บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2312 เฆี่ยนจอมเทพ
บทที่ 2312 เฆี่ยนจอมเทพ
หลิ่วเซียงเหินบังเกิดโทสะ เขากล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ซูอี้ จนบัดนี้แล้ว เจ้ายังกล้าดูหมิ่นข้า วอนตายแท้!”
ตู้ม!
อำนาจของจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าแผ่ออกมาจากร่างของเขา บดขยี้ทั่วทั้งแดนดิน
วั่นจื่อเทียนหรี่ตาลง อำนาจดาบน่าสะพรึงกลัวพุ่งจากร่าง
หากเปรียบกันแบบตัวต่อตัว เขาเหนือกว่าหลิ่วเซียงเหินอยู่อย่างเห็นได้ชัด!
“ฟังข้าสิ”
ซูอี้เหลือบมองวั่นจื่อเทียน
วั่นจื่อเทียนเห็นแล้วก็นิ่งไป
ไกลออกไป จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “พี่หลิ่วเซียง ยามนี้เจ้าลงมือได้เท่าที่ต้องการแล้ว มิจำเป็นต้องกลัวอันใดทั้งนั้น!”
“ได้!”
หลิ่วเซียงเหินพยักหน้า
“ช้าก่อน!”
ทันใดนั้น ผู้พิทักษ์บรรพตก็กล่าวขึ้นด้วยใบหน้ามืดมน “ห้ามมีการฆ่าคนเกิดขึ้นในเมืองเทียนตู หาไม่ อย่าโทษข้าที่ไม่ไว้หน้ากัน!”
หลิ่วเซียงเหินหัวเราะลั่น “อย่าห่วงเลย เราไม่ให้เขาตายง่ายๆ หรอก!”
ตู้ม!
ขณะที่กล่าวคลายกังวล ตรวนทิพย์สีม่วงอันเรืองรองได้ปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นวิหคม่วงสยายปีกโผบินสู่เวหา
การกระพือปีกของวิหคนั้นสาดคลื่นเพลิงขึ้นสู่นภา มันอาบไล้ด้วยอำนาจทำลายล้างขอบเขตอมรณา และทันใดนั้น กรงเล็บคู่แหลมก็เอื้อมคว้าใส่ซูอี้
ทุกผู้ในบริเวณล้วนกลั้นหายใจ ราวตกอยู่ในภวังค์ประหนึ่งจมลงสู่ขุมเพลิงอเวจีไร้สิ้นสุด
ไม่อาจทราบได้ว่าขณะนี้ มีผู้เปลี่ยนสีหน้ามากมายเพียงไร
อำนาจของตัวตนระดับจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้านั้นทรงพลังเสียจนชวนให้รู้สึกสิ้นหวัง!
แต่เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าร่วมขอบเขตต่างเห็นได้ว่าการโจมตีของหลิ่วเซียงเหินเป็นเพียงการลองเชิง
เขาระมัดระวังตัวอย่างยิ่งยามเผชิญหน้ากับซูอี้ ไม่กล้าเลินเล่อแม้แต่น้อย จากนั้นจึงใช้เคล็ดวิชาหนึ่งเป็นการ ‘โยนหินถามทาง’
หากเป็นไปได้ ก็ปราบซูอี้ลงเสีย
แต่หากไม่ ตนเองก็มิต้องตกอยู่ในอันตราย
ชายหนุ่มย่อมมองเหตุผลนี้ออก
เขาแย้มยิ้มและลงมือทันใด
ตู้ม!
เพียงหนึ่งเอื้อมมือ อำนาจทัณฑ์สวรรค์ก็กระหน่ำลงมาเยี่ยงธารสวรรค์สาดซัด
มันคืออำนาจที่มาแรกบรรพกาล ซึ่งสามารถสลายวิหคม่วงที่สยายปีกโฉบลงมาได้อย่างง่ายดาย
ท่ามกลางพิรุณแสงพร่างพรม อำนาจที่มาแรกบรรพกาลก็แปรเปลี่ยนเป็นแส้ยาว ฟาดเข้าใส่หลิ่วเซียงเหินอย่างดุเดือด
เพียะ!!!
ร่างของหลิ่วเซียงเหินกระเด็นออกไป
ณ ยามหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เขาผนึกมือขวางการโจมตีไว้ได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น การเฆี่ยนหนนี้ก็เกือบทำให้อำนาจคุ้มกายของเขาแหลกสลาย เลือดลมทั่วร่างปั่นป่วน อึดอัดไม่สบายยิ่งนัก
“เจ้าโกง!!”
หลิ่วเซียงเหินแผดเสียงอย่างเดือดดาล
ขณะนี้ เหล่าผู้ชมล้วนเดือดพล่านลือลั่น ตกตะลึงไปตามๆ กัน
ใครเล่าจะมองไม่ออกว่าสิ่งที่ซูอี้ใช้คืออำนาจทัณฑ์สวรรค์ซึ่งปรากฏขึ้นบนบรรพตเทพนภาครามเป็นครั้งคราวเมื่อก่อนหน้านี้?
นั่นคืออำนาจที่มาแรกบรรพกาลซึ่งทำร้ายและสยบจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าอย่างสาหัสได้!!
“ประเสริฐ!” ดวงตาของวั่นจื่อเทียนเรืองประกาย
ยามนี้เองที่เขาเพิ่งตระหนักว่าซูอี้ได้ความมั่นใจมาจากหนใด
ขณะที่ตัวตนบรรพกาลอย่างจอมเทพอวิ๋นเหอและเล่อโหยวหยวนล้วนไม่อาจสงบใจได้
แต่ก่อนพวกเขาจะทันได้ลงมือ ซูอี้ก็ลงมืออีกครั้งแล้ว
ตู้ม!
แส้ทัณฑ์สวรรค์ฟาดฟันอำนาจอันสะพรึงกลัวเข้าใส่หลิ่วเซียงเหินอีกครั้งราวมังกรครามตัวยาว
“ขึ้นมา!”
หลิ่วเซียงเหินใช้ตราประทับวิถีสีเลือดชิ้นหนึ่งเข้าสู้ นี่คือศาสตราวิถีอมรณาของเขา มีอำนาจอัศจรรย์นัก
ทว่าเพียงชั่วพริบตา ตราประทับวิถีสีเลือดนี้ก็ถูกฟาดกระเด็น ส่งเสียงกำสรวลสะท้านเวหา
อำนาจของแส้ทัณฑ์สวรรค์นี้ดุจกฎสวรรค์แห่งเมืองเทียนตู แล้วมันจะเทียบกันได้เช่นไร?
ด้วยการโจมตีนี้ มันไม่เพียงส่งสมบัติของหลิ่วเซียงเหินปลิวไป แม้กระทั่งแสงวิถีคุ้มกายของเขายังระเบิดแหลก
บาดแผลหนึ่งปรากฏขึ้นบนอกเขา เนื้อหนังเหวอะหวะ
“เจ้า……”
หลิ่วเซียงเหินเดือดดาล แส้ทัณฑ์สวรรค์นั้นน่าสะพรึงกลัวจริงแท้ ดูจะทำได้ทุกอย่าง และวิถีเต๋าจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าที่เขามียังมิอาจหลบได้ทันกาล
ในเมื่อซูอี้ลงมือ เขาก็จะไม่แสดงความเมตตาหรือลังเล หนึ่งเท้าสาวก้าวขึ้น แส้ทัณฑ์สวรรค์พร่างพรมเยี่ยงวายุพิรุณกระหน่ำ
หนแรก หลิ่วเซียงเหินยังพอสู้ได้บ้าง แต่เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา เขาก็ไม่อาจทานทน ถูกเฆี่ยนตีเสียจนบาดแผลมากมายปรากฏขึ้นทั่วร่าง แหงนหน้าแผดเสียงสนั่นลั่น
ทั่วทุกทิศอลหม่านเรรวน และผู้คนทั้งหลายต่างต้องหลบไปแสนไกล
“พี่หลิ่วเซียง ข้ามาช่วยแล้ว!”
ทันใดนั้น เล่อโหยวหยวนก็ตะโกนลั่น เขาใช้ยันต์ทองแดงแปดทิศเข้าโจมตีซูอี้ทันที
เขามองปราดเดียวก็เห็นได้ว่าอีกฝ่ายไม่อาจใช้อำนาจทัณฑ์สวรรค์ได้มากนัก และอำนาจนี้ก็บอกไม่ได้ว่าถึงตาย อย่างมากที่สุดมันก็ทำได้เพียงทำร้ายจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ หากประสานการโจมตี ก็มิต้องห่วงว่าจะล้มซูอี้ไม่ลง
ตู้ม!
ยันต์ทองแดงแปดทิศทะยานผ่านเวหา เปล่งแสงทองเฉิดฉัน ทว่ายังมิทันถึงเป้าหมาย อำนาจทัณฑ์สวรรค์สายหนึ่งก็พร่างพรมลงเช่นน้ำตกสาดซัด ฟาดลงบนยันต์ทองแดงแปดทิศอย่างดุเดือด
สมบัติชิ้นนี้สั่นสะท้าน ส่งเสียงครวญทะลวงนภา
และยามนั้น ซูอี้ก็ทิ้งหลิ่วเซียงเหิน หันไปโจมตีเล่อโหยวหยวน
เพียะ!!
แส้ตวัดฟาดเข้าใส่หน้าเล่อโหยวหยวน ทำให้กระดูกแก้มของเจ้าตัวแหลกร้าว ฟันกระเด็นหลุด โลหิตกบปาก
ร่างของเขาหมุนคว้างสามตลบดุจลูกข่าง แทบทรุดกับพื้น
ต้องบอกว่าเล่อโหยวหยวนช่วยหลิ่วเซียงเหินได้สำเร็จ แต่ตัวเขากลายมาเป็นเป้าเฆี่ยนของซูอี้แทน
แส้ทัณฑ์สวรรค์กระหน่ำเฆี่ยนจนเขาร้องโหยหวนดุจผีสางหมาป่าครั้งแล้วครั้งเล่า หากจะมีสิ่งใดเรียกว่าอัปยศ เช่นนั้นนี่แหละก็คือความอัปยศ
ภาพนี้ดูประหนึ่งเรื่องตลก
“ผู้พิทักษ์บรรพต นี่มันเรื่องอันใดกัน?!”
จอมเทพอวิ๋นเหอถามเสียงแข็ง
“เอ่อ……”
ใบหน้าอวบอ้วนของผู้พิทักษ์บรรพตใสซื่อบริสุทธิ์ ไหวไหล่กล่าวว่า “ข้าจะรู้ได้เช่นไร? ไปถามสหายเต๋าซูดีกว่าหรือไม่?”
ทุกผู้ “……”
จอมเทพอวิ๋นเหอโกรธจนปอดแทบระเบิด ไอ้อ้วนสมควรตายนี่โกหกอยู่ชัดๆ!
วั่นจื่อเทียนเกือบหลุดระเบิดหัวเราะออกมา
สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าในเวลานี้ดูไม่ต่างจากบุพการีถือไม้เรียวเฆี่ยนตีบุตรดื้อรั้นของตน เป็นภาพอลหม่านที่ดูมีชีวิตชีวานัก
ใครจะกล้าคิดเล่าว่าก่อนหน้านี้ เจ้าเฒ่าเหล่านี้จะประกาศตนยิ่งใหญ่ จับเป็นซูอี้กันอยู่?
เมื่อมองพวกเขาในยามนี้ สภาพแต่ละผู้น่าสังเวชยิ่งนัก!
จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าวอย่างโกรธเคือง “ข้าขอสั่งให้เจ้าหยุดเรื่องทั้งหมดนี้เดี๋ยวนี้ มิให้เจ้าคนแซ่ซู……”
เพียะ!!
แส้ทัณฑ์สวรรค์ฟาดหนึ่งหน ทำให้ร่างของจอมเทพอวิ๋นเหอกระเด็นถอยไปหลายก้าว
แม้กระทั่งวาจาของเขาก็ขาดช่วง
“เจ้าเฒ่าอวิ๋นเหอ คิดจริงๆ หรือว่าแค่ป้ายผุพังนั่นแผ่นเดียว เจ้าจะกร่างผยองไร้ระเบียบในเมืองเทียนตูได้?”
ดวงตาของซูอี้เต็มไปด้วยความเย้ยเยาะ
มือของเขาไม่ได้ขยับชักช้า ใช้อำนาจทัณฑ์สวรรค์กระหน่ำเฆี่ยนจอมเทพอวิ๋นเหออย่างดุเดือด
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
จอมเทพอวิ๋นเหอใช้สมบัติเข้าต้านทานอย่างสุดกำลัง ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่อาจหยุดได้อยู่ดี
ท้ายที่สุด เขาก็โชกไปด้วยโลหิต มวยผมยุ่งหลุดกระเซิง กัดฟันกรามแทบแหลก
“ลงมือด้วยกันเถิด!”
จอมเทพอวิ๋นเหอคำรามด้วยดวงตาแดงก่ำ
ตัวตนบรรพกาลอย่างหลิ่วเซียงเหินกับเล่อโหยวหยวนไม่อาจทนต่อบาดแผลและความอัปยศจากการถูกเฆี่ยนตีเนิ่นนานได้ ทั้งคู่จึงกระหน่ำการโจมตีราวคนบ้า
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ก่อนจะทันได้เข้าใกล้ พวกเขาล้วนถูกแส้ของซูอี้ฟาดกระเด็นทั้งสิ้น
เสียงกรีดร้องดังระงมตามกัน
ทุกผู้ล้วนสูดหายใจเฮือก มองศึกอันน่าขันเกินใดเทียบนี้อย่างครั่นคร้าม หัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกขำ
หนึ่งเทพชั้นกลาง แต่เมื่อใช้แส้ทัณฑ์สวรรค์ เขาก็เฆี่ยนจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้ากลุ่มหนึ่งจนร้องระงม!
เมื่อยามข่าวนี้แพร่งพราย ผู้คนในโลกหล้าคงเชื่อไม่ลง
มันบ้าระห่ำเกินไปนัก!
“ทุกท่านไม่คิดบ้างหรือว่า สหายเต๋าซูเหมือนกำลังฝึกสัตว์ร้ายอยู่?”
วั่นจื่อเทียนกล่าวอย่างแสนจริงจัง “ดูความเลิศล้ำของฝีมือนั่นสิ ไม่ว่าสุนัขเฒ่าเหล่านั้นจะบ้าคลั่งกันเพียงไร ก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้เลย”
ผู้พิทักษ์บรรพตกลั้นไว้ไม่ได้อีก เขาเผยรอยยิ้มออกมาจนปากแทบแตะหู
วั่นจื่อเทียนเหลือบมองชายร่างอ้วนผู้นี้และลอบกล่าวในใจว่าคนผู้นี้ไร้ความจริงใจยิ่งนัก เขาดูโกรธเคืองจนปัญญายิ่งตอนถูกประกาศิตกำเนิดวิถีข่มขู่ก่อนหน้านี้
แต่ยามนี้ ดูเหมือนจะแกล้งทำอยู่ชัดๆ!
เขาคงรู้มานานแล้วว่าพี่ฝูโหยวสามารถควบคุมอำนาจที่มาแรกบรรพกาลส่วนหนึ่งจากจักรวาลพร่างดาวเหนือบรรพตเทพนภาครามได้!
ทว่าคนผู้นี้เสแสร้งเก่งนัก อดกลั้นโทสะเก็บงำมิยอมบอกผู้ใด ช่าง…ร้ายกาจจริงๆ!!
บรรยากาศทั่วทิศในขณะนี้แปลกประหลาดนัก
ซูอี้เพียงลำพังเฆี่ยนตีจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้ากลุ่มหนึ่งจนแผดเสียงระงม
การรับรู้ของผู้คนมากมายถูกกระทบจนทำตัวไม่ถูก
จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าเหล่านั้นล้วนเป็นเช่นตำนาน ยืนตระหง่านเหนือโลกหล้าแดนเทพ ผู้ใดได้พบพานก็ทำได้เพียงแหงนมองอย่างเกรงขาม
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าคนเหล่านั้นก็อยู่ในสภาพอัปยศน่าสังเวชเช่นนี้ได้เช่นกัน!?
ยอดฝีมือทั้งหลายผู้มากับพวกจอมเทพอวิ๋นเหอเต็มไปด้วยความละอายไม่พอใจ หัวใจเต็มไปด้วยความอัปยศ
เหมือนยามบุตรได้เห็นบุพการีถูกเฆี่ยนตีเยี่ยงเดรัจฉาน ความรู้สึกนั้นเหมือนถูกพันมีดดาบกรีดเฉือน
“ไอ้อ้วนสมควรตาย! ยังไม่มาหยุดอีก!?”
จอมเทพอวิ๋นเหอแผดเสียง
เขาในขณะนี้โชกไปด้วยโลหิต เส้นผมกระเซอะกระเซิง และแม้จะมิได้บาดเจ็บสาหัส แต่ก็น่าเวทนานัก
ผู้พิทักษ์บรรพตรำพึงว่า “ก่อนหน้านี้ ท่านบอกข้าให้วางตัวเป็นกลางเองไม่ใช่หรือ เหตุใดข้าจะมิทำตามกัน? อีกประการ ข้าในฐานะผู้พิทักษ์บรรพตไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งเช่นนี้ได้หรอก”
ทุกผู้ “……”
ขณะนี้ มีหลายบุคคลเห็นได้แล้วว่าในหมู่ผู้คนทั้งมวลที่นี่ ชายร่างอ้วนผู้นี้โหดเหี้ยมร้ายกาจที่สุด!
เขาขุดหลุมพรางล่วงหน้า รอให้จอมเทพอวิ๋นเหอเดินร่วงลงไปเองในยามนี้
ผู้พิทักษ์บรรพตลูบใบหน้าอวบอ้วนของเขา สีหน้าแสนเคร่งขรึมเมตตา และกล่าวว่า “แต่สหายเต๋าทั้งหลายโปรดวางใจ การฆ่าคนในเมืองเทียนตูนั้นทำไม่ได้ ข้ารับปากว่าพวกเจ้ามิตายหรอก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกจอมเทพอวิ๋นเหอก็โกรธเสียจนแทบระเบิด
นี่เป็นการปล่อยให้พวกเขาถูกซูอี้ยำเละโดยสมบูรณ์ และเจ้าอ้วนนี่จะเข้าหยุดก็ต่อเมื่อชีวิตของพวกเขาแขวนบนเส้นด้ายเท่านั้น!
แต่พวกเขารับผลเช่นนั้นไม่ได้!
จริงอยู่ที่ซูอี้อาจไร้โอกาสสังหารพวกเขา แต่หากเฆี่ยนจนวิถีเต๋าของพวกเขาบาดเจ็บหรือถูกทำลายไปเล่า?
ชิ้ง!
วั่นจื่อเทียนเห็นแล้วขบขัน ใช้ดาบคู่กายตนทะลวงโจมตีเข้าไปทันที
เดิมที เขาคือยักษ์ใหญ่ในวิถีดาบผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งเก้าด่านเคราะห์หลอมวิถี แพ้พ่ายให้เพียงอี้เต้าเสวียนตราบชั่วชีวิต อำนาจต่อสู้ของเขาย่อมแข็งแกร่งอย่างมิต้องสงสัย
ทันทีที่ขยับตัว เขาก็มุ่งไปยังหลิ่วเซียงเหิน ตั้งใจจะบีบให้ไอ้แก่นี่คุกเข่าโขกหัวตามสัญญาเดิมพัน!!
ขณะนั้นเอง ผู้พิทักษ์บรรพตก็ไม่ลืมที่จะกล่าวเตือนเขาอย่างกะตือรือร้น
“สหายเต๋า เช่นไรก็ฆ่าคนมิได้นะ หาไม่ ข้าจะถูกบีบให้เข้าพัวพัน”
พรืด!
ไกลออกไปในหมู่ผู้คน ฉี่เวยกลั้นขำไม่ไหวอีกต่อไป คู่เนตรงามหยีเป็นจันทร์เสี้ยว ร่างอรชรสะท้านสั่นหัวเราะขำอย่างเกินควบคุม
เจ้าอ้วนนี่สร้างปัญหาเก่งเป็นเลิศจริงแท้!
และเมื่อจอมเทพอวิ๋นเหอเห็นวั่นจื่อเทียนลงมือ หัวใจของเขาก็ร่วงวูบ ดวงตาฉายประกายมาดมั่น
เร่งนำประกาศิตกำเนิดวิถีออกมาทันที