บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2303 ผู้พิทักษ์บรรพต
บทที่ 2303 ผู้พิทักษ์บรรพต
เจ็ดวันหลังจากนั้น
ณ เมืองหมื่นกระแส
ในภัตตาคารแห่งหนึ่ง
ซูอี้กำลังอ่านม้วนหยกที่เพิ่งซื้อมาจากในเมือง
ในม้วนหยกนั้นคือ ‘ทำเนียบยอดอิทธิฤทธิ์’ ของวันนี้ และมันมีมากถึงสามพันอันดับ
ทว่าความสนใจของซูอี้อยู่ที่อิทธิฤทธิ์มหาวิถีสิบอันดับแรก
ม้วนหยกนั้นแนะนำชื่อของอิทธิฤทธิ์มหาวิถีเหล่านี้ รวมถึงที่มากับการฝึกฝนของผู้สร้างมัน ทว่าไม่ได้ละเอียดนัก
เพียงอ่านนามอิทธิฤทธิ์มหาวิถีเหล่านี้ ก็มิอาจอนุมานสิ่งใดได้เลย
แต่ซูอี้พบว่า อิทธิฤทธิ์มหาวิถีสิบอันดับแรกนั้นไม่ได้แปรเปลี่ยนมานานแล้ว
เหมือนเช่น ‘อัคคีเบญจขันธ์’ ซึ่งเป็นอันดับหนึ่ง เป็นฝีมือเทพผู้หนึ่งนามเหวินลู่แห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์
มันครองตำแหน่งอันดับหนึ่งมาสามหมื่นเก้าพันปีแล้ว
กล่าวคือ ในสามหมื่นเก้าพันปีมานี้ ไร้อิทธิฤทธิ์มหาวิถีจากเทพชั้นกลางคนใดจากทั่วโลกหล้าสั่นคลอนตำแหน่งอันดับหนึ่งของเหวินลู่ได้!
และในสิบอันดับแรกนี้ อิทธิฤทธิ์มหาวิถีอันดับหก ‘สารทวสันต์หมื่นเร้น’ ปรากฏขึ้นล่าสุดในบรรดาสิบอันดับแรก
แต่ก็อยู่มาหนึ่งหมื่นสามพันปีแล้วเช่นกัน!
จึงรับรู้ได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา อิทธิฤทธิ์มหาวิถีสิบอันดับแรกนี้เลิศล้ำน่าสะพรึงกลัวเพียงไร
ซูอี้ไล่อ่านลงไป และพบว่าลำดับอิทธิฤทธิ์มหาวิถีของอี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยวร่วงลงมาอีกเล็กน้อย
ผู้แรกอยู่ลำดับที่สิบเก้า
อีกคนอยู่ลำดับที่ยี่สิบสี่
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้อดทอดถอนใจมิได้ กาลเวลาเปลี่ยน ผู้มีฝีมือผุด คลื่นลูกใหม่แรงกว่าลูกเก่าเสมอ!
ทว่าการจัดลำดับนี้คำนึงเพียงความยิ่งใหญ่ของอิทธิฤทธิ์มหาวิถีเท่านั้น และเมื่อต้องประชันกัน กุญแจที่แท้จริงก็คือวิถีเต๋าตน
ส่วนอิทธิฤทธิ์มหาวิถีนั้นแสดงถึงอำนาจต่อสู้ของเทพผู้หนึ่งได้จริง แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นเพียงหนึ่งในวิธีการต่อสู้เท่านั้น
“จะอ่านของพรรค์นี้ไปเพื่อการใด จากการคาดเดาของข้า เมื่อซากโบราณแรกบรรพกาลปรากฏขึ้นครานี้ การจัดลำดับของทำเนียบยอดอิทธิฤทธิ์นี่จะแปรเปลี่ยนไปอย่างมหันต์แน่นอน”
วั่นจื่อเทียนกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม
ซูอี้กล่าว “ไฉนจึงเห็นเช่นนั้น?”
“นี่คือโอกาสสุดท้ายในการเข้าสู่ซากโบราณแรกบรรพกาลก่อนยุคตำนานทมิฬปรากฏ และคาดการณ์ได้ว่ายอดฝีมือทั่วทั้งโลกาซึ่งมีคุณสมบัติบุกไปยังบรรพตเทพนภาครามจะไม่พลาดโอกาสนี้ไปแน่!”
