บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2302 ข่าวแพร่งพราย
บทที่ 2302 ข่าวแพร่งพราย
ภายใต้ท้องนภาแสนห่างไกลจากจวนตระกูลจงโบราณ
เมฆาขาวเบ่งบาน เรือท้องแบนลำหนึ่งเร้นกาย
บนเรือท้องแบนลำนั้น ซูอี้ไพล่มือหนึ่งไว้ด้านหลัง อีกมือถือน้ำเต้าสุรา เฝ้ามองทุกเหตุการณ์อันปรากฏ ณ ตระกูลจงโบราณ
ครู่ต่อมา เขาจึงละสายตาและกล่าวว่า “เฒ่าวั่น หนนี้ต้องขอบคุณเจ้ามาก”
ข้างกายเขา วั่นจื่อเทียนส่ายหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้ม “แค่คำขอเล็กน้อย เรื่องสำคัญที่สุดคือศาลาดาบบุปผาบูรพาหากล้าล่วงเกินพี่ฝูโหยวไม่ จึงต้องยอมรอมชอม”
เมื่อนานมาแล้ว วั่นจื่อเทียนมีมิตรภาพกับ ‘สิงอี๋’ ตัวตนบรรพกาลจากศาลาดาบบุปผาบูรพา
เขากับสิงอี๋ต่างเป็นนักดาบ ในใจสิงอี๋จึงถือวั่นจื่อเทียนเป็นสหายผู้ ‘เป็นทั้งมิตรและอาจารย์’ บนเส้นทางวิถีดาบ
เมื่อวั่นจื่อเทียนไปพบสิงอี๋ในหนนี้และกล่าวถึงจงซินหลาน สิงอี๋ก็ตกปากรับคำจัดการเรื่องนี้เองอย่างไร้ลังเล
แต่วั่นจื่อเทียนย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า เหตุผลที่สิงอี๋ช่วยเหลือนั้นก็เพราะหนึ่ง……มิตรภาพที่มีต่อตน
สอง……คือเพราะไม่อยากล่วงเกินซูอี้เพียงเพราะการแต่งงานระหว่างผู้น้อย!
นั่นแหละคือกุญแจ
“พี่ฝูโหยวชอบผลลัพธ์นี้หรือไม่?”
วั่นจื่อเทียนถามด้วยรอยยิ้ม
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “มิผิด เมื่อข้ามีโอกาสในภายหน้า ข้าจะจัดเตรียมอนาคตอันยิ่งใหญ่ให้แก่จงซินหลาน จะได้ควรค่าแก่ความพยายามของจงโหย่วชี บรรพชนของนาง”
วั่นจื่อเทียนทอดถอนใจ “ควรเป็นเช่นนั้น”
“ไปกันเถอะ ไปซากโบราณแรกบรรพกาลกัน”
ซูอี้เร่งเรือท้องแบนทะลวงผ่านเวหาจากไป
……
ภูเขาวิญญาณสุขาวดี
ใต้พฤกษาใหญ่ริมสระบัว
“หลู่ชิงเหมยผู้นี้… ต้องมีปัญหาอยู่แน่”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกระซิบ
ไร้ความจำเป็นต้องคาดเดาหรือคาดการณ์ใดๆ
เมื่อเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้น ณ ศาลมารสะบั้นสรวงมาถึงโสตเขา คำตอบก็ชัดเจนแต่ยามนั้น
“หากไร้สิ่งใดผิดพลาด ทางฝั่งกู่ฮวาเซียนจะเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงครุ่นคิดสักครู่ และพอคาดเดาได้ในใจว่ากู่ฮวาเซียนจะทำอันใด
แต่เขาหาแน่ใจไม่ว่า ซูอี้จะทำผิดซ้ำรอยอี้เต้าเสวียนหรือไม่
“บรรพชน ศิษย์ของเราภูเขาวิญญาณสุขาวดีล้วนพร้อมเดินทางสู่ซากโบราณแรกบรรพกาลแล้วขอรับ ท่านยังมีสิ่งใดจะชี้แนะอีกหรือไม่?”
ทันใดนั้น หลวงจีนวัยกลางคนร่างผอมผู้หนึ่งก็เข้ามาไถ่ถาม
พุทธเจ้าแผดตะเกียงครุ่นคิดครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “ยกเลิกปฏิบัติการนี้เสีย”
หลวงจีนวัยกลางคนผงะไป “บรรพชน ไฉนกันขอรับ?”
