บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2313 เบญจบรรพ์ปฐมสวรรค์
บทที่ 2313 เบญจบรรพ์ปฐมสวรรค์
“คุกเข่า!”
วั่นจื่อเทียนตวัดดาบฟาดฟันอย่างดุเดือด
เคร้ง!!
รัศมีเทพเรืองรองจรัสจ้าพร้อมเสียงสนั่นลั่นพสุธา และหลิ่วเซียงเหินผู้บาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วก็ทรุดลงกับพื้น
อำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวนั้นแทบสะบั้นแขนทั้งสองของเขาลง!
เรื่องอันตรายกว่าก็คือ แส้ทัณฑ์สวรรค์ฉวยโอกาสนี้โจมตีลงมาอีกครั้ง ทำให้ตัวคนชุ่มโชกด้วยโลหิต มิอาจต่อสู้กับวั่นจื่อเทียนได้อีก
และวั่นจื่อเทียนก็ไม่พลาดโอกาสอันสมบูรณ์แบบนี้ ก้าวมาคว้าคอหลิ่วเซียงเหินไว้ทันที
“อย่าฆ่านะ!!”
ไกลออกไป ผู้พิทักษ์บรรพตรีบร้องเตือน
ทว่าคำเตือนนี้ช่างซ้ำซ้อนแท้ หากคิดจะฆ่าหลิ่วเซียงเหินจริงๆ ดาบเดียวก็ผ่าร่างเขาได้แล้ว ไม่ต้องมาใช้มือเปล่าคว้าคอของอีกฝ่ายไว้เช่นนี้หรอก
“พี่อวิ๋นเหอช่วยด้วย!!”
หลิ่วเซียงเหินแผดเสียงร้องขณะดิ้นรนสุดชีวิต
เปรี้ยง!
อึดใจต่อมา วั่นจื่อเทียนก็คว้าคอเขา ฟาดศีรษะลงบนพื้น
แรงเสียจนใบหน้าของเขาปริแตก เปรอะโลหิตแดงฉาน
เกิดเสียงอุทานดังขึ้นในบริเวณ
ตัวตนบรรพกาลคนอื่นพยายามเข้าช่วยเหลือหลิ่วเซียงเหิน ทว่าล้วนแต่ถูกแส้ทัณฑ์สวรรค์ฟาดไล่ไปทั้งสิ้น
“โขกหัวเสียงไม่ดังพอ เอาใหม่!”
วั่นจื่อเทียนคว้าคอหลิ่วเซียงเหอราวก้อนอิฐ เตรียมฟาดลงมาอีกครั้ง
ตู้ม!
ทันใดนั้น อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวพลันแผ่ขยายในแดนดิน
ทั่วทั้งเมืองเทียนตูสั่นสะท้าน
สุญตาทั่วทศทิศพังทลาย
รุ้งทิพย์สีเงินสายหนึ่งพลันปรากฏ พุ่งทะลวงใส่วั่นจื่อเทียนราวหอก
รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
ในระหว่างเหตุการณ์คับขันนั้นเอง แส้ทัณฑ์สวรรค์ก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ฟาดลงบนรุ้งสีเงินอย่างรุนแรง
ทว่าเรื่องน่าสะพรึงกลัวก็คือ รุ้งสีเงินนั้นระเบิดอำนาจยิ่งใหญ่เกินประมาณ บดขยี้อำนาจแส้ทัณฑ์สวรรค์ลงได้!
รุ้งทิพย์สีเงินยังคงพุ่งเข้าใส่วั่นจื่อเทียนอย่างไร้อุปสรรค!