“นี่หมายความว่าเช่นไร? หมายความว่าตัวตนผู้ควบรวมอิทธิฤทธิ์มหาวิถีได้ทั่วโลกหล้า ไม่ว่าวิถีเต๋าจะสูงต่ำเพียงไรก็จะมากันเป็นแน่!”
“ไม่เพียงเทพชั้นกลางเท่านั้น แต่เทพชั้นสูง แม้กระทั่ง…จอมเทพก็มา!”
วั่นจื่อเทียนกล่าว “จริงอยู่ที่ทวยเทพทุกผู้มีโอกาสปีนบรรพตเทพนภาครามเพียงหนตราบชั่วชีวิต แต่เจ้าก็น่าจะรู้ว่าต้องมีเจ้าเฒ่าระดับจอมเทพบางคนที่ไม่เคยปีนบรรพตเทพนภาครามอยู่”
“เพราะถึงอย่างไร ซากโบราณแรกบรรพกาลก็ปรากฏขึ้นพันปีหน และทุกผู้ต่างอดทนรอได้”
“แต่หนนี้แตกต่างออกไป หากไม่ไปในยามนี้ เมื่อยุคตำนานทมิฬปรากฏ ก็หามีผู้ทราบถึงความเป็นไปไม่!”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย วั่นจื่อเทียนจึงกล่าวต่อ “นอกจากนี้ ตัวตนท้าทายสวรรค์จากสถานที่ไร้นามต่างๆ ก็จะมากันอย่างไม่อาจเลี่ยง ตัวตนน่าสะพรึงกลัวซึ่งมิเป็นที่รู้จักในโลกหล้าเองย่อมไม่พลาดวาสนาที่สวรรค์ประทานให้เช่นนี้”
วั่นจื่อเทียนทอดถอนใจ “โลกเทพช่างใหญ่นัก โอฬารมหาศาล และวาสนาอันบังเกิด ณ ‘บรรพตเทพนภาคราม’ แห่งซากโบราณแรกบรรพกาลก็เป็นที่ลือนามทั่วกัน ใครเล่าจะไม่อยากลองไขว่คว้าวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลไว้ให้ได้มากที่สุด?”
“เหมือนเจ้านั่นแหละพี่ฝูโหยว คนรักอิสระอย่างเจ้า หนนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าร่วมด้วยหรือ?”
“ด้วยเหตุนี้ การจัดลำดับของทำเนียบยอดอิทธิฤทธิ์ย่อมต้องแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์แน่นอน!”
ซูอี้ฟังแล้วก็พยักหน้า “หมายความว่าบรรพตเทพนภาครามนั่นก็ต้องกลายเป็นสถานที่รวมมรสุมจากทั่วโลกหล้า แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น ข้ายิ่งตั้งตารอ”
วั่นจื่อเทียนผงะไป ก่อนจะตระหนักถึงบางสิ่งได้ทันที เปลือกตาของเขากระตุกยิก “พี่ฝูโหยว หรือเจ้าจะอยากให้มี ‘ศึกชิงวาสนามหาวิถี’ ยามปีนบรรพตเทพนภาคราม?”
ศึกชิงวาสนามหาวิถี!
ศึกอันพิเศษยิ่งซึ่งจะบังเกิดได้ต่อเมื่อเข้าสู่บรรพตเทพนภาครามเท่านั้น
ทว่ามันอันตรายอย่างยิ่ง เพราะหากมันเกิดขึ้นบนบรรพตเทพนภาคราม ผู้กระทำจะต้องเผชิญกับ ‘ทัณฑ์สวรรค์’ !
ทัณฑ์สวรรค์ที่ว่านี้ก็คือการปราบปรามและขับไล่จากอำนาจที่มาของบรรพตเทพนภาคราม
ยามใดที่ทนไม่ไหว คนผู้นั้นก็จะถูกฟาดกระเด็นออกจากบรรพตเทพนภาคราม ไม่อาจได้รับวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลอีก
แต่ขอเพียงเอาชนะศัตรูกำชัยได้ ผู้ชนะก็จะได้ชิงวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลทั้งหมดของคู่ต่อสู้!