“ข่าวที่ซากโบราณแรกบรรพกาลกำลังจะเปิดออกดึงความสนใจจากทั่วทั้งโลกหล้าแดนเทพแล้ว กลุ่มเต๋าทั้งหลายทั้งมวลล้วนเตรียมตัวร่วมมือฉกชิงโอกาสนี้”
ดวงตาของพุทธเจ้าแผดตะเกียงลึกล้ำ “แต่เพราะเหตุนี้ มันจะเกิดมรสุมและหายนะขึ้นบ่อยครั้ง ข้าหาทราบไม่ว่าจะบังเกิดพายุนองเลือดขึ้นมากมายเพียงไร ดังนั้นไม่ไปเสียดีกว่า”
“ขอรับ”
หลวงจีนวัยกลางคนถอยออกไป
พุทธเจ้าแผดตะเกียงนำใบโพธิ์สีเขียวหยกออกมาใบหนึ่ง ใช้จิตสัมผัสเขียนข้อความลงบนนั้น
“หากข้าอนุมานถูกต้อง ซูอี้จะปรากฏตัวในซากโบราณแรกบรรพกาลแน่นอน เจ้าจะชิงกระบี่สวรรค์ชังมาได้หรือไม่นั้น ขึ้นกับฝีมือเจ้าเองแล้ว”
วูบ!
ใบโพธิ์มอดไหม้พลันสลายเป็นเถ้าธุลี
พุทธเจ้าแผดตะเกียงค่อยๆ หลับตาลงและเริ่มทำสมาธิ
……
“ซากโบราณแรกบรรพกาล……”
ณ เมืองเล็กๆ อันไร้สิ่งสะดุดตาในทวีปเทพอัคคีทักษิณ ชายแขนเดียวผู้หนึ่งในชุดคลุมสาวเท้าไปยังประตูเมือง
เขามีหนวดเครารุงรัง โครงร่างใหญ่หนา อาภรณ์มอซอ ร่างสูงใหญ่ยิ่งนัก คนธรรมดานั้นสูงเพียงท้องของเขาเท่านั้น
สิ่งที่ยิ่งน่าตื่นตะลึงก็คือ เขายังแบกโลงศพสีดำหลังหนึ่งไว้บนหลังด้วย
น่าแปลกนัก แม้เขาจะสาวเท้าเดินบนถนนอันพลุกพล่าน ทว่ากลับไร้ผู้ใดมองเห็น
เพียงชั่วพริบตา ชายแขนเดียวแบกโลงศพก็อันตรธานหายไป
……
ทวีปเทพจิตนภา
บนยอดบรรพตงดงามแห่งหนึ่งอันปลีกแยกจากโลกภายนอก
เหมือนหนก่อน หลังจากหลู่ชิงเหมยกลับมา นางก็คุกเข่าลงหน้าตำหนักซึ่งประตูปิดสนิท
นิ่งงัน
ภายในโถงหลักไร้วจีใด
บรรยากาศวังเวงยิ่งนัก มีเพียงสายลมภูเขาที่หวีดหวิวดุจโหยไห้ในฟ้าดิน
เมื่ออวี๋ซวิ่นกลับมา เขาก็ได้เห็นเช่นนี้
เพียงแต่ในขณะนี้ เขาหามีกะใจมาชื่นชมส่วนโค้งเว้าสง่างามของศิษย์พี่หญิงยามคุกเข่ากับพื้นไม่
“คนทรยศ ยังมีหน้ามาคุกเข่าที่นี่อีก! วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้าเสียต่อหน้าท่านอาจารย์!!”
อวี๋ซวิ่นโกรธจัด ย่างสามขุมอย่างเดือดดาลเตรียมลงมือ
“คุกเข่า!”
ทันใดนั้น เสียงไร้อารมณ์เสียงหนึ่งดังออกมาจากภายในประตูตำหนักซึ่งปิดสนิท
ผู้พูดคือกู่ฮวาเซียน
ด้วยวาจานั้น อวี๋ซวิ่นชะงักไป และกล่าวอย่างเดือดดาล “ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่หญิงนาง……”
เพียะ!
ตรวนทิพย์กฎเกณฑ์สีเทาประหลาดสายหนึ่งฟาดเข้าใส่ร่างของอวี๋ซวิ่นราวแส้ กระหน่ำตีทั่วร่างของเขาจนทรุดลงกับพื้น
“คุกเข่าได้ก็ดี”
ประตูตำหนักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ
กู่ฮวาเซียนเดินออกมา
อวี๋ซวิ่นขยับร่างอย่างยากลำบาก เขายังค้างอยู่ในท่าคุกเข่าหมอบตัว และกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่เข้าใจ ถึงจุดนี้แล้ว ไฉนท่านจึงยังมิลงทัณฑ์ศิษย์พี่หญิงอีก!”
เพียะ!
ตรวนทิพย์สีเทาพลันเงื้อฟาดใส่หลังของอวี๋ซวิ่นจนเหวอะหวะ โลหิตสาดกระเซ็นโดยที่อำนาจคุ้มร่างของเขาหาหยุดยั้งได้ไม่
อวี๋ซวิ่นกัดฟันกรอด ฝืนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดเสียดกระดูกไว้ มิกล้าเอื้อนเอ่ยวจีใดอีก
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าในกาลต่อจากนั้น ตรวนทิพย์สีเทาจะยังคงเฆี่ยนตีไม่หยุด
เฆี่ยนเขามากกว่าร้อยหนติดต่อ!
ร่างของเขาจวนเจียนแหลกสลาย โลหิตเจิ่งนองทั่วทั้งแดนดิน ร่างคุดคู้นิ่งงันเยี่ยงก้อนโคลน
หลู่ชิงเหมยไม่เอ่ยปากมาตั้งแต่ต้น และกู่ฮวาเซียนก็มิได้เอ่ยวจีใด
อวี๋ซวิ่นจึงย่อมไม่กล้าปริปาก
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าผิดตรงไหน”
ในที่สุด กู่ฮวาเซียนก็กล่าวขึ้น
อวี๋ซวิ่นร่างสะท้านทั่วกาย กล่าวขึ้นเสียงแหบแห้ง “ศิษย์… ศิษย์ไม่ทราบจริงๆ ขอรับว่ากระทำความผิดใด ท่านอาจารย์จึงโกรธได้ถึงเพียงนี้”
กู่ฮวาเซียนขมวดคิ้ว แต่นางก็ไม่ได้เฆี่ยนตีอีกฝ่ายต่อ และกล่าวขึ้นเสียงเย็น “นั่นคือศิษย์พี่หญิงของเจ้า ต่อให้นางกระทำผิด ผู้ที่จะต้องจัดการก็คือข้า ทว่าเจ้ากลับร่วมมือกับคนนอก และเกือบทำร้ายศิษย์พี่ของเจ้า!!”
อวี๋ซวิ่นพลันเงียบไป
ยามนี้เอง เขาจึงตระหนักว่าท่านอาจารย์ไม่ได้โกรธเรื่องที่ศิษย์พี่หญิงทรยศ แต่เพราะตัวเขาร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อจัดการกับศิษย์พี่หญิง!
สิ่งนี้ล่วงล้ำบรรทัดฐานของท่านอาจารย์อย่างไร้กังขา!!
“ศิษย์…ศิษย์สำนึกผิดแล้วขอรับ……”
อวี๋ซวิ่นหดหู่ใจ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงขมขื่น
“ชิงเหมย อาจารย์ทวงความยุติธรรมในเรื่องนี้ให้แก่เจ้าแล้ว พอใจแล้วหรือไม่?” กู่ฮวาเซียนถาม
หลู่ชิงเหมยกล่าวเสียงเบา “ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ!”
กู่ฮวาเซียนเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ไฉนมิอธิบายหน่อยเล่าว่าเกิดอันใดขึ้นกับซูอี้?”
หลู่ชิงเหมยก้มหัวลง ก่อนจะกล่าว “ทุกการกระทำของศิษย์หาปิดบังจากสายตาท่านอาจารย์ได้ไม่ และศิษย์ก็มีความคิดกระจ่างแจ้งในการปฏิบัติต่อซูอี้ หากท่านอาจารย์เคลือบแคลงว่าศิษย์จะทรยศ ท่านจะเอาชีวิตศิษย์ยามนี้ก็ได้เจ้าค่ะ!”
ดวงตาของกู่ฮวาเซียนวูบไหว จับจ้องหลู่ชิงเหมยผู้คุกเข่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ กล่าวว่า “เจ้าลุกขึ้น”
หลู่ชิงเหมยยังคงคุกเข่าไม่ไหวติง กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ หากท่านปล่อยศิษย์น้องไปเช่นนี้ เช่นนั้นข้าจะไม่เข้าหาซูอี้ตามเจตนารมณ์ของท่านอีกนะเจ้าคะ หนนี้เขาทำให้ตัวตนของข้าถูกเปิดโปง และข้าก็ไม่อาจกบดานในศาลมารสะบั้นสรวงได้อีก”
“เรื่องร้ายแรงที่สุดคือ กระทั่งพุทธเจ้าแผดตะเกียงยังมองทะลุการกระทำของศิษย์ได้แล้ว และภายหลัง… หากศิษย์คิดจะเข้าตีสนิทซูอี้ คงยากกว่านี้อย่างไร้กังขาแล้วเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ อวี๋ซวิ่นแทบตะลึงจังงัง “ท่านอาจารย์ ท่านให้ศิษย์พี่หญิงไปเข้าหาซูอี้ผู้นั้นหรือขอรับ!?”
กู่ฮวาเซียนหาสนใจเขาไม่
นางถอนหายใจ ประคองหลู่ชิงเหมยขึ้นจากพื้นด้วยตนเอง และกล่าวว่า “หนนี้เจ้าลำบากแล้ว วางใจเถิด จากวันนี้ไป ศิษย์น้องของเจ้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าอีก”
หลู่ชิงเหมยจึงกล่าวว่า “ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
“ชิงเหมย หนทางนี้ยากก้าวเดิน ซูอี้เสียหายเพียงนั้น มิต้องสงสัยเลยว่าการทวงคืนความเชื่อใจของเขาอีกครั้งจะยากเย็นเป็นแน่”
กู่ฮวาเซียนว่า “แต่ข้าเชื่อในความปราดเปรื่องของเจ้า เจ้าจะทำเช่นนั้นได้แน่ใช่ไหม?”
หลู่ชิงเหมยเม้มปาก “ศิษย์จะทำอย่างสุดสามารถ! ไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังเจ้าค่ะ!”
กู่ฮวาเซียนพยักหน้าอย่างพอใจ และกล่าวว่า “หากเจ้าพบปัญหาใดในภายหลัง มาบอกข้าได้”
“เจ้าค่ะ!”
หลู่ชิงเหมยพยักหน้า
“ไปเถิด กระทำตามแผน”
กู่ฮวาเซียนเอ่ยปาก
นี่คือคำสั่งเด็ดขาด
หลู่ชิงเหมยพลันกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ไม่ว่าภายหน้าจะเกิดอันใดขึ้น ข้าหวังว่า… ความเชื่อใจของท่านที่มีต่อข้าจะมิสั่นคลอนนะเจ้าคะ”
กู่ฮวาเซียนพยักหน้า
หลู่ชิงเหมยกล่าวลาและจากไป
หลังนางจากไปได้ไม่นาน อวี๋ซวิ่นอดถามขึ้นมิได้ “ท่านอาจารย์ ท่านกับศิษย์พี่หญิงทำอันใดกันอยู่ขอรับ?”
“เจ้ามิต้องรู้หรอก”
ดวงตาของกู่ฮวาเซียนเรียบเฉย “เจ้าจำไว้ก็พอว่าหากศิษย์พี่หญิงของเจ้าทรยศ ข้าจะเป็นผู้สังหารนางเอง สิ่งที่เจ้าต้องทำก็แค่เป็นหูเป็นตา เฝ้ามองทุกการกระทำของนางให้ข้า”
อวี๋ซวิ่นเบิกบานขึ้น “ท่านอาจารย์ ท่านไม่ได้เชื่อศิษย์พี่หญิงอย่างเต็มที่หรอกใช่ไหมขอรับ?”
กู่ฮวาเซียนกล่าวเนิบช้า “ข้าเลี้ยงดูศิษย์พี่หญิงของเจ้ามาแต่ยังเป็นทารก มีหรือข้าจะไม่เชื่อนาง? ขึ้นกับว่านางกระทำการเพื่อข้าจริงๆ หรือไม่เท่านั้น”
ว่าแล้ว เจ้าตัวจึงนำยันต์ลับแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้อวี๋ซวิ่นบนอากาศ “ในยันต์ลับแผ่นนี้ผนึกโลหิตปราณชะตาเทพของศิษย์พี่หญิงของเจ้าไว้เสี้ยวหนึ่ง เจ้านำยันต์ลับนี้ไป และหาคนผู้หนึ่งมาให้ข้า”
“ผู้ใดขอรับ?”
อวี๋ซวิ่นผงะไป เพียงแค่หาคน ไฉนต้องใช้โลหิตปราณชะตาเทพของศิษย์พี่หญิงด้วย?
คนผู้นี้ต้องเกี่ยวพันกับศิษย์พี่หญิงเป็นแน่!!
“หลู่จ่านเสวียน ทายาทของศาลมารสะบั้นสรวง คือบุตรบุญธรรมที่ศิษย์พี่หญิงของเจ้ารับเลี้ยงไว้”
เมื่อกู่ฮวาเซียนกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “จำไว้ว่า หลังจากพบกับเขา เจ้าต้องพาเขามาหาข้าเงียบๆ และห้ามทำร้ายเขาแม้แต่น้อย!”
อวี๋ซวิ่นรับบัญชาอย่างนอบน้อม “ขอรับ!”