วั่นจื่อเทียนสัมผัสถึงความผิดปกติได้ และคว้าหลิ่วเซียงเหินขวางตรงหน้าตนทันที
ดวงตาของหลิ่วเซียงเหินเบิกกว้างอย่างตกตะลึง
อำนาจของรุ้งทิพย์สีเงินนั้นห่างไกลเกินขอบเขตอมรณาเทียบชั้น น่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขต
เมื่อเผชิญหน้ากับมัน จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าอย่างหลิ่วเซียงเหินยังรู้สึกสิ้นหวังจนปัญญา
แต่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจู่ๆ รุ้งทิพย์สีเงินจะหยุดลงกะทันหันมาเมื่อมาอยู่ต่อหน้าหลิ่วเซียงเหินสามฉื่อ
และชั่วพริบตาต่อมา รุ้งทิพย์สีเงินก็หายวับไปปรากฏในมือของคนผู้หนึ่งไกลออกไป
ยามนี้เอง ทุกผู้จึงเพิ่งเห็นชัดว่าข้างกายจอมเทพอวิ๋นเหอ มีร่างอันพร่ามัวยิ่งร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
อีกฝ่ายแต่งกายด้วยอาภรณ์ยาว เรือนผมยาวสยาย ร่างผอมสูง ไม่อาจเห็นใบหน้าได้ชัดเจน
รอบกายเขามีอักขระสีเงินคล้อยเคลื่อนเยี่ยงกระแสธาร เผยบรรยากาศดุจนิรันดร์เกินคาดหยั่ง
แม้ร่างนั้นจะพร่ามัวเลือนรางยิ่ง ทว่ายามปรากฏขึ้น ตัวคนกลับให้ความรู้สึกยิ่งยง สูงส่งเหนือใดในโลกหล้า!
ทุกผู้ผงะนิ่ง สั่นสะท้านทั้งใจกาย อดไม่ได้ที่จะครั่นคร้าม เหมือนไม่ได้เผชิญหน้ากับมนุษย์ แต่เป็นจ้าวเหนือวิถีสวรรค์!
จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าทั้งหลายต่างตะลึง ปรากฏหนึ่งความคิดขึ้นในใจ……
วิถีแห่งอนันตกาล ตัวตนอันมิอาจประมาณขอบเขต!!
ตู้ม!
แล้วอีกฝ่ายก็กดมือลงบนอากาศ
ซูอี้ผู้ใช้อำนาจทัณฑ์สวรรค์เฆี่ยนตีเหล่าจอมเทพอยู่พลันสัมผัสถึงแรงกดดันร้ายกาจได้
ม่านตาของเขาหดตัวอย่างเงียบเชียบ แค่นเสียงเย็นชา และใช้เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในร่างเร่งใช้ที่มาแรกบรรพกาล ณ ที่นี้อย่างสุดกำลัง จึงสลายแรงกดดันมหาศาลนั้นไปได้
ทว่าเหล่าตัวตนบรรพกาลผู้บาดเจ็บจากการถูกเฆี่ยนในขณะนี้ต่างถอยหนีไปไกลแล้ว
“มิน่าเล่า เจ้าอวิ๋นเหอจึงใช้จำนงอนันตกาลของข้า ที่แท้ก็ถูกที่มาแรกบรรพกาลสยบอยู่นี่เอง”
ร่างนั้นกล่าวขึ้น วจีของเขากังวานชัดได้ยินถ้วนทั่วทุกคู่โสต
“น่าละอายนัก ทำให้บรรพชนเต๋าขบขันเสียแล้ว”
จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าวตามมารยาท
แทบจะพร้อมกันนั้น ผู้พิทักษ์บรรพตก็รีบเข้ามาคารวะ “บรรพชนเต๋าลู่ ไม่ได้พบกันนานเลย”
ใบหน้าอวบอ้วนนั้นเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
ทั่วทุกทิศเงียบสงัด
ผู้คนตกตะลึงในใจ เดาตัวตนของร่างพร่ามัวนั้นขึ้นได้……
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อ!
ตัวตนผู้พิสูจน์วิถี บรรลุถึงธารนทีแห่งโชคชะตาไว้ตั้งแต่ช่วงแรกกำเนิดโลกเทพ!!
วั่นจื่อเทียนเข้ามาหาซูอี้อย่างเงียบเชียบ กล่าวผ่านกระแสปราณว่า “นี่น่าจะเป็นเพียงเสี้ยวเจตจำนงเดียวของบรรพชนเต๋าลู่ซื่อ หากต่อจากนี้เจ้าจะลงมือ ให้ข้านำไปก่อนนะ!”
