้าพัวพันมากเกินไป
ภายในวันเดียวกันนั้น ภายใต้การดูแลของฉี่เวย ตระกูลซีโบราณทั้งตระกูลก็เก็บสมบัติทั้งหมดในภูเขาหมิงคงจากไปกับผู้อาวุโสเผ่าเทพกิเลนอันนำโดยหลี่ซานจิ่ว
พวกเขาจะยืมค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณของหอการค้ากิเลนมุ่งตรงไปตั้งถิ่นฐาน ณ ทวีปเทพพิชิตบูรพา
ซีหนิงก็เดินทางไปกับตระกูลของนางด้วย
นางคุยกับซูอี้มาทั้งคืนแล้ว และชั่วกาลต่อจากนี้ นางจะติดตามตระกูลไปสร้างถิ่นฐานอำนาจในทวีปเทพพิชิตบูรพาก่อน
และซูอี้ก็ตั้งใจจะกบดานในฐานะ ‘เซียวเจี่ยน’ ต่อไป
แม้ศึกบนภูเขาหมิงคงจะเผยที่อยู่ของเขา แต่จนบัดนี้ ยังไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาแฝงตัวเป็นรองหัวหน้าหอตระเวนราตรีแห่งศาลเทพชิงอู๋
ตัวตนนี้ช่วยเขาเลี่ยงปัญหานับไม่ถ้วนได้ และเขาจะสามารถตั้งใจพัฒนาฝีมือ ก้าวหน้าบนวิถีได้โดยเร็วที่สุด
……
“หนนี้ เจ้าจะปล่อยข้าไปได้แล้วหรือไม่?”
หลินจิ่งหงนึกกังวลถึงอาไฉ่ในใจ และอยากจะไปทะเลสยบมาร ณ ทวีปเทพตอนกลางอยู่นานแล้ว
ซูอี้กล่าวอย่างสนอกสนใจ “เจ้ามองหาวาสนาใดอยู่หรือ?”
หลินจิ่งหงกะพริบคู่เนตรสีม่วงเรืองรองงดงามของนางและกล่าวอย่างมีเลศนัย “เมื่อยุคตำนานทมิฬมาเยือน เจ้าจะรู้เอง”
ซูอี้ผงะไป กล่าวว่า “มันเกี่ยวเรื่องกับความลับใต้หุบเหวทั้งเก้าหรือไม่?”
ในโลกหล้าแดนเทพ มีสองแห่งหนอันลึกลับและร้ายกาจที่สุด
หนึ่งคือนอกเก้าชั้นสรวง
หนึ่งคือใต้หุบเหวทั้งเก้า
และใต้หุบเหวทั้งเก้าคือที่ตั้งของทวีปเทพตอนกลาง!
“เจ้าไม่ต้องลองหยั่งเชิงหรอก หากบอกเจ้าเสียยามนี้ เจ้าก็ไร้โอกาสเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว”
หลินจิ่งหงแย้มยิ้ม วางมืองามงดข้างหนึ่งลงบนบ่าซูอี้ “เพราะถึงอย่างไร เจ้าก็แค่เทพชั้นล่างอ่อนแอคนหนึ่ง”
ซูอี้ “……”
เขาแย้มยิ้มแล้วปัดมือของหลินจิ่งหลงออกจากบ่า “ไม่มากไม่น้อยหรอก หากนับลำดับอาวุโส เจ้าจะเรียกข้าเป็นลุงก็ได้ แม้กระทั่งอาจารย์เจ้า ปฐมาจารย์ปู๋ถียังเรียกข้าเป็นสหายเต๋าเลย”
หลินจิ่งหงเลิกคิ้ว “ฉวยโอกาสกับข้าหรือ? ข้าจะบอกให้นะ ข้าไม่ถือเจ้าเป็นผู้อาวุโสหรอก!”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “แต่ข้าถือเจ้าเป็นผู้น้อยได้”
หลินจิ่งหง “……”
นางฮึดฮัดแล้วเหวี่ยงหมัดใส่ไหล่ของซูอี้จนตัวเซ
แล้วหลินจิ่งหงก็แย้มยิ้มราวได้ระบายโทสะแล้ว “เอาล่ะ ข้าควรไปได้แล้ว”
นางหันหลังเตรียมจากจร แต่จำบางอย่างขึ้นได้และกล่าวขึ้นว่า “เจ้ารู้จักคนผู้ดูเหมือนเด็กหญิงนั่นไหม?”
รูปลักษณ์ของเด็กหญิงตัวน้อยเมื่อวานนี้ปรากฏในใจซูอี้อย่างแจ่มชัด
หลังจากครุ่นคิดแล้ว เขาก็กล่าวว่า “ไม่รู้จัก แต่สังหรณ์ว่าความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับนางคงไม่แคล้วต้องตายไปข้าง”
เขาคิดเป็นอื่นไม่ได้ เพราะยามพบพานกับเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้น เขาก็บังเกิดจิตสังหารและความรู้สึกแข็งกร้าวรุนแรงตามสัญชาตญาณ
“หากข้าเข้าใจไม่ผิด เด็กหญิงผู้นั้นหาใช่คนเป็นไม่”
หลินจิ่งหงกล่าวว่า “นั่นคือร่างจิตอันแปรเปลี่ยนมาจากบัญญัติมหาวิถีอันร้ายกาจ!”
“จิตแห่งบัญญัติ?” ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย
หลินจิ่งหงพยักหน้า “ในธารนทีสายยาวแห่งโชตชะตามีตัวตนร้ายกาจเช่นนี้มากมาย พวกเขาคืออวตารอันเกิดจากบัญญัติมหาวิถี แม้จะไม่ใช่คนเป็น แต่พวกเขามีสติและจิตวิญญาณ แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวยิ่ง”
“ข้าว่าในเมื่อเด็กหญิงผู้นั้นเกลียดเจ้า มันก็ต้องหมายความว่าอำนาจมหาวิถีที่เจ้าบรรลุน่าจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตของอำนาจบัญญัติที่นางเป็น ไม่อาจสมานฉันท์กันได้!”
ซูอี้ขมวดคิ้วแน่น
จิตแห่งบัญญัติบนธารนทีแห่งโชคชะตา?
ไม่อาจสมานฉันท์กับมหาวิถีในมือเขาได้?
‘ดูเหมือนว่านี่จะเกี่ยวกับอำนาจวัฏสงสารแฮะ’
ซูอี้ครุ่นคิดใคร่ครวญ
หลินจิ่งหงมองซูอี้อย่างเห็นใจและกล่าวว่า “ดังนั้นเจ้าต้องระวังตัวด้วย การถูกจิตแห่งบัญญัติหมายหัวนั้นน่ากลัวกว่าคนอย่างตี้เอ้อมากนัก”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย นางจึงกล่าวว่า “แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลอันใดหรอก ก่อนยุคตำนานทมิฬมาเยือน ตัวตนทั้งมวลผู้เหยียบย่างสู่ธารนทีแห่งโชตชะตาจะไม่อาจเคลื่อนไหวได้โดยแท้จริง”
“ผู้ใดลงมือ ผู้นั้นจะถูกกฎสวรรค์แห่งยุคสมัยนี้กำจัดทิ้ง!”
“เด็กหญิงผู้เป็นจิตแห่งบัญญัตินั้นก็เช่นกัน”
“เมื่อวานนี้ นางเหมือนจะปรากฏตัวขึ้นในสมรภูมิ แต่แท้จริงนางก็เป็นเพียงภาพฉาย ไร้ภัยคุกคามใดๆ”
“สาเหตุที่ตี้เอ้อไม่กล้าใช้อำนาจทั้งหมดออกมาก็เป็นเพราะเช่นนี้ เขาก้าวเข้าสู่ธารนทีแห่งโชคชะตาไปครึ่งก้าวแล้ว ขอเพียงเขาเผยอำนาจทั้งหมดออกมา เขาจะนำมาซึ่งหายนะแห่งโชคชะตา และหากผ่านมันไปไม่ได้ เขาจะตกตายคาที่!”
เมื่อกล่าวถึงตี้เอ้อ หลินจิ่งหงรู้สึกขัดใจขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ท้ายที่สุดแล้ว ข้าก็เหมือนกับเจ้า วิถีเต๋ายังอ่อนแอเกินไป หาไม่ แค่บีบให้เขาใช้อำนาจแท้จริงเสียเมื่อวานได้ เขาก็ตายได้แล้ว”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “ในศึกมหาวิถี ฝากความหวังไว้กับอำนาจภายนอกไม่ได้หรอก ภายหน้า ข้าจะรอวันที่ข้าสังหารคนผู้นี้ด้วยอำนาจมหาวิถีของข้าเอง!”
หลินจิ่งหงมีท่าทีจะกล่าวบางอย่าง ทว่าทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นฉี่เวยยืนรออยู่ไกลๆ และอดสะท้านในใจมิได้ “เจ้ามีสัมพันธ์อันใดกับยายหนูเผ่าเทพกิเลนนั่น?”
ซูอี้ผงะไป แล้วจึงตระหนักว่าหลินจิ่งหงกำลังพูดถึงฉี่เวย จึงถามขึ้นว่า “มีอันใดหรือ?”
“เปล่าหรอก”
หลินจิ่งหงแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “หากข้าเป็นบุรุษล่ะก็ ข้าจะฉุดนางแน่! ไม่เพียงเพราะรูปลักษณ์ของนางงดงาม แต่ประเด็นคือ…นี่มันเทพน้อยมั่งมีชัดๆ!”
ซูอี้ยิ้มอย่างงุนงง
“อย่าคิดจริงจังเชียว ที่มาของเผ่าเทพกิเลนนั้นพิเศษกว่าที่เจ้าคิดมากนัก”
หลินจิ่งหงกล่าว “มรดกของเผ่านี้ห่างไกลเกินกว่าตระกูลโบราณทั่วไปจะเทียบได้ ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่าแดนบรรพชนแท้จริงของเผ่านี้ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งเทพหรอก”
“เอาล่ะ ข้าควรไปได้แล้วจริงๆ”
ว่าแล้ว นางก็หันหลังจรจาก
เพียงหนึ่งก้าว นางก็หายลับไป
ซูอี้นำไหสุรายกขึ้นจิบ ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดถึงเรื่องของจิตแห่งบัญญัติ
จิตแห่งบัญญัติที่ว่านั้นก็หาใช่ใดอื่นนอกจากร่างจำแลงแห่งมหาวิถี แม้จะหาได้ยาก แต่ก็พบได้ในโลกหล้าแดนเทพเช่นกัน
ทว่าจิตแห่งบัญญัติจากธารนทีแห่งโชตชะตาอย่างเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นหายากเกินไปยิ่งนัก
อย่างน้อยที่สุด ในความทรงจำของอี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยวก็ไม่เคยได้ยินถึงเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลย!
‘ทางฝั่งตี้เอ้อไม่ได้มีเพียงบรรพชนเต๋าลู่ซื่อ ยังมีจิตแห่งบัญญัติอยู่ด้วย……’
‘ดูเหมือนอำนาจที่ฝ่ายของพวกเขามีจะห่างไกลเกินธรรมดาเช่นข้าคิด……’
ซูอี้กล่าวในใจ
“เมื่อครู่ เจ้าคุยกับแม่นางหลินผู้นั้นเกี่ยวกับข้าหรือ?”
ขณะนั้นเอง ฉี่เวยก็เดินมาหา
ซูอี้กล่าวเรียบๆ “อืม นางบอกว่าเจ้าไม่เพียงจิ้มลิ้มงดงาม ยังเป็นเทพน้อยมั่งมี หากนางเป็นบุรุษ นางจะฉุดเจ้าไปแน่ๆ”
ฉี่เวยผงะไป ก่อนจะพลันขัดเขินเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเบา “ข้าไม่ใช่คนน่าฉุดขนาดนั้นหรอก!”
แล้วนางก็ถามขึ้นทันที “ยามนั้นเจ้าตอบนางไปเช่นไร?”
ซูอี้แย้มยิ้ม
“บอกมานะ”
“ข้าแค่ยิ้ม”
“……”
ฉี่เวยถลึงตามองอีกฝ่าย จากนั้นพลันกล่าวเย้าหยอก “สหายเต๋าเซียว เจ้าจะยังกลับไปเป็นรองหัวหน้าหอตระเวนราตรีแห่งศาลเทพชิงอู๋อยู่หรือไม่?”
“กลับ”
ซูอี้กล่าวว่า “หลังจากมหาศึกเมื่อวานนี้ สายตาของโลกหล้าคงเพ่งมายังทวีปเทพจิตนภา เป็นยามดีที่สุดที่ข้าจะกลับทวีปเทพอัคคีทักษิณ จะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญหามาเยือนถึงที่”
ฉี่เวยกล่าวว่า “แต่เจ้าสังหารผู้อาวุโสสามขู่เจิน และบรมาจารย์หยวนซานแห่งศาลเทพชิงอู๋ไปนะ ไม่กลัวฐานะของเจ้าถูกเปิดโปงหรือไร?”
ซูอี้กล่าว “มีผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงช่วยกลบเกลื่อน ไฉนข้าต้องกังวลเรื่องนี้ด้วย?”
ฉี่เวยจึงเข้าใจในยามนี้ว่าไฉนซูอี้จึงไว้ชีวิตเว่ยจง ที่แท้ก็มีแผนวางไว้ก่อน!
