ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 276 แอบซ่อนทักษะและชื่อเสียง
ตอนที่ 276 แอบซ่อนทักษะและชื่อเสียง
ครอบครัวของเหอยาโถวจ้างคนงานชั่วคราวสองคนมาเกี่ยวข้าว ดังนั้นลูกชายที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจเช่นเขาไม่จำเป็นที่จะต้องออกแรงให้เหนื่อยเปล่า ดังนั้นเหอยาโถวจึงมีเวลาว่างเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วอย่างสนุกสนาน โดยที่วัน ๆ หนึ่งเขาไปหาหยุนเชวี่ยที่บ้านถึงแปดครั้ง
หยุนเชวี่ยชำเลืองมองเฟิงสือยวินที่กำลังทำงานอยู่ไม่ไกล ก่อนนั่งลงข้างคันนาพลางรับชาถั่วเขียวที่เหอยาโถวส่งมาและยกขึ้นดื่ม
แม่นางเหลียนจับเอวพลางหันไปมอง “โอ้ เจ้ามาส่งชาอีกแล้วหรือ? เด็กคนนี้ช่าง…” เหอยาโถวเทียวไปเทียวมาหาหยุนเชวี่ยบ่อยครั้งจนแม่นางเหลียนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาอธิบาย
“ชาถั่วเขียวเย็น ๆ ของท่านป้าสะใภ้เหอ” หยุนเชวี่ยโบกมือ “ท่านแม่ พี่สาว มาดื่มชาดับกระหายก่อนสิเจ้าคะ”
หยุนเยี่ยนปัดเศษดินที่ติดมือออกก่อนปาดเหงื่อบนหน้าผากขณะที่ใบหน้าแดงก่ำ “ข้าเกรงใจยิ่งนัก เจ้าต้องเสียเวลาวิ่งมาส่งชาที่นี่ทั้งที่แดดร้อนเพียงนี้”
“พี่สาวอย่าเกรงใจเขาเลย” หยุนเชวี่ยยื่นถ้วยชาให้หยุนเยี่ยนก่อนเลิกคิ้วขึ้นและขยิบตาให้เหอยาโถว “เขายินดีเอาชามาส่งให้เราอยู่แล้ว… ถูกต้องหรือไม่?”
ดวงตาของเหออวี้เปล่งประกาย มุมปากของเขายกขึ้นด้วยความเขินอาย “ท่านแม่ของข้าไม่ยอมให้ข้าทำงานเด็ดขาด อย่างไรเสียข้าก็มีเวลาว่างเหลือเฟือ ฮี่ฮี่ พี่รองรับชาเพิ่มอีกสักถ้วยดีหรือไม่?”
หยุนเยี่ยนโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“สองวันที่ผ่านมาข้าดื่มชาที่เจ้าให้มาจนอิ่มแปล้ ขาและเท้าของเจ้าขยันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน” หยุนเชวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงชมเชยขณะที่สายตาเหลือบมองไปทางทุ่งนาของตระกูลเฟิง
สีหน้าของเหอยาโถวยังคงนิ่งเฉยเช่นเดิม “มีวันที่ข้าไม่ขยันด้วยรึ? ข้ากับชีจินต่างทำงานหนักกันทุกวันมิใช่หรือ? หึ เพราะพวกเราเป็นลูกผู้ชายอย่างไรล่ะ ใช่หรือไม่ขอรับพี่รอง?”
หยุนเยี่ยนรู้สึกไม่คุ้มชินกับคำว่าลูกผู้ชายที่ออกมาจากปากของ ‘ดอกไม้งามแห่งหมู่บ้านไป๋ซี’ นางจึงชำเลืองมองเขาอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะภาพลวงตาหรือไม่ ตั้งแต่สาวน้อยจอมปลอมเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าของเด็กผู้ชาย รูปร่างของเขาก็ดูสูงโปร่งขณะที่ไหล่กว้างขึ้นเล็กน้อย และแม้หน้าตาของเขาจะงดงามเช่นเดิม ทว่ามันไม่ได้ดูอ่อนหวานเหมือนเด็กผู้หญิงอีกต่อไป
“ใช่ ๆ ๆ เจ้าพูดถูกทุกอย่าง” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบอย่างไม่ใจ หลังจากผ่านไปชั่วครู่ นางจึงลุกยืนขึ้นพลางเชิดคางไปทางเฟิงสือยวิน “ข้าจะไปทำงาน เจ้าช่วยหิ้วกาน้ำชาไปส่งให้พี่สือยวินหน่อยสิ”
เหอยาโถวตะลึงงัน เขาเผลอยืดสันหลังตรงