บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2304 เดิมพัน
บทที่ 2304 เดิมพัน
แทบจะทันทีที่เสียงของผู้พิทักษ์บรรพตดังขึ้น เงาร่างมากมายก็พุ่งทะยานเข้าหาบรรพตเทพนภาคราม
หนาแน่นเต็มไปหมด
พวกเขาส่วนใหญ่เป็นเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว
เพราะหากจะบุกเข้าสู่บรรพตเทพนภาคราม ต้องควบรวมอิทธิฤทธิ์มหาวิถีให้ได้เสียก่อน!
ดังนั้นตัวตนใต้ระดับเทพชั้นกลางหามีคุณสมบัติเข้าร่วมประชันไม่
ในหมู่พวกเขา มีเทพชั้นสูงบางคนที่ปรากฏตัว เร่งรุดสู่บรรพตเทพนภาครามเช่นกัน
ตู้ม!
บรรพตเทพนภาครามนั้นโอฬารยิ่ง และเมื่อทวยเทพทั้งหลายเริ่มปีนจากตีนเขา แสงสว่างสีครามก็เปล่งเป็นชั้นเข้มหนาจากบรรพตเช่นกัน
นั่นคืออำนาจที่มาของบรรพตเทพนภาคราม มุ่งเป้าที่อำนาจของอิทธิฤทธิ์มหาวิถีแห่งทวยเทพเป็นพิเศษ
ยิ่งคุณภาพของอิทธิฤทธิ์มหาวิถีสูง อำนาจยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งสามารถปีนบรรพตได้สูง
ไม่เช่นนั้นก็ย่อมถูกคัดออก
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังได้รับวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลส่วนหนึ่ง
สรุปก็คือขอเพียงมีส่วนร่วม ก็จะได้รับผลประโยชน์
คำถามมีเพียงแค่จะได้รับวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลมากน้อยเพียงไรเท่านั้น
หากสามารถปรากฏนามใน ‘หลักศิลาวาสนาเทพ’ ได้ วาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลที่ได้ก็ยิ่งมากมายมหาศาลนัก
และยิ่งอันดับสูง วาสนามหาวิถีที่ได้ก็ยิ่งสูง!
หากสามารถไปถึงยอดบรรพตเทพนภาครามและติดสิบอันดับแรกบนทำเนียบของหลักศิลาวาสนาเทพ ผู้นั้นจะได้รับ ‘นิมิตสวรรค์มหามงคล’ ที่พิเศษที่สุด
นิมิตสวรรค์มหามงคลที่ว่านั้น แท้จริงก็คือบารมีมหาวิถีสูงสุด!
ไม่นานนัก เสียงอุทานพลันอื้ออึงทั่ว
เพราะการบุกบรรพตเทพนภาครามนี้เพิ่งเปิดฉาก แต่ก็มีเทพชั้นกลางมากมายที่ติดคาที่ตีนเขา ไม่อาจมุ่งหน้าไปต่อและถูกคัดออกมากมาย
สิ่งนี้ยังทำให้ผู้คนตระหนักว่า การปีนบรรพตนี้มิใช่เรื่องง่าย
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ทวยเทพผู้สิ้นคุณสมบัติเหล่านี้ก็ยังได้รับวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาล
มันเป็นหมอกมงคลสีครามกระจ่างพราวซึ่งแปรเปลี่ยนจากวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาล ดุจหมอกควันมิอาจจับต้อง ปรากฏขึ้นบนร่างของเหล่าผู้ถูกคัดออก
ทว่าแม้ผู้คนบางส่วนจะถูกคัดออกพร้อมกัน แต่ผู้มาใหม่ก็ทยอยมาสมทบไม่ขาด
ทั่วทุกทิศจึงครึกครื้นยิ่งนัก
“พี่ฝูโหยวตั้งใจจะลงมือยามใด?”