ในสถานการณ์ปกติแล้ว แทบไร้ผู้ใดเลือกต่อสู้กันบนบรรพตเทพนภาคราม
หนึ่งเป็นเพราะมันอันตรายเกินไป
สองคือการล่วงเกินผู้อื่นล้วนเป็นเรื่องง่ายดาย และขอเพียงทำเช่นนี้ ภายหน้าทั้งสองฝ่ายจะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้
“มิใช่ข้าอยากทำหรอก แต่ข้าสงสัยว่า…จะมีผู้ทำเช่นนี้กับข้าในยามนั้น” ซูอี้กล่าว “หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ควรเตรียมตัวล่วงหน้าไว้สักหน่อย”
วั่นจื่อเทียนพลันประจักษ์แจ้ง เขาพึมพำว่า “จริงด้วย ขอเพียงเจ้าไปยังบรรพตเทพนภาคราม เจ้าก็ไม่อาจจำแลงกายได้อีก ขอเพียงศัตรูจำเจ้าได้ ก็ประกันไม่ได้ว่าจะไม่เกิดความขัดแย้ง”
“นั่นก็ดีแล้วมิใช่หรือ?”
ซูอี้กล่าวทั้งรอยยิ้ม “หากสามารถจัดการศัตรูไปพร้อมๆ กับปล้นวาสนาจากพวกเขาได้ ไฉนจะไม่น่าปรีดาเล่า?”
วั่นจื่อเทียนเองก็ยิ้ม “นั่นสินะ”
……
ครึ่งเดือนถัดมา
‘ซากโบราณแรกบรรพกาล’ อันเป็นที่สนใจของโลกหล้าแดนเทพหวนปรากฏขึ้น
กล่าวกันว่าจำนวนของทวยเทพผู้มุ่งหน้าสู่ซากโบราณแรกบรรพกาลนั้นมากมายเสียจนนิยามได้เพียง ‘ฝูงมัจฉาข้ามวารี’ !
แม้กระทั่งจอมเทพผู้อาวุโสบางคนจากกลุ่มเต๋าหลักต่างๆ ยังออกเดินทางมาผู้แล้วผู้เล่า
พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนมุ่งหน้าไปยังบรรพตเทพนภาคราม
และยังมียอดฝีมือกลุ่มหนึ่งซึ่งอยากบุกแดนดินลึกลับเกินรับรู้แห่งอื่นในซากโบราณแรกบรรพกาลอยู่ด้วย
ซูอี้กับวั่นจื่อเทียนก็ไปเช่นกัน
ทั้งสองจำแลงกาย มุ่งหน้าตรงไปยังเขตหวงห้ามนภาคราม
เมืองเทียนตู
เมืองโบราณเก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตหวงห้ามนภาคราม ลอยตระหง่านเก้าหมื่นจั้งบนท้องนภา ดูเหมือนเป็นเมืองเมืองหนึ่ง ทว่าแท้จริงหาแตกต่างจากผืนแผ่นดินใหญ่ล่องเหนือนภาไม่
ในเมืองมีสิ่งปลูกสร้างไม่มากนัก ทั่วทุกแห่งหนเต็มไปด้วยซากหักพัง
มีเพียงใจกลางเมืองที่มีบรรพตเทพลูกหนึ่งตั้งตระหง่าน อาบไล้ด้วยรัศมีเทพครามอ่อน
บรรพตนี้สูงชะลูดทะลวงเวหา สายตาไม่อาจสอดส่ายพบยอด ตระหง่านสูงโอฬารเช่นเสาเทพค้ำนภา
นี่คือบรรพตเทพนภาคราม!
ที่มาของมันไม่อาจแสวงพบ ปกคลุมด้วยวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลมาแสนนาน และถือเป็นวาสนาสูงสุดในโลกหล้าแดนเทพ!
ภายในเมืองเทียนตู ณ ตีนเขาเทพนภาครามมีหลักศิลาโบราณสูงสามพันฉื่อตั้งตระหง่านอยู่หลักหนึ่ง
นามของหลักศิลานี้คือ ‘หลักศิลาวาสนาเทพ’ สลักอิทธิฤทธิ์มหาวิถีที่แข็งแกร่งที่สุดสามพันอันดับแรกมาตลอดยามปรากฏขึ้นบนบรรพตเทพนภาครามไว้!
‘ทำเนียบยอดอิทธิฤทธิ์’ ซึ่งสะพัดในโลกหล้าแดนเทพ แท้จริงก็คัดลอกมาจากหลักศิลาวาสนาเทพนี้
ยามซากโบราณแรกบรรพกาลปรากฏขึ้นทุกครั้ง ‘วิญญาณศิลา’ ตนหนึ่งจะผุดออกมาจากหลักศิลาวาสนาเทพ ณ เมืองเทียนตูนี้ และอ้างตนว่าเป็น ‘ผู้พิทักษ์บรรพต’ อารักษ์ที่แห่งนี้ไว้
ขณะนี้ ผู้พิทักษ์บรรพตกำลังนั่งอยู่ข้างหลักศิลาวาสนาเทพ
เขามีรูปร่างอ้วนท้วนเหมือนเป็นลูกหนังยักษ์ นั่งอยู่บนเนินดินขนาดย่อม
เขายังดูแสนเมตตาใจดี มีรอยยิ้มเป็นมิตรอยู่บนใบหน้า เหมือนเศรษฐีผู้เกษียณตน
แต่ทุกผู้ล้วนทราบว่าเขาหามีชีวิตไม่ ทว่าเป็นร่างวิญญาณหนึ่งของ ‘หลักศิลาวาสนาเทพ’ !
ที่มาของเขาไร้ผู้ใดล่วงรู้ และยังคงเป็นปริศนา
ทุกผู้ในโลกหล้าแดนเทพล้วนคุ้นเคยกับการเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ผู้พิทักษ์บรรพต’
และหนนี้ ในบริเวณใกล้เคียงหลักศิลาวาสนาเทพนั้นมีผู้มารวมตัวกันเป็นพันๆ คนแล้ว!
มองปราดแรกก็พบเจอสีดำจากศีรษะผู้คนเต็มไปหมดทุกแห่งหน
และเมื่อกาลผ่าน ผู้คนก็ยิ่งมายังเมืองเทียนตูมากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าขณะนี้กลับไร้ผู้ใดลงมือ
เพราะยังไม่ถึงเวลา
เมื่อผู้พิทักษ์บรรพตประกาศจุดเริ่มต้น ยอดฝีมือทั้งหลายที่นี่ซึ่งมีคุณสมบัติปีนบรรพตเทพนภาครามจะลงมือพร้อมกัน
ในอดีตก็มีผู้ไม่เห็นผู้พิทักษ์บรรพตอยู่ในสายตา คิดล่วงหน้าขึ้นบรรพตเทพนภาครามไปก่อนใคร ทว่าเมื่อเข้าใกล้บรรพตเทพนภาคราม พวกเขากลับต้องทัณฑ์สวรรค์และถูกกำจัดไปทันที
ด้วยบทเรียนจากอดีตเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้ากระทำบุ่มบ่าม?
ซูอี้กับวั่นจื่อเทียนก็มาถึงแล้ว
“พี่ฝูโหยว ที่นี่มีคนคุ้นหน้ามากมายนัก”
วั่นจื่อเทียนกล่าวผ่านกระแสปราณ
เขาเห็นผู้เฒ่าระดับหล่อหลอมขั้นเก้าบางคนพวกเขาหลายผู้ไม่ได้ปรากฏตัวในโลกหล้ามานานแล้ว
ทว่าบัดนี้ พวกเขากลับมารวมตัวกันที่นี่
ซูอี้รับคำในคอ เขาก็สังเกตเห็นเช่นกัน
ในหมู่ผู้คนมากมายที่นี่ ผู้น่ากล่าวถึงที่สุดคือจอมเทพอวิ๋นเหอจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ บรรพชนลำดับที่สามแห่งสุขาวดีโอฬารไกล เล่อโหยวหยวน บรรพชนตระกูลหลิ่วเซียงโบราณ หลิ่วเซียงเหิน และคนอื่นๆ
เจ้าเฒ่าเหล่านี้ล้วนเคยปรากฏตัวในศึกภูเขาหมิงคง
ในสายตาผู้คนในโลกหล้าแดนเทพ พวกเขาเปรียบดั่งตำนานมีชีวิต!
แม้กระทั่งในยามนี้ การปรากฏตัวของเจ้าเฒ่าเหล่านี้ก็เป็นที่เตะตาเหล่าผู้ชมแล้ว
ทว่าซูอี้หาสนใจเรื่องนี้ไม่
นี่คือเมืองเทียนตู ไร้ผู้ใดกล้าลงมือที่นี่ หาไม่ จะถูกอำนาจกฎเกณฑ์ของเมืองเทียนตูโจมตีทันที!
นี่คือกฎเหล็กซึ่งมีอยู่มาช้านาน กระทั่งจอมเทพขัดเกลาขั้นเก้าก็หากล้าเหิมเกริมที่นี่ไม่
เมื่อเทียบกับการฝืนบุกสู่บรรพตเทพนภาครามแล้ว บทลงทัณฑ์สำหรับการต่อสู้ในเมืองเทียนตูนั้นร้ายกาจกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วใครเล่าจะกล้ากระทำบุ่มบ่าม?
แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง ที่เมืองเทียนตูสามารถยืนหยัดจากบรรพกาลสู่ปัจจุบันได้โดยไม่มลายสูญ
ไม่นานนัก ซูอี้พลันสังเกตเห็นคนรู้จักบางคน
ฉี่เวยจากเผ่าเทพกิเลน และหลี่ซานจิ่ว บริวารข้างกายนางก็มาด้วย!
นอกจากนั้น ซือมิ่งจากสำนักทัศนาวายุกระจ่างแห่งสถานที่ไร้นาม และเยียนสุ่ยหมิง ศิษย์สถานที่ไร้นามสุขาวดีหมอกมงคลม่วงก็มาด้วย
ตัวตนอันเจิดจรัสโด่งดังบางผู้ก็มาเช่นกัน
แม้จะมีบุคคลแปลกหน้าอยู่มากมาย แต่ฟังจากเสียงซุบซิบ ซูอี้จึงเข้าใจได้เช่นกันว่าในหมู่คนแปลกหน้าเหล่านี้มีตัวตนไร้เทียมทานอยู่
มีทั้งผู้เก่งกาจท้าทายสวรรค์จากสถานที่ไร้นามอย่างซือมิ่งและเยียนสุ่ยหมิงอยู่ด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้ซูอี้อดพึมพำขึ้นมามิได้ว่าเป็นไปตามคาด เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายในการมายังซากโบราณแรกบรรพกาลก่อนยุคตำนานทมิฬปรากฏ แทบทุกผู้ในโลกหล้าแดนเทพซึ่งมีคุณสมบัติบุกบรรพตเทพนภาครามจึงแห่กันมา!
แน่นอน จอมเทพอวิ๋นเหอ เล่อโหยวหยวน หลี่ซานจิ่วและจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าคนอื่นๆ ก็มากับเขาด้วย
ทว่าเพราะตัวพวกเขาเองเคยสัญจรสู่บรรพตเทพนภาครามมาก่อน จึงไร้สิทธิ์มาเยือนบรรพตแล้ว
ขณะที่กำลังรอคอย ทันใดนั้น ผู้พิทักษ์บรรพตร่างอ้วนท้วนเหมือนขุนเขาก็ลุกยืนประกาศลั่น
“เอาล่ะ พวกเจ้าขึ้นเขากันได้แล้ว!”
หนึ่งวาจาเลื่อนลั่นเช่นอัสนี สะท้อนทั่วทุกคู่โสต หยุดทุกเสียงวิพากษ์
และบรรยากาศในแดนดินพลันเดือดพล่านขึ้น
ศึกชิงวาสนามหาวิถีอันรวบรวมตัวตนเด่นดังทั่วโลกหล้า เป็นที่สนใจทั่วโลกา ในที่สุดก็กำลังจะเปิดฉากแล้ว!