บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2308 กล่าวอะไรได้อย่างนั้น
บทที่ 2308 กล่าวอะไรได้อย่างนั้น
สำหรับซูอี้ การเก็บกวาดจอมเทพหล่อหลอมที่ต่ำกว่าขั้นสาม หาได้ต่างจากการหักคอไก่เชือดคอลิงไม่
มันช่างง่ายดายยิ่งนัก
ดังนั้น หลังจากเอาชนะจอมเทพทั้งห้าได้แล้ว เขาจึงยังคงปีนบรรพตต่อไป
แต่ที่ตีนเขา สถานการณ์กลับเหมือนหม้อเดือดจวนปะทุ!
ความโกลาหลแพร่กระจายทั่ว
“จอมเทพทั้งห้าถูกบดขยี้จนสิ้น! นี่ยังนับว่าเป็นฝีมือของตนตนขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วอีกหรือ?”
ไม่รู้ได้ว่ามีกี่ผู้ที่ตัวสั่นสะท้าน
“น่ากลัวยิ่งนัก เพียงหนึ่ง แต่กลับสามารถกวาดล้างจอมเทพทั้งห้าได้อย่างง่ายดาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีตัวตนในขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วคนใดที่สามารถทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”
“ข้าคิดว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเสียอีก แต่ใครจะคาดคิด……ว่าแม้แต่จอมเทพเหล่านี้ก็ยังไม่อาจทำสิ่งใดได้!”
จอมเทพอวิ๋นเหอ หลิ่วเซียงเหิน และตัวตนเฒ่าชราทั้งหลายต่างประหลาดใจ ไม่อยากเชื่อที่ตาเห็น
ก่อนหน้านั้น พวกเขาได้วิเคราะห์อำนาจต่อสู้ของซูอี้เอาไว้โดยเฉพาะแล้ว
สาเหตุที่ซูอี้เอาชนะจอมเทพหล่อหลอมขั้นหกในการศึกที่อารามกั้นเมฆาก่อนหน้านี้ได้ เป็นเพราะหยิบยืมอำนาจภายนอก
และด้วยพละกำลังของชายหนุ่มเพียงลำพัง เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องอุกอาจเช่นนี้จะเกิดขึ้น
แต่ยามนี้ พวกเขาอดสงสัยไม่ได้ว่า ตัวเองคาดเดาผิดไปหรือไม่
“ทีนี้ พวกเจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
วั่นจื่อเทียนหัวเราะ
ท่ามกลางผู้ชม เขาดูมีความสุขที่สุดแล้ว
หลิ่วเซียงเหินเดือดดาล ชี้ไปยังผู้พิทักษ์บรรพต ก่อนถามว่า “โกงกันซึ่งๆ หน้าเช่นนี้ เจ้ายังมองไม่เห็นอีกหรือ?”
ไม่แปลกใจที่เขาโกรธ เพราะก่อนหน้านี้เขาเดิมพันเรื่องซูอี้เอาไว้!
ทันทีที่แพ้ เขาจะต้องคุกเข่าต่อธารกำนัล แล้วคำนับให้ซูอี้สามครั้ง
เขาจะยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างไร?
ผู้พิทักษ์บรรพตชูนิ้วอวบอ้วนขึ้นมา ชี้ไปที่ ‘ตราประทับแรกบรรพกาล’ กลางสุญญะ ตอบว่า “รายละเอียดการต่อสู้ครั้งนี้ล้วนถูกบันทึกเอาไว้แล้ว เจ้าสามารถเบิกตามองดูอย่างละเอียดได้ว่ามีสัญญาณการโกงหรือไม่”
สีหน้าของหลิ่วเซียงเหินหมองหม่นไม่มั่นใจ สายตาของเขาจับจ้องตราประทับแรกบรรพกาล
มันสะท้อนการกระทำของซูอี้อย่างละเอียด ทุกขั้นตอนเด่นชัดยิ่งนัก
แต่หลังจากหลิ่วเซียงเหินมองดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น ทุกผู้ที่นี่ต่างมองดูเช่นกัน แต่กลับไม่พบเรื่องน่าสงสัยเช่นกัน
“คนแซ่ซูผู้นั้นครอบครองอำนาจวัฏสงสารกับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย กอปรกับมีความทรงจำในอดีตชาติมากมาย เช่นนั้นแล้วเขาจะถูกมองออกง่ายๆ ได้อย่างไร?”