วั่นจื่อเทียนถาม
“มิต้องรีบหรอก”
ซูอี้กล่าว “หากข้าไปเสียยามนี้ เมื่อมีศึกชิงวาสนามหาวิถีปรากฏ ข้าก็จะไม่อาจชิงวาสนามหาวิถีมาได้มากนัก”
วั่นจื่อเทียนอดผงะไปมิได้
จริงของเขา ในยามนี้มีผู้มุ่งหน้าสู่ยอดบรรพตอย่างรวดเร็วเพียงไม่มากนัก
พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนหยุดชะงักอยู่ที่ไหล่เขา
เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก็ยังไร้ผู้ใดไปถึงยอดเขาได้
หากซูอี้ลงมือในยามนี้ ก็เป็นการกะจังหวะอันไม่เหมาะสมอย่างเห็นได้ชัด
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ทวยเทพผู้แล้วผู้เล่ามาถึงไหล่เขา และมุ่งหน้าต่อสู่ยอดบรรพต
แต่ทวยเทพส่วนใหญ่นั้นยังไม่ทันไปถึงไหล่เขาก็ถูกคัดออกเสียแล้ว
ชั่วขณะนั้น บางผู้ปรีดา บางผู้กังวล
ในที่สุดก็มีตัวตนท้าทายสวรรค์จากสถานที่ไร้นามลงมือ และทันทีที่ปรากฏกาย สายตาของเหล่าผู้ชมก็รวมตัวที่พวกเขา
เพราะยามปีนบรรพต ตัวตนท้าทายสวรรค์เหล่านี้ดูแสนผ่อนคลาย พวกเขามุ่งหน้าจากตีนเขา ไม่นานก็มาถึงไหล่เขา และสัญจรสู่ยอดเขาต่อ!
ฝีมืออันโดดเด่นเจิดจรัสนี้ทำให้เกิดเสียงอุทานขึ้นเกินคณานับ
ซูอี้สังเกตเห็นว่าศิษย์สำนักทัศนาวายุกระจ่างซือมิ่ง และศิษย์สุขาวดีหมอกมงคลม่วงเยียนสุ่ยหมิงต่างก็ลงมือแล้ว
แม้กระทั่งฉี่เวย บุตรีผู้นำเผ่าเทพกิเลนก็เคลื่อนขยับ
ซูอี้ตระหนักแล้วว่า ที่แท้ฉี่เวยก็ไม่เคยมุ่งสู่บรรพตเทพนภาครามมาก่อน
“พี่ฝูโหยวดูนั่น เจ้าเฒ่าพวกนั้นก็ขยับตัวแล้ว!”
ทันใดนั้น วั่นจื่อเทียนก็เตือนเขาผ่านกระแสปราณ
สายตาของซูอี้เคลื่อนขยับ และได้เห็นตัวตนระดับจอมเทพบางคนซึ่งบรรลุขอบเขตอมรณาในแดนดินรุดเร่งสู่บรรพตเทพนภาครามตามนั้นจริง!
มีทั้งจอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่งและขั้นอื่นๆ
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขาอยู่ในระดับหล่อหลอมขั้นเก้า!
และยังมีมากกว่าหนึ่ง!!
ภาพนี้ก่อให้เกิดเสียงฮือฮาในหมู่ผู้ชม พวกเขาทั้งหลายล้วนเดือดพล่านเอ็ดอึง
“นี่มันเรื่องอันใดกัน? ผู้อาวุโสจอมเทพเหล่านั้นไม่เคยมายังบรรพตเทพนภาครามกันก่อนเลยหรือ?”
มีผู้กล่าวอย่างตะลึงงัน
ชั่วชีวิตของเทพผู้หนึ่ง มีเพียงโอกาสเดียวเท่านั้นที่จะได้ปีนบรรพตเทพนภาคราม
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า ผู้เฒ่าซึ่งมีชีวิตเนิ่นนานเกินคณานับเหล่านี้ แท้จริงจะมาปีนบรรพตเป็นครั้งแรก?
ช่างน่าเหลือเชื่อแท้
“การจัดอันดับของทำเนียบยอดอิทธิฤทธิ์หนนี้ย่อมต้องแปรเปลี่ยนอย่างสะท้านสะเทือนเป็นแน่!”
