บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2314 เป็นได้เพียงศัตรู
บทที่ 2314 เป็นได้เพียงศัตรู
ถูกบีบจนหนทาง!
เมื่อได้ยินประโยคนี้จากปากของจอมเทพอวิ๋นเหอ ผู้คนทั้งหลายในที่นี้ก็ยากสงบใจ
จอมเทพเหล่านี้ไม่แข็งแกร่งพอหรือ?
เปล่าเลย
มันเป็นเพราะในเมืองเทียนตูแห่งนี้ ซูอี้สามารถควบคุมอำนาจที่มาแรกบรรพกาลได้ จึงเฆี่ยนตีพวกเขาเสียเละเทะ!
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อรำพึง “น่าเสียดาย ประกาศิตนี้ของข้า อวตารจำนงนี้ของข้าก็น่าเสียดายเช่นกัน มันน่าจะมีประโยชน์อื่นอย่างมหาศาล แต่กลับมาเสียไปที่นี่”
ทันใดนั้น จอมเทพอวิ๋นเหอ หลิ่วเซียงเหิน และคนอื่นๆ ก็สงบใจได้ยาก
ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ทันทีว่าบรรพชนเต๋าลู่ซื่อกำลังแสดงความไม่พอใจต่อพวกเขา!!
“หากมีวัตถุภายนอกใดก็ย่อมถูกวัตถุภายนอกเหล่านั้นเหนี่ยวรั้งเป็นภาระ”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อกล่าวว่า “เพราะมีประกาศิตของข้า พวกเจ้าจึงกร่างมาประชันกับสหายเต๋าซูที่นี่ได้ และเพราะเหตุนี้เอง พวกเจ้าจึงติดภาวะคอขวด เป็นได้เพียงจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า”
วาจาของเขาทำให้สีหน้าของพวกจอมเทพอวิ๋นเหอซับซ้อนขึ้นอย่างยิ่ง
จริงเช่นเขาว่า ตามแผนเดิมของพวกเขา พวกเขาก็แค่ต้องใช้ประกาศิตกำเนิดวิถี ก็ปราบซูอี้ที่นี่ได้แล้ว
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าผลลัพธ์ใดจะตามมาหลังจากใช้ประกาศิตนี้ไปแล้ว
นี่คือการถูก ‘วัตถุภายนอก’ ถ่วงรั้ง!
“สหายเต๋าซูเป็นคู่ต่อสู้ที่ต้องให้เกียรติจากใจ และมีเพียงการให้ความสนใจเขาอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะมีโอกาสประชันกับเขาได้”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อกล่าวอย่างจริงจัง
ทุกผู้ต่างประหลาดใจ
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าบรรพชนเต๋าลู่ซื่อจะมาตำหนิพวกจอมเทพอวิ๋นเหอต่อหน้าซูอี้!
และเห็นได้ไม่ยากว่า วาจาของบรรพชนเต๋าลู่ซื่อให้ความสำคัญกับซูอี้มากนัก!
ไร้การดูถูกเหยียดหยามเหมือนแถลงบางอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ
ทั้งหมดนี้ทำให้ความประทับใจของผู้คนต่อบรรพชนเต๋าลู่ซื่อแปรเปลี่ยนไปเป็นเกรงขาม
ซูอี้เลิกคิ้ว
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อผู้นี้พิเศษยิ่ง และศัตรูเช่นนี้ก็มักจะอันตรายน่าสะพรึงกลัวที่สุด!
“บรรพชนเต๋ากล่าวได้จริง”
จอมเทพอวิ๋นเหอรำพึง “หนนี้ เราเองที่กระทำการบุ่มบ่าม”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อพยักหน้า “พวกเจ้าต่างเป็นตัวตนระดับยักษ์ใหญ่ โด่งดังทั่วฟ้าดินกันทั้งนั้น สัจธรรมหลายอย่าง ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบาย พวกเจ้าก็เข้าใจกันเป็นอย่างดี”
“ข้าแค่อยากบอกว่า ศึกมหาวิถีโดยแท้จริงนั้น ไม่อาจพึ่งพาโชคลางใดๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปักใจฝากกุญแจแพ้ชนะแก่แผนการและวัตถุภายนอก”
ว่าแล้ว บรรพชนเต๋าลู่ซื่อก็กล่าวกับซูอี้ “สำหรับผู้เฒ่าเช่นเรา เป็นตาย แพ้ชนะ ท้ายที่สุดก็ล้วนอยู่ที่คำว่า ‘ความแข็งแกร่ง’ ทั้งสิ้น”
“ข้าใคร่รู้ว่าสหายเต๋าซูเห็นด้วยหรือไม่?”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ ว่า “เจ้าควรไปบอกเช่นนี้กับพุทธเจ้าแผดตะเกียงผู้ชอบเร้นกายเล่นหมากหลังฉากมากกว่า และจะดีที่สุดหากให้คนตกปลามาฟังด้วย เขาจะได้ไม่ต้องเปลืองสมองคิดแผนสมคบคิดมิเข้าท่าใดๆ ได้ทุกวี่วัน”
วาจาของชายหนุ่มเจือคำค่อนแคะต่อพุทธเจ้าแผดตะเกียงและคนตกปลา
ในหมู่ศัตรูร้ายทั้งหลายของเขา ในด้านการวางแผนมากอุบาย เจ้าเฒ่าสองคนนี้เลิศล้ำเกินใคร
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อแย้มยิ้มกล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าสหายเต๋ามีอคติต่อพุทธเจ้าแผดตะเกียง”
ว่าแล้ว เขาก็เปลี่ยนวาทะ “ข้าบอกได้ว่าพุทธเจ้าแผดตะเกียงไม่ได้ทำเป็นเพียงเดินหมาก ยามเขาเข้าสู่ตาหมากด้วยตนเอง จะเปลี่ยนความคิดของสหายเต๋าได้แน่”
ซูอี้แค่นเสียงในคอ “งั้นข้าจะรอดูว่าเขาจะกล้าลงมือเองยามใด”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อกล่าวอย่างดูเคร่งขรึม “ขอเพียงสหายเต๋ารอดไปจนถึงยามยุคตำนานทมิฬปรากฏ ก็จะได้เห็นมันอย่างแน่นอน”
ความนัยนั้นก็คือ พุทธเจ้าแผดตะเกียงจะสู้กับซูอี้ด้วยตนเองเมื่อยุคตำนานทมิฬมาถึง!
ทว่าซูอี้ไม่ได้ตอบอันใด กล่าวเพียงว่า “หนนี้ เจ้าน่าจะพูดจบแล้วใช่ไหม?”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อพยักหน้าอย่างเสียดายเล็กน้อย “โดยส่วนตัว ข้าหวังว่าจะได้พบสหายเต๋าอีกครั้งในภายหน้าด้วยร่างจริง”
ว่าแล้ว เขาก็โบกแขนเสื้อ “อวิ๋นเหอ พวกเจ้าไปเสีย”
ตู้ม!
รุ้งทิพย์สีเงินสายหนึ่งปรากฏขึ้น ทอดยาวพาดนภา ขวางหน้าซูอี้ไว้
แทบจะพร้อมกันนั้น จอมเทพอวิ๋นเหอ หลิ่วเซียงเหินและคนอื่นๆ ก็หันหลังทะยานออกจากเมืองเทียนตูไป
ซูอี้ใช้แส้ทัณฑ์สวรรค์อย่างไร้ลังเล
เปรี้ยง!
แส้ทัณฑ์สวรรค์ร่ายระบำบ้าคลั่งประหนึ่งอัสนีทลายโลกา ทว่าทุกการโจมตีต่างถูกรุ้งทิพย์สีเงินนั้นขวางไว้
“สหายเต๋า โอกาสเช่นนี้ ไฉนไม่ให้ข้าประจักษ์อำนาจวัฏสงสารของเจ้าสักหน่อยเล่า?”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อถามยิ้มๆ
เขาสุขุมอย่างยิ่งเสมอมา เสวนาเสสรวล ทว่าอำนาจของเขาก็ยิ่งใหญ่กดดันทุกคน
“แค่ใช้กับอำนาจเจตจำนงอย่างเจ้า หาควรค่าไม่”
ขณะซูอี้กล่าวเช่นนั้น อำนาจทัณฑ์สวรรค์ทั่วฟ้าดินก็ไหลบ่ากระหน่ำเยี่ยงน้ำตก ดุจหมู่ดาราเหนือเก้าชั้นสรวงทะลวงคันกั้นคล้อยลงมา
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อสะบัดแขนเสื้อ แล้วรุ้งทิพย์สีเงินนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้น แผ่อำนาจยืนยงตราบอนันต์ขวางการโจมตีทั้งหมดไว้
นอกจากนั้น การปรากฏของรุ้งทิพย์สีเงินยังทำให้ซูอี้รู้สึกกดดันอย่างมหาศาลด้วย!
หากไม่ใช่เพราะมีอำนาจทัณฑ์สวรรค์อยู่ เขาคงมิอาจทนได้นานเป็นแน่
“ฟ้าดินประสานส่งเสริม สหายเต๋าเวลานี้ใช้โอกาสจากกาละและสถานที่ ทรงพลังจริงแท้”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อรำพึง
นั่นแล สาเหตุที่เขาไม่ลงมือ
เพราะเขารู้มาแต่แรกว่าในเมืองเทียนตูนี้ ต่อให้ตนจะพยายามใช้อำนาจของอวตารจำนงนี้อย่างสุดชีวิต ก็จะยังไม่อาจทำอันใดกับซูอี้ได้
แต่โชคยังดี ที่ไม่ยากเกินไปหากจะส่งพวกจอมเทพอวิ๋นเหอออกไป
“วีรชนมีโชค แต่ไร้อิสระ”
ซูอี้กล่าว “แม้ข้าจะไม่ใช่วีรชน แต่ก็ย่อมรู้ว่าขณะนี้ สิ่งที่ข้าใช้นั้นเป็นเพียงภาพสะท้อนเกินจับต้องครอบครอง อย่างมากที่สุด มันก็ลบอวตารจำนงนี้ของเจ้าได้”
ทั้งสองสนทนาขณะประมือ ทุกผู้ที่นี่ล้วนตกตะลึง
ไร้ผู้ใดเข้าแทรกแซงได้
การประมือระดับนี้ แม้กระทั่งจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าก็เข้ายุ่งไม่ได้!!
วาจาในขณะนี้ของซูอี้ดูจะสะเทือนใจบรรพชนเต๋าลู่ซื่อเล็กน้อย เขาจึงอดรำพึงมิได้ “น่าเสียดายที่เจ้าและข้าเป็นได้เพียงศัตรู หาไม่ ข้าจะคบเจ้าเป็นคนสนิท ขับลำนำร่ำสุรา สนทนาเกี่ยวกับโลกหล้า ต้องมีความสุขยิ่งเป็นแน่”
วาจาเหล่านี้มาจากใจโดยแท้ มิใช่เสแสร้งด้วยความเวทนาเห็นใจใดๆ และทุกผู้ก็ล้วนได้ยินชัดถึงการยอมรับของเขาต่อซูอี้
ทว่า……
ซูอี้ส่ายหัว “วิถีไม่ตรงกัน มิอาจรวมกลุ่มสนทนา เจ้ากับข้าเป็นศัตรูกันไปดีกว่า”
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อครุ่นคิดสักพัก ทว่าก็กล่าวเห็นด้วย “จากใจเลยนะ! ข้าเสียดายเจ้านัก!”
ตู้ม!
การประมือระหว่างทั้งสองทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และเมืองเทียนตูทั่วทั้งเมืองก็สั่นสะท้านรุนแรง
ไกลออกไปบนบรรพตเทพนภาคราม อำนาจทัณฑ์สวรรค์อันแปรเปลี่ยนจากที่มาแรกบรรพกาลกระหน่ำสาดดุจคลื่นโถม ถูกซูอี้บงการขยับกวาดทั่วแดน
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อเปรียบเยี่ยงแนวปะการังซึ่งรับพายุใหญ่ ปล่อยวารีชำแรกผ่านไป แต่ตัวมันกลับยืนยงมิเคลื่อนไหวตราบนิรันดร์!
และรุ้งทิพย์สีเงินที่เขาใช้ก็เป็นบัญญัติอนันตกาลอย่างเห็นได้ชัด ความน่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขต สามารถทำลายที่มาแรกบรรพกาลได้!!
การประชันเช่นนี้อันตรายยิ่ง กระทั่งวั่นจื่อเทียนเห็นแล้วยังแสนร้อนใจยิ่งจนหลั่งเหงื่อแทนซูอี้
“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?”
ซูอี้พลันถามขึ้น
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อกล่าวว่า “น่าเสียดายที่เราเป็นสหายกันมิได้ ส่วนการยอมรับนั้นก็เพราะคนเช่นเรา มีเพียงการเป็นศัตรูคู่อาฆาต ต้องตกตายไปข้างเท่านั้น เราจึงทำให้เส้นทางมหาวิถีไม่เดียวดาย!”
“สิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดในศึกมหาวิถี ก็คือคำว่าศึกนั่นแหละ”
“เจ้าจะฆ่าข้าก็ได้ ข้าจะฆ่าเจ้าก็ได้ ศึกเช่นนี้ ข้าเกรงว่าชั่วชีวิตคงไม่อาจพบได้บ่อย และย่อมต้องตั้งตารอ!”
ว่าแล้ว สีหน้าของเขาก็เปี่ยมความคาดหวัง ดวงตาระริกไหวอย่างเฝ้ารอ
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นผู้ใด เกรงว่าคงคิดแล้วว่าบรรพชนเต๋าลู่ซื่อเป็นคนบ้า!
แต่ซูอี้ไม่เห็นเช่นนั้น
เขาเงียบไป
เพราะวาจาของบรรพชนเต๋าลู่ซื่อตรงใจเขาจริงๆ!
ชายหนุ่มบังเกิดความรู้สึกว่าตน ‘ไม่เดียวดายลำพัง’ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
เขาพึมพำอยู่บ่อยครั้งว่า ทัศนาผู้คนทั่วโลกา ผู้ที่เป็นศัตรูกับตนได้นั้นมีเพียงไม่กี่คน!
และยังเคยเผชิญความเหน็บหนาวว้าเหว่ของที่สูง
ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติก่อน วิถีของเขามักห่างไกลเกินโลกหล้าจะต่อกรเสมอ เริ่มจากมีศัตรูในโลกหล้า สู่ไร้เทียมทานในแดนดิน และจึงเสาะแสวงศัตรูคู่ต่อกร!
แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจหัวใจวิถีของเขาโดยแท้จริง
เห็นได้ชัดว่าบรรพชนเต๋าลู่ซื่อเองก็หาเข้าใจไม่
แต่วาจาของอีกฝ่ายทำให้ซูอี้ตระหนักขึ้นว่า ศัตรูตัวฉกาจผู้นี้ก็กระหายอยากพบคู่มือเหมือนกับเขา!!!
ดังนั้นซูอี้จึงเงียบไป
ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้ยินเพียงนามของบรรพชนเต๋าลู่ซื่อ และเมื่อครู่ ชายหนุ่มก็ได้ประจักษ์ความยิ่งใหญ่ของบรรพชนเต๋าลู่ซื่อ
ในที่สุดยามนี้ซูอี้ก็ตระหนักว่าศัตรูผู้นี้… ร้ายกาจกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก!
แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง หัวใจของซูอี้จึงเกิดความรู้สึกภาคภูมิ!
“สักวัน ข้าจะใช้ดาบสะบั้นหัวเจ้า ตัดสินเป็นตาย ชี้วัดสูงต่ำเช่นเจ้าปรารถนา!”
ซูอี้กล่าว
นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ
บรรพชนเต๋าลู่ซื่อยิ้มบาง และกล่าวว่า “ตามที่ข้าเคยกล่าวไว้ ในฐานะศัตรู ข้าหวังว่าเจ้าจะอยู่จนถึงยามนั้น หาไม่ คงน่าเสียดายเกินไป”
ตู้ม!
ทันใดนั้น อวตารเจตจำนงของเขาก็ระเบิดออก ทิ้งไว้เพียงวาจาเหล่านั้นสะท้อนไปมาในฟ้าดิน
ขณะนี้ จอมเทพอวิ๋นเหอ หลิ่วเซียงเหินและคนอื่นๆ หนีไปจากเมืองเทียนตูกันหมดแล้ว
ยอดฝีมือใต้บัญชาพวกเขาแต่ละคนก็หนีตามไปด้วย
ฝุ่นควันตลบฟ้า ทั่วทิศค่อยๆ จมสู่ความเงียบ
ทว่าผู้คนกลับไม่อาจสงบใจได้เนิ่นนาน
กาลก่อน ซูอี้เฆี่ยนตีจอมเทพกลุ่มหนึ่งดุจเรื่องตลกพิกลอันชวนขำขัน ดูน่าขันแต่สะท้านใจนัก
หลังจากนั้น ด้วยการปรากฏของอวตารจำนงบรรพชนเต๋าลู่ซื่อ เหล่าผู้ชมไม่เพียงถูกกดดันจนล่าถอย อำนาจอันยิ่งยงของอีกฝ่ายยังทำให้ผู้คนมากมายหวาดหวั่นยำเกรง
และการเผชิญหน้าระหว่างเขากับซูอี้ก็ยิ่งอันตรายระทึกใจ
อีกทั้งงมันยังเหนือความรู้ความเข้าใจของทุกผู้ที่นี่โดยสิ้นเชิง
พวกเขาจะสงบใจในชั่วพริบตาได้เช่นไร?
เมื่อย้อนนึกถึงบทสนทนาระหว่างบรรพชนเต๋าลู่ซื่อกับซูอี้ ยิ่งขบคิด ผู้คนยิ่งทอดถอนใจ
ไม่ว่าจะเป็นบรรพชนเต๋าลู่ซื่อหรือซูอี้ พวกเขาล้วนให้บรรยากาศและความคิดอันห่างไกลเกินธรรมดา
ต่างผู้ล้วนเลิศล้ำไม่แพ้กัน ยิ่งยงภาคภูมิไม่ลดหลั่น!
ความยิ่งใหญ่เช่นนี้มิใช่การทัศนาสรรพสิ่งเหนือจุดสูงสุด แต่เป็นการสงวนความลึกล้ำแห่งหัวใจวิถี ไม่คิดเผยต่อธารกำนัล และคร้านจะเล่นลิ้นแฝงวาจา
จะเผยทุกสิ่งออกมาก็ต่อเมื่อได้พบคู่มือที่สะดุดตา!
ศึกมหาวิถีระดับนี้อยู่เกินขอบเขตความเกลียดชัง โกรธแค้นและพันธะใดๆ จึงน่าตื่นตะลึงเกินใดเปรียบ
ทว่าขอเพียงลงมือ ก็ย่อมต้องมีฝ่ายหนึ่งตกตาย
ดังคำกล่าวของซูอี้เมื่อครู่ ตัดสินเป็นตาย ชี้วัดสูงต่ำ!
โชคร้าย แม้ผู้คนจะตีความได้มากมาย แต่น้อยนักจะเข้าใจความคิดของซูอี้และบรรพชนเต๋าลู่ซื่อในขณะประชันก่อนหน้านี้ได้โดยแท้จริง
ขณะที่ทุกผู้ตะลึงงัน ซูอี้ก็ยกสุราไหหนึ่งขึ้นจิบ ย้อนระลึกถึงบางอย่าง