หลิ่วเซียงเหินกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกว่า “ข้ามั่นใจว่าเขาต้องโกงแน่ๆ!”
อันที่จริง สถานการณ์ได้ดำเนินมาถึงจุดแตกหักแล้ว
ไม่ว่าซูอี้จะโกงหรือไม่ หลิ่วเซียงเหินก็ต้องกล่าวหาว่าซูอี้โกง
มีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้เขามั่นใจว่ายังพอมีทางออกสำหรับการเดิมพันอยู่!
ทว่าความคิดของเขาถูกผู้พิทักษ์บรรพตมองออก!
“จะโกงหรือไม่นั้นพวกเจ้าก็ได้เห็นกันแล้ว เพราะตราประทับแรกบรรพกาลคือหลักฐานที่หนักแน่นที่สุด”
รอยยิ้มอ่อนโยนที่มักปรากฏบนใบหน้าของผู้พิทักษ์บรรพตหายไป เขามองหลิ่วเซียงเหินอย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะกล่าวว่า “หากเจ้ากล้าตั้งคำถามอีก เท่ากับเป็นการใส่ร้ายเมืองเทียนตู และเจ้าจะต้องรับผลลัพธ์นั้นด้วย!”
คำพูดเหล่านั้นทำให้บรรยากาศพลันหมองหม่นเย็นยะเยือกขึ้นมา
ไม่อาจทราบได้ว่ามีกี่ผู้ที่หน้าถอดสี พวกเขาพบว่าการกระทำของหลิ่วเซียงเหิน ทำให้ผู้พิทักษ์บรรพตผู้แสนลึกลับโกรธเข้าแล้ว
“ข้า…”
หลิ่วเซียงเหินกำลังจะพูดบางอย่าง แต่กลับถูกจอมเทพอวิ๋นเหอห้ามไว้
“หากใช้จอมเทพหล่อหลอมขั้นสามแล้วยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงอันใด เช่นนั้นก็ยังมีจอมเทพหล่อหลอมขั้นสี่อยู่!”
จอมเทพอวิ๋นเหอถามอย่างราบเรียบว่า “ดังนั้นแล้วจะมาแตกตื่นกับเรื่องนี้ไปทำไมกัน?”
เสียงนั้นยังดังก้องไม่ทันจางหาย
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องอันน่าสังเวชพลันดังขึ้น
ทุกคนพลันเงยหน้ามอง เห็นร่างหนึ่งกระแทกตกลงมาจากบรรพต
เป็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมงูเหลือม คอถูกผ่าครึ่ง โลหิตไหลนอง
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นสี่! ที่มาจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!!
ทันใดนั้น ทั่วทั้งพื้นที่ตกอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนเผยสีหน้าแปลกประหลาด
จอมเทพอวิ๋นเหอคล้ายกับถูกตบหน้าจนแก้มชาด้าน เส้นโลหิตบนหน้าผากดูเด่นชัดขึ้นมา
“ฮ่าๆๆ!” วั่นจื่อเทียนหัวเราะเสียงดัง “ตาเฒ่าอวิ๋นเหอ ปากของเจ้าเหมือนดั่งพุทธเจ้าแผดตะเกียง ที่กล่าวอันใดได้อย่างนั้นหรือ?”
เสียงหัวเราะกระจายไปทั่วโลกหล้า
ผู้พิทักษ์บรรพตอดยิ้มกว้างไม่ได้ แก้มจ้ำม่ำของเขากลายเป็นก้อนแป้งกลมโต
ขนาดจอมเทพอวิ๋นเหอที่มักสุขุมเยือกเย็น ยังอดไม่ได้ที่จะเดือดดาลจนลอบกัดฟัน
“ถ้าหล่อหลอมขั้นสี่ไม่พอ หล่อหลอมขั้นห้าเลยเป็นไร?”
จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ข้าไม่เชื่อ ยังไงเขาก็ต้องโกง!!”
ทุกผู้มองออกว่า จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าผู้โด่งดังทั่วโลกแดนเทพผู้นี้กำลังสูญเสียความสงบไป รู้สึกกระสับกระส่ายยิ่งนัก
“ไม่!”
ขณะที่เสียงของเขายังคงดังก้อง เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งได้ดังขึ้น
จากนั้นผู้คนต่างพากันประหลาดใจ เนื่องจากเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นห้าจากตระกูลหลิ่วเซียงโบราณ ที่กระแทกลงกับพื้น
ถึงแม้บาดแผลจะไม่ได้สาหัส แต่เส้นผมของเขากระเซิง จมูกแตก ใบหน้าหมองจนดูน่าอับอายยิ่งนัก
“นี่มัน…”
ทุกผู้ต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ในใจสั่นสะท้าน ระคนประหลาดใจ เหตุใดพอจอมเทพอวิ๋นเหอพูดทีไร มันก็เหมือนเป็นการตบหน้าตัวเองอย่างไรอย่างนั้น?
หรือว่าปากของเขากล่าวอะไรได้อย่างนั้นจริง ดังประโยคที่ว่า ‘ทันทีที่กล่าว กฎเกณฑ์ก็เคลื่อนตาม’
วั่นจื่อเทียนหัวเราะอย่างหนักจนน้ำตาแทบไหลออกมา
นี่มันน่าสนใจยิ่งนัก!
พี่ฝูโหยวโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! เห็นได้ชัดว่าเขาจงใจเล่นงานจอมเทพอวิ๋นเหอ ดังนั้นจึงได้ลงมืออย่างรวดเร็ว เพื่อเก็บกวาดศัตรูบนภูเขา
เมื่อมองจอมเทพอวิ๋นเหออีกครั้ง แก้มของอีกฝ่ายกระตุกเกร็ง คิ้วขมวดด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับว่าตัวคนจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
เขาสูดหายใจเข้า กำลังจะกล่าวบางอย่าง
แต่ผู้พิทักษ์บรรพตกลับกล่าวเตือนด้วยความหวังดีว่า “สหายเต๋า โปรดระวังคำพูดด้วย”
ความหมายก็คือหุบปากเงียบๆ จะดีกว่าหรือไม่!
ทุกผู้ในที่นี้ไม่กล้าหัวเราะ ด้วยเกรงว่าจะทำให้จอมเทพอวิ๋นเหอเดือดดาลขึ้นมา
แต่จอมเทพอวิ๋นเหอจะมองไม่ออกหรือว่าคนเหล่านั้นกำลังกลั้นขำอยู่?
ทันใดนั้น ใบหน้าของเขาก็หมองคล้ำเสียยิ่งกว่าก้นหม้อเสียอีก!
ขณะเดียวกัน หลิ่วเซียงเหินผู้อยู่อีกด้านกลับกังวลขึ้นมา คิ้วขมวดแน่น
หล่อหลอมขั้นสี่ไม่มากพอ
ขนาดขั้นที่ห้าก็ไม่ได้ผล!!
หากเป็นอย่างนี้ต่อไป จอมเทพผู้อยู่เหนือขั้นหกจะสามารถจัดการได้หรือไม่?
ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น เล่อโหยวหยวนและตัวตนเฒ่าชราคนอื่นสงบสติอย่างยากลำบากเช่นกัน
พวกเขามองดูการเคลื่อนไหวของซูอี้อย่างใกล้ชิด แต่จนกระทั่งชายหนุ่มจัดการจอมเทพหล่อหลอมขั้นสี่ รวมถึงหล่อหลอมขั้นห้าได้สำเร็จ พวกเขาก็ไม่พบความผิดปกติ
ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาเกิดความคิดในใจที่ไม่อาจยอมรับได้……
ซูอี้ เทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว มีพลังต่อสู้น่าสะพรึง ห่างไกลจากที่พวกเขาคาดคิดไว้ในตอนแรก!