มีผู้คาดการณ์
จริงอยู่ที่บรรพตเทพนภาครามทดสอบรูปลักษณ์และอำนาจของอิทธิฤทธิ์มหาวิถี น้อยนักจะเกี่ยวพันกับระดับวิถีเต๋าของผู้ครอบครอง
แต่ผู้พิสูจน์วิถีสู่จอมเทพได้ ใครบ้างไม่ใช่คนใหญ่คนโตในโลกหล้าแดนเทพ?
อิทธิฤทธิ์มหาวิถีที่พวกเขาก่อขึ้นในกาลก่อนย่อมเหนือธรรมดาแน่แท้!
“นี่คือเหตุการณ์อันมิเคยบังเกิดมาก่อน ซึ่งจะสร้างหน้าสถิติใหม่ของทำเนียบยอดอิทธิฤทธิ์ ดึงดูดความสนใจทั่วโลกา สะท้านโลกหล้าแต่ช้านานเป็นแน่!”
“ข้าบอกแล้ว นี่คือโอกาสสุดท้ายในการมายังบรรพตเทพนภาครามก่อนยุคตำนานทมิฬปรากฏ ขอเพียงมีคุณสมบัติเข้าร่วมได้ ผู้ใดก็ล้วนไม่ยอมพลาดหรอก!”
……ทั่วทิศมีเสียงสนทนาเซ็งแซ่
ในชั่วกาลต่อมา ตัวตนไร้เทียมทานปรากฏขึ้นคนแล้วคนเล่า เผยอำนาจยิ่งใหญ่สะท้านนภาสะเทือนแดนดิน เร่งรุดสุดยอดบรรพตอย่างแทบไร้อุปสรรคใด
แต่เทียบกันแล้ว ผู้ถูกคัดออกนั้นมีมากกว่ากันเป็นไหนๆ
ผู้ปีนบรรพตแทบจะเป็นส่วนใหญ่ล้วนหยุดลงที่ไหล่เขา
ผู้สามารถมุ่งสู่ยอดเขาต่อได้ นับได้ว่ามีเพียงหนึ่งในร้อย
และระหว่างทางมุ่งสู่ยอดเขา ก็ยังมีตัวตนไร้เทียมทานมากมายที่ทนต่อไม่ไหว จึงต้องหยุดอย่างเสียดาย
แม้หลายคนจะยังไม่ถูกคัดออก พวกเขาก็ยังทอดใจไม่ไปต่อ ตัดสินใจแล้วเริ่มรวบรวมดูดซับวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้น คนทั้งหลายล้วนสังเกตเห็นได้ว่าบนหลักศิลาวาสนาเทพสูงสามพันฉื่อ อันดับของอิทธิฤทธิ์มหาวิถีมากมายแปรเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง!!
แม้กระทั่งตำแหน่งร้อยอันดับแรกยังมีการแปรเปลี่ยน แทนที่โดยอิทธิฤทธิ์มหาวิถีใหม่ๆ ไม่ขาดสาย
และตลอดมานั้น ผู้พิทักษ์บรรพตซึ่งมีร่างอ้วนใหญ่ดุจเนินเขาขนาดย่อม ก็นั่งอยู่กับที่ มองเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ด้วยใบหน้าเมตตา
มิได้กล่าววาจาใด
ทันใดนั้น เสียงอันเฉยเมยทรงอำนาจสะท้านฟ้าดิน
“ซูอี้ ป่านนี้แล้ว เจ้ายังมิคิดเผยร่องรอยอีกหรือ?”
เสียงนั้นสะท้อนทั่วทุกคู่โสต และทุกเสียงหารือเสวนาก็ถูกกลบสิ้น เงียบงันวังเวงทั่วทิศ
ซูอี้!?
นักดาบในตำนานคนนั้นอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?
ผู้คนสังเกตเห็นแล้วว่าคนพูดคือจอมเทพอวิ๋นเหอแห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!
ตัวตนซึ่งน่าสะพรึงกลัว ณ จุดสูงสุดแห่งเก้าด่านเคราะห์หลอมวิถีผู้ดูเหมือนชายหนุ่ม สะพายดาบไม้เล่มหนึ่งบนหลัง
จากนั้นซูอี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าจะลงมือยามใด ไม่ต้องให้เจ้ามาคอยเตือนหรอก”
พร้อมกันนั้น เขาก็เลิกซุกซ่อน เผยโฉมหน้าแท้จริงออกมา
ไม่ว่าอย่างไร ยามปีนบรรพตเทพนภาคราม ทุกการจำแลงกายก็จะถูกเปิดโปงอยู่ดี จึงไร้จำเป็นต้องปิดบังต่อไป
เมื่อเห็นว่าเขาอยู่ที่นี่แล้ว ทันใดนั้น เหล่าผู้ชมก็ตะลึงงัน
ทุกวันนี้ ใครบ้างไม่รับรู้ว่าซูอี้คือร่างเวียนวัฏของอี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยว?
ใครบ้างไม่ทราบว่าไม่ถึงปีที่ผ่านมา ทั้งศึก ณ ภูเขาหมิงคง อารามกั้นเมฆา ศาลเทพชิงอู๋และศาลมารสะบั้นสรวงล้วนเกี่ยวข้องกับซูอี้?
มหาศึกเหล่านั้นสร้างเสียงฮือฮาขึ้นทั่วโลกหล้าแดนเทพในช่วงกาลนี้ ส่งผลให้เกิดคลื่นสะท้านเกินคณานับ
และเมื่อเห็นตัวการอย่างซูอี้ปรากฏขึ้น ก็คาดเดาได้ว่าทวยเทพที่นี่ตกตะลึงกันเพียงไร
ดุจได้ประจักษ์แก่ตำนานแห่งโลกหล้า!!
แม้กระทั่งยอดฝีมือผู้กำลังปีนบรรพตอยู่ยังเบนสายตามามอง
“การเข้าไปปีนบรรพตเทพนภาคราม ข้าผู้นี้มิอาจพัวพันจริงแท้”
จอมเทพอวิ๋นเหอดูเฉยชา “แต่ข้ากล้าพูดว่าขอเพียงเจ้าไป เจ้าจะเผชิญศึกชิงวาสนามหาวิถีแน่นอน!”
“และเมื่อถึงยามนั้น เกรงว่าเจ้าต้องกลับไปมือเปล่าเสียแล้ว!!”
ด้วยวาจาเหล่านั้น หัวใจของทุกผู้ต่างสะท้านอย่างพรั่นพรึง ต่างคนล้วนเข้าใจความนัยในวาจาของจอมเทพอวิ๋นเหอ
นั่นคือ ขอเพียงซูอี้บุกไปปีนบรรพต คนอื่นๆ จะเข้ามาหยุดยั้งโจมตี ปล้นวาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลใดๆ ที่ชายหนุ่มได้รับมา!
“มิจำเป็นหรอก”
ซูอี้ยกไหสุราขึ้นจิบ
“มิจำเป็น?”
จอมเทพอวิ๋นเหอแค่นยิ้ม “บนบรรพตเทพนภาคราม เจ้าทำได้เพียงอาศัยความแข็งแกร่งตนเพื่อชิงวาสนา หาใช้อำนาจภายนอกได้ไม่!”
“และเมื่อใช้อำนาจภายนอกไม่ได้ เจ้าจะเอาสิ่งใดไปสู้จอมเทพเหล่านั้น? แค่พึ่งวิถีเต๋าขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วนั่นน่ะหรือ? หึ น่าขัน!”
วจีนั้นเผยความดูถูก
ผู้คนทั้งหลายล้วนตะลึง หากล้าเอ่ยวจีใดไม่
จอมเทพอวิ๋นเหอเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่สูงสุดในโลกหล้าแดนเทพ และซูอี้ก็ไม่ใช่ผู้ที่ใครก็ล่วงเกินได้
เมื่อพบสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายไม่ลดราวาศอกเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าพูดวจีใด?