“น่าเสียดายที่หนนี้ข้าต้องกลับเผ่า หาไม่ ข้าก็อยากจะไปศาลเทพชิงอู๋กับเจ้า”
ฉี่เวยพึมพำเบาๆ
มหาศึกซึ่งบังเกิดเมื่อวันวานย่อมส่งผลกระทบไปทั่วโลกหล้า
และนางก็พบกับซูอี้แล้ว ต้องกลับเผ่าไปคุยกับบิดาและบรรพชนถึงเรื่องนี้ด้วยตนเอง
ซูอี้ผงะไป ก่อนจะกล่าวเตือนทันที “อย่าเผยตัวตนของข้าในศาลเทพชิงอู๋ไปเสียเล่า”
ฉี่เวยพยักหน้า
วันเดียวกันนั้น ซูอี้กับฉี่เวยก็ไปยังเมืองโบราณเวิ้งเทวาและแยกทางกันในพื้นที่ของหอการค้ากิเลน
ฉี่เวยกลับเผ่าไป
ขณะเดียวกัน ซูอี้และผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจงก็กลับทวีปเทพอัคคีทักษิณ
……
ข่าวการต่อสู้ที่ภูเขาหมิงคงแพร่กระจายออกไปเยี่ยงพายุตั้งแต่เมื่อวาน จนก่อให้เกิดเสียงลือลั่นทั่วโลกหล้าแดนเทพ
ชั่วขณะนั้น ไม่อาจทราบได้ว่าบังเกิดเสียงเอ็ดอึงปั่นป่วนมากมายเพียงไร
ในศึกนี้ ฝ่ายซึ่งนำโดยตี้เอ้อได้รับความเสียหายหนักหนา ต้องล่าถอยไป!
เฒ่าค่อม ตัวตนบรรพกาลในตำนานตกตาย!
นอกจากนั้น จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าสามคนจากต่างกลุ่มเต๋าตกตายในชั่วพริบตา!
แม้กระทั่งตัวตี้เอ้อเองก็ยังถูกกระหน่ำตีสะบักสะบอมจนต้องล่าถอย!!
จุดจบเช่นนี้ช่างน่าตกตะลึงสะท้านใจขุมกำลังใหญ่มากมายยิ่งนัก
“แสนสามหมื่นปีมานี้ ไร้ตัวตนระดับจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าผู้ใดสิ้นสูญ ทว่ายามนี้ในศึกภูเขาหมิงคง ตัวตนเหล่านี้ตกตายไปสามคน!!”
“ตัวตนบรรพกาลในตำนานอย่างเฒ่าค่อมเองก็สูญสลาย ใครเล่าจะกล้าเชื่อ?”
……นับแต่เนิ่นนานก่อนศึกนี้บังเกิด มันได้เป็นที่สนใจของโลกหล้าแล้ว ยามพวกเขารับรู้ผลลัพธ์เช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะไม่ตกใจ?
ใครเล่ายังนั่งเฉยอยู่ได้?
และไพ่ตายที่ซูอี้เผยออกมาในศึกนี้ยังเป็นที่สนทนาอย่างเผ็ดร้อนเกินคณานับ
เฒ่าอมรณา นักบวชซิงอวี่ จ้าวคางคกกลืนสวรรค์ ซากเทวะอาภรณ์เลือด จางอู๋ซู่ วั่นจื่อเทียน……
ตัวตนในตำนานผู้น่าจะสาบสูญไปแสนนานปรากฏขึ้นตามๆ กัน จึงคาดเดาได้ว่าสร้างความตื่นตะลึงเพียงไร
ทว่าการปรากฏตัวของสตรีถือหอกลึกลับกลายเป็นจุดสนใจในโลกหล้าที่สุด
หนึ่งบุคคลหนึ่งโจมตี ตี้เอ้อก็ถูกฟาดฟันสะบักสะบอม อำนาจต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ ตัวตนบรรพกาลบางผู้ในโลกหล้ายังสูดหายใจเฮือก รู้สึกผิดปกติเลย
และศึกนี้เช่นกันที่ทำให้ผู้คนตระหนักลึกซึ้งว่าในฐานะร่างเวียนวัฏของอี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยว ฝีมือของซูอี้น่าสะพรึงกลัวเพียงไร!
จริงอยู่ที่เขามีการฝึกฝนเพียงขอบเขตสรรค์สร้างเท่านั้น
แต่สารพัดไพ่ตาย เส้นสายกว้างขวาง และวิชาสังหารทรงพลังของเขาล้วนเพียงพอที่จะทำให้ขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดทั้งหลายครั่นคร้าม!!
หลังจากศึกนี้จบลง ทุกผู้ก็ทราบว่าใครก็ตามในโลกเทพที่อยากจัดการกับซูอี้อีกต้องประเมินผลลัพธ์ให้ดี
และนี่แหละสิ่งที่ซูอี้ต้องการทำ!
ใช้ศึกภูเขาหมิงคงเป็นโอกาสเชือดไก่ให้ลิงดู สะท้านสะเทือนทั่วทั้งโลกหล้า!