หรือก็คือ ในระหว่างการศึก ณ อารามกั้นเมฆา เป็นไปได้มากว่าซูอี้พึ่งพลังพาต่อสู้ของตัวเอง จนจัดการจอมเทพหล่อหลอมขั้นหกได้!!
ความจริงเช่นนี้ แทรกซึมอยู่ในใจอย่างไม่ต้องสงสัย มันช่างน่ากลัวนัก เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่แก่พวกเขา
มันทำให้ตัวตนบรรพกาลทั้งสามนี้ต้องประเมินความร้ายกาจของซูอี้เสียใหม่!!
ลองจินตนาการดูสิ หากตัวตนขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว สามารถสังหารจอมเทพหล่อหลอมขั้นหกได้ แล้วหากทำการพิสูจน์เต๋าเคลื่อนสู่ขอบเขตกำเนิดวาสนา จนกลายเป็นเทพชั้นสูง พลังต่อสู้ของเขาจะทรงพลังเพียงใด?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็ทำให้ผู้คนแตกตื่น
หลักฐานทั้งหมดนี้ย่อมบ่งชี้ว่าซูอี้ไม่ได้ใช้อำนาจภายนอกเข้าช่วยแม้แต่น้อยในบรรพตเทพนภาคราม
ทว่าก็ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกับประเด็นนี้ได้เช่นกัน
เพราะซูอี้มีเคล็ดวิชามากเกินไป มีประสบการณ์ในอดีตชาติมหาศาล เต็มไปด้วยความลึกล้ำอันน่าเหลือเชื่อ
หากคิดโกงจริง… ใครเล่าจะมองออก?
เมื่อยามนี้ห่างจากยอดบรรพตราวสามสิบจั้ง ซูอี้ได้พบกับจอมเทพหล่อหลอมขั้นเจ็ด
คนผู้นี้เป็นผู้หญิง สวมชุดสีดำ เส้นผมสีน้ำตาลเทายาว ดวงตาเย็นเยือกราวกับคมดาบ
ความโกลาหลใต้บรรพตกับผู้แพ้พ่าย คล้ายจะไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของนางแม้แต่นิดเดียว
นางยังคงขวางทางซูอี้ ท่วงท่าเย็นเยือกดุจขุนเขาหิมะ ไม่ขยับไปไหน
ซูอี้หยุดก้าวเดินอย่างเงียบงัน
นี่คือศัตรูตัวฉกาจ! กลิ่นอายอันเข้มข้นทั่วร่างจวนทะลุ
โดยไม่คิดให้มากความ ซูอี้รู้ได้ทันทีว่า ผู้หญิงคนนี้เหลืออีกก้าวเดียวก็จะเผชิญด่านเคราะห์ขั้นแปด!
แต่ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้ ต่อให้ทุ่มสุดตัว ยังยากจะเอาชนะคู่ต่อสู้ดังกล่าวได้
ทว่า…
นี่คือบรรพตเทพนภาคราม และหากแส้ทัณฑ์สวรรค์ไม่อาจทำอันใดเขาได้ ชายหนุ่มยังจะต้องหวาดเกรงอันใดอีก!
“เซิ่งอู้ ถอยออกมา”
ทันใดนั้น เสียงของจอมเทพอวิ๋นเหอดังขึ้น “เจ้าเทียบเขาไม่ได้หรอก”
ผู้หญิงในชุดดำขมวดคิ้ว
เห็นได้ชัดว่าไม่เต็มใจ
แต่ท้ายที่สุด นางยังคงพยักหน้า “ทราบแล้ว!”
นางหันหลังแล้วกำลังจะไปจากบรรพตเทพนภาคราม
ตู้ม!
แต่ยามนี้ ซูอี้พลันลงมือ ด้วยระยะห่างเพียงสิบจั้ง เขาฟาดฟันดาบออกไป
สิ่งที่ใช้คืออิทธิฤทธิ์มหาวิถี ‘เด็ดบุปผาบานเช้ายามอัสดง’ !
ผู้หญิงในชุดดำพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา ก่อนฟาดฝ่ามือออกไป
เปลวเพลิงสว่างไสวเจิดจ้าพลันปรากฏขึ้น ก่อตัวเป็นปทุมเพลิง ขวางกั้นปราณดาบอันมุ่งร้ายไว้
ปัง!!
ร่างของนางวูบไหว ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว แววตาเผยความประหลาดใจออกมา
คนผู้นี้…ทรงพลังขนาดนี้เชียวหรือ?
“รีบถอยมา!!”
จอมเทพอวิ๋นเหอตะโกนเสียงดัง
ซู่!
โดยไม่ลังเลอีก ผู้หญิงในชุดดำพลันหันหลังแล้วจรจาก
ซูอี้อดไม่ได้ที่จะเสียดายเล็กน้อย
นี่คือโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง พูดตามตรง หากเขาอาศัยเพียงอำนาจต่อสู้ของตัวเอง โอกาสชนะย่อมมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สามารถต่อสู้ได้
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายหลบหนีไปก่อน
ซูอี้พอจะคาดเดาเหตุผลได้ เห็นได้ชัดว่าจอมเทพอวิ๋นเหอคาดหวังในตัวผู้หญิงที่ชื่อ ‘เซิ่งอู้’ เอาไว้มาก เขารู้ว่าเซิ่งอู้ห่างจากการทะลวงเพียงก้าวเดียว
ดังนั้น ทันทีที่เซิ่งอู้ถูกเขาจัดการ วาสนามหาวิถีแรกบรรพกาลที่นางได้มาจากการเข้าบรรพตเทพนภาคราม ย่อมถูกซูอี้ชิงไป
ถ้าเช่นนี้ ย่อมเป็นไปได้ว่ามันจะส่งผลกับการทะลวงผ่านในอนาคตของเซิ่งอู้!
ดังนั้นจอมเทพอวิ๋นเหอจึงสั่งให้อีกฝ่ายถอยออกมา
ด้วยเหตุนี้ ซูอี้จึงได้แต่เสียดายอย่างสุดแสน
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคาดไม่ถึงคือ จอมเทพอวิ๋นเหอถ่ายทอดคำสั่งครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ตัวตนอันเก่งกล้าทั้งสามกับจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าอีกหนึ่งผู้ไปถึงยอดบรรพตล่าถอยออกมา!
เรื่องนี้ก่อให้เกิดความโกลาหล ทุกผู้ต่างสับสน ไม่มั่นใจว่าทำไมจอมเทพอวิ๋นเหอถึงทำเช่นนี้
ผู้ใดก็ตามที่ไปถึงยอดบรรพตได้ ย่อมติดหนึ่งในสิบทำเนียบยอดอิทธิฤทธิ์อย่างแน่นอน!
ส่วนจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้านาม ‘จื้อถิง’ คือสัตว์ประหลาดเฒ่าที่มาจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เช่นกัน พลังของเขาสุดหยั่งนัก
ทว่ายามนี้ จอมเทพอวิ๋นเหอกลับสั่งให้ตัวตนระดับนี้ถอยมา ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจ?
วั่นจื่อเทียนขมวดคิ้ว ตาเฒ่าอวิ๋นเหอผู้นี้มองเห็นอะไรบางอย่างงั้นหรือ?
ผู้พิทักษ์บรรพตเดาะลิ้น ราวกับรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
ในตอนนี้ ไม่มีใครวิตกเท่ากับหลิ่วเซียงเหิน
เขากล่าวออกมาอย่างเดือดดาลว่า “พี่ชายร่วมวิถี ทำแบบนี้ ข้าจะแพ้เอาจริงๆ นะ!”
หากแพ้การเดิมพัน เขาต้องคุกเข่าคำนับซูอี้ต่อหน้าทุกคนที่นี่
นี่มันแย่ยิ่งกว่าฆ่าตัวตายเสียอีก!!
ทันทีที่ทำเช่นนี้ ชีวิตของเขาจะตกต่ำ เจตจำนงจะพังทลาย ยามเดินอยู่ในโลกเทพต่อจากนี้ ตัวเขาจะกลายเป็นเรื่องชวนหัวอันเลื่องชื่อ!