ทว่าวาจาของจอมเทพอวิ๋นเหอนั้นเป็นที่เห็นด้วยของผู้คนมากมาย
จากที่ทุกผู้ทราบ ในศึกภูเขาหมิงคง ซูอี้ชนะเพราะเขาเชิญผู้ช่วยจากภายนอก และใช้สารพัดวัตถุภายนอกอันร้ายกาจอันตราย
ในศึกอารามกั้นเมฆา แม้เขาจะเผยอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์ออกมาสังหารจอมเทพหล่อหลอมขั้นหก แต่ผู้คนก็หาเชื่อไม่
พวกเขาเชื่อกันว่าการที่ชายหนุ่มทำเช่นนั้นได้ ก็เพราะยืมอำนาจภายนอกลึกลับร้ายกาจบางอย่าง
ลำพังวิถีเต๋าขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว ไม่มีทางฆ่าจอมเทพหล่อหลอมขั้นหกได้
เพราะมันบ้าบอเกินไป!!
มีเพียงศึกระหว่างซูอี้กับเยียนสุ่ยหมิงเท่านั้นที่ทำให้ผู้คนพอเชื่อว่า ไม่ว่าอำนาจต่อสู้ของซูอี้จะทรงพลังเพียงไร อย่างมากก็เทียบได้กับจอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่งหรือสองเท่านั้น
มิอาจแข็งแกร่งไปมากกว่านั้นได้
เพราะไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงไร มันก็ขัดแย้งกับสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง!
และเมื่อต้องปีนขึ้นบรรพตเทพนภาครามในขณะนี้ เขาย่อมมิอาจใช้อำนาจหรือวัตถุภายนอกชิ้นใดได้
ด้วยเหตุนี้ ซูอี้จะใช้อำนาจตนสู้กับจอมเทพเหล่านั้นได้หรือ?
“น่าขัน?”
ชายหนุ่มเหลือบมองจอมเทพอวิ๋นเหอ “อยากเดิมพันหรือไม่ หากข้าไปถึงยอดบรรพตได้ ให้เจ้าเฒ่าอวิ๋นเหอคุกเข่าโขกหัวแก่ข้าสามหนต่อหน้าธารกำนัล?”
เฮือก!
มีเสียงสูดหายใจเฮือกดังขึ้นกะทันหัน
จอมเทพอวิ๋นเหอดูผงะไป คิ้วของเขาขมวดแน่น “อายุปูนไหนแล้ว ยังเอาเรื่องแค่นี้มาเดิมพันเป็นเด็กเล่นไปได้!”
“แล้วเจ้ากล้าหรือไม่?” ซูอี้กล่าวเข้าประเด็น
บรรยากาศเงียบสงัด ทุกผู้มองไปยังจอมเทพอวิ๋นเหอ
แม้กระทั่ง ‘ผู้พิทักษ์บรรพต’ ซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าหลักศิลาวาสนาเทพมาตลอดยังแย้มยิ้มขณะหันมองจอมเทพอวิ๋นเหอ
สีหน้าของจอมเทพอวิ๋นเหอชั่วขณะนั้นคาดเดายาก แล้วแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ไม่ว่าเจ้าจะไปถึงยอดบรรพตได้หรือไม่ มันเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า? ข้ารังเกียจจะมาเล่นเป็นเด็กเช่นนี้กับเจ้า!”
“เพ้อเจ้อให้น้อยเถิด มิกล้าคือมิกล้า หุบปากไปเสีย!”
วั่นจื่อเทียนอดมิได้ที่จะเสสรวลล้อเลียน “เรื่องพวกนี้ เป็นรอยด่างพร้อยแก่ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ของเจ้าโดยแท้!”
ทุกผู้จำตัวตนของวั่นจื่อเทียนได้ และอดอื้ออึงกันอีกหนมิได้
สีหน้าของจอมเทพอวิ๋นเหอพลันคล้ำเครียด
“ข้าจะเดิมพันกับเจ้า!”
ทันใดนั้น เสียงเฒ่าชราเสียงหนึ่งดังขึ้น เรียกความสนใจผู้คนไปทันที
ผู้พูดคือตัวตนบรรพกาล ‘หลิ่วเซียงเหิน’ แห่งตระกูลหลิ่วเซียงโบราณ!