เขาดูเคร่งขรึม
อย่ามองว่าบรรพชนเต๋าลู่ซื่อเป็นเพียงเสี้ยวเจตจำนง อำนาจของอีกฝ่ายน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ดุจสรวงสวรรค์เคลื่อนลงสยบ!
“มิต้องหรอก”
สีหน้าของซูอี้ราบเรียบ “แค่อำนาจเจตจำนงเสี้ยวเดียว ทำอันใดไม่ได้มากหรอก!”
วั่นจื่อเทียนผงะไป เจ้านี่ พี่ฝูโหยวกล้ามิเห็นอำนาจจำนงของตัวตนขอบเขตอนันตกาลในสายตาหรือ?
ทว่าซูอี้ไม่ได้ให้คำอธิบายใด
นับแต่บนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย เขาเคยสนทนากับเหอปั๋วและรับรู้บางอย่างเกี่ยวกับขอบเขตอนันตกาลมาบ้างแล้ว
จากวาจาของเหอปั๋ว ก่อนยุคตำนานทมิฬจะปรากฏ ยอดฝีมือบนธารนทีแห่งโชคชะตาไม่อาจฝืนพัวพันกับเรื่องราวในโลกเทพได้!
แม้กระทั่งเจตจำนงก็ไม่อาจ!!
หากฝืนนำตัวมาพัวพัน ก็จะถูกตอบโต้
เหอปั๋วเป็นตัวตนผู้เหยียบย่างสู่ธารนทีแห่งโชคชะตา ก้าวเดินบนวิถีอนันตกาลมาเนิ่นนาน
วาจาของเขาไม่มีทางผิดพลาดไปได้
ดังนั้น ในขณะนี้ แม้เจตจำนงเสี้ยวนี้ของบรรพชนเต๋าลู่ซื่อจะน่าสะพรึงกลัวเกินคาดฝันในสายตาซูอี้
ทว่า……
หากลงมือเต็มที่จริงๆ ก็อาจไม่ถึงกับไร้หนทางชนะ!
“มิได้พบกันนานจริงๆ”
อวตารของบรรพชนเต๋าลู่ซื่อทอดถอนใจ “ข้ายังจำได้ว่าคราแรกยามข้ามา นายของเจ้ายังอยู่ที่นั่น และข้าก็เสสรวลเสวนา หารือวิถีกันสี่สิบเก้าวันเต็ม”
“เมื่อหวนมาเยือนในยามนี้ ข้าก็มาได้เพียงเสี้ยวจำนง ขณะที่นายเจ้าหายตัวไปเนิ่นนาน”
วาจานั้นดูจะเป็นการรำลึกความหลัง
ทว่าเนื้อหาวาจานั้นทำให้หัวใจของทุกผู้สั่นสะท้าน
ปรากฏว่าเหนือวิญญาณศิลาของหลักศิลาวาสนาเทพนี้ ยังมี ‘นาย’ ของผู้พิทักษ์บรรพตนี้อยู่อีก! และยังเคยหารือวิถีกับบรรพชนเต๋าลู่ซื่อมาก่อนด้วย!!
ผู้พิทักษ์บรรพตกล่าวเสียงต่ำ “นายข้าก็กล่าวไว้เช่นกันว่าบรรพชนเต๋าลู่เป็นผู้เลิศล้ำทั่วฟ้าดิน และยามเขาหารือวิถีกับบรรพชนวิถี บรรพชนวิถีก็ทำให้นายข้าประทับใจอย่างลึกล้ำ”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อถามขึ้นอย่างกะทันหันว่า “เช่นนั้นข้าขอถาม กาลก่อนนายเจ้าเดินทางไปที่ใด?”
เห็นได้ชัดว่าคำถามนี้ทำให้ผู้พิทักษ์บรรพตร้อนใจ ก้มหน้าลงตอบว่า “ข้ามิทราบ”
“ไม่ทราบ?”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรำพึงว่า “อันที่จริง ข้ารู้แล้วว่าถึงนายของเจ้าจะยอมรับข้าเป็นสหายเต๋าผู้หนึ่งเมื่อกาลก่อน แต่ก็หาคิดไม่ว่าข้ากับนางจะเป็น ‘สหายร่วมวิถี’ กัน”
เสียงของเขาเจือความเสียดาย
ผู้พิทักษ์บรรพตรีบกล่าวว่า “บรรพชนเต๋าใช้วจีหนักหนาเกินไปแล้ว นายข้า……”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อโบกมือพลางแย้มยิ้ม “มิต้องอธิบายหรอก นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับนายเจ้า ข้ารู้ นางรู้”
ผู้พิทักษ์บรรพตเงียบไปครู่หนึ่ง
เมื่อได้ยินบทสนทนาเช่นนี้ หลายผู้ก็ตระหนักชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างบรรพชนเต๋าลู่ซื่อและนายของผู้พิทักษ์บรรพตนี้ ไม่ใช่เพียงสหายเก่าอย่างเห็นได้ชัด!
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อหยุดพูดถึงเรื่องเหล่านี้
เขาหันไปกล่าวกับซูอี้จากไกลๆ ว่า “ขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าด้วย”
ทุกผู้ต่างผงะ
ซูอี้ก็เลิกคิ้ว “ไฉนจึงมากล่าวแสดงความยินดี”
“ที่มาแรกบรรพกาลคือหนึ่งใน ‘เบญบรรพ์ปฐมสวรรค์’ อันบังเกิดยามแรกกำเนิดโลกเทพ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน ‘อำนาจต้นกำเนิด’ ของอารยธรรมยุคสมัยปัจจุบัน”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อกล่าวว่า “หากให้ย้อนถึงต้นกำเนิด มหาวิถีทั้งมวลในโลกหล้าแดนเทพต่างมาจาก ‘เบญจบรรพ์ปฐมสวรรค์’ ทั้งสิ้น”
“อำนาจต้นกำเนิดทั้งห้านี้เปรียบเหมือนที่มาบรรพกาลแห่งมหาวิถีโลกเทพ รากแก่นแห่งกฎเกณฑ์ ที่มาแห่งบัญญัติ!”
“หากได้มาสักหนึ่งอย่าง ภายหน้าเจ้าก็จะมีโอกาสครองอารยธรรมยุคสมัย”
เมื่อทุกผู้ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาต่างตกตะลึง หัวใจปั่นป่วน
เบญจบรรพ์ปฐมสวรรค์!
ที่มาบรรพกาลแห่งมหาวิถี!
หากได้มาสักหนึ่งอย่าง ภายหน้าเจ้าก็จะมีโอกาสครองอารยธรรมยุคสมัย!!
และที่มาแรกบรรพกาลในมือซูอี้ก็คือหนึ่งในเบญจบรรพ์ปฐมสวรรค์
ใครเล่าจะไม่ตื่นตะลึงกับเรื่องนี้?
“นั่นคือเหตุผลที่ข้าแสดงความยินดีกับเจ้า”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อกล่าวว่า “ได้ที่มาแรกบรรพกาลมาก่อนยุคตำนานทมิฬจะบังเกิด และภายหลัง…ย่อมสามารถเอื้อมถึงจุดสูงสุดแห่งสวรรค์ ไม่มีทางพลาดโอกาสเป็นตัวตนผู้ปกครองในยุคสมัยปัจจุบันได้!”
วาจานั้นทำให้ทุกสายตาที่มองมายังซูอี้แปรเปลี่ยนไป
“พี่ฝูโหยว เจ้าเฒ่านี่จงใจชมให้เจ้าลำบาก ระวังด้วย!”
ทันใดนั้น เสียงของวั่นจื่อเทียนก็ถูกส่งมาถึงโสตซูอี้
ซูอี้หรี่ตาลง
เขาก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน
คนอย่างลู่ซื่อไร้ความจำเป็นต้องมาอธิบายถึงที่มาของแรกบรรพกาลต่อธารกำนัลเลย
แต่อีกฝ่ายทำเช่นนั้น
จุดประสงค์นั้นจึงชัดเจนว่า ทำเพื่อแพร่ข่าวไปให้ทั่วโลกหล้าแดนเทพ ให้ซูอี้กลายเป็นเป้าหมายของคนทุกผู้!
แต่ซูอี้หาสนใจไม่
เพราะเขาถูกคนไม่รู้มากมายเพียงไรทั่วทั้งโลกหล้าแดนเทพหมายหัวเพราะวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมาก่อนแล้ว
ยามนี้ก็แค่เพิ่มที่มาแรกบรรพกาลไปอีกอย่าง ต่อให้โลกหล้ารับรู้ก็หาส่งผลใดไม่
ผู้พิทักษ์บรรพตกระแอมแห้งๆ และกล่าวว่า “เห็นได้ว่าบรรพชนเต๋าลู่ให้ค่าแก่สหายเต๋าซูมากนัก แต่ด้วยความเคารพ ที่มาในมือของสหายเต๋าซูเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ไม่ได้สมบูรณ์แต่อย่างใด”
“และที่มาแรกบรรพกาลอันไม่สมบูรณ์นี้ ไม่อาจทำให้สหายเต๋าซูเอื้อมถึงสถานะครองยุคสมัยในอนาคตได้หรอก”
ทุกผู้ต่างผงะไป มิสมบูรณ์หรือ?
ซูอี้เข้าใจว่า แม้ผู้พิทักษ์บรรพตจะดูเหมือนด้อยค่าเขา แต่แท้จริงอีกฝ่ายกำลังช่วยตัวเขาคลี่คลายหายนะอยู่!
“นอกจากนั้น……”
ผู้พิทักษ์บรรพตเหมือนจะยังพูดไม่จบ ทว่าบรรพชนเต๋าลู่ซื่อกล่าวขัดขึ้น “พอแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลว่าซูอี้จะกลายเป็นเป้าหมายหัวของคนทุกผู้”
“น่าเสียดาย ตัวตนพิเศษเช่นเขา อำพรางด้วยเหตุเช่นนี้มิได้หรอก”
“เพราะถึงอย่างไร ใครบ้างทั่วฟ้าดินมิทราบว่า ตัวตนในตำนานนี้ถือครองวัฏสงสารอยู่?”
“แม้กระทั่งผู้เฒ่าบางคนบนธารนทีแห่งโชคชะตายังเคยได้ยินนามเขา!”
หนึ่งวาจาเปี่ยมความรู้สึก
ผู้ไม่เข้าใจสถานการณ์ เกรงว่าคงคิดว่าวาจาของบรรพชนเต๋าลู่ซื่อกำลังชื่นชมซูอี้
ขณะที่ผู้รู้เรื่องราวเบื้องลึกต่างได้ยินแล้วผงะตะลึง!
สรุปคือ ไม่ใช่เพียงคนจากโลกหล้าแดนเทพเท่านั้นที่หมายหัวซูอี้อยู่
ตัวตนขอบเขตอนันตกาลบางผู้บนธารนทีสายยาวแห่งโชตชะตาก็หมายหัวเขาอยู่เช่นกัน!!
ใครเล่าจะไม่ตกใจ?
ซูอี้กล่าวขึ้นว่า “พูดจบแล้วหรือยัง?”
น้ำเสียงของเขามีความเหลืออดอย่างมิได้ปิดบัง
ทุกผู้ลอบตกใจ ใครจะคาดคิดเล่าว่ายามนี้ ซูอี้จะยังกล้าผยองกร้าว?
ลู่ซื่อเพียงแค่แย้มยิ้ม กล่าวอย่างไม่ได้สนใจ “สหายเต๋ารอสักครู่”
เขาหันไปกล่าวกับจอมเทพอวิ๋นเหอ “หนนี้ พวกเจ้าไม่ควรใช้อวตารจำนงของข้านะ”
วาจานั้นแสนเยือกเย็น
ทว่ามันกลับทำให้หัวใจของจอมเทพอวิ๋นเหอดิ่งวูบ กระซิบออกมาว่า “บรรพชนเต๋าโปรดอย่าถือสา พวกเรา…พวกเราถูกบีบให้อับจนหนทางแล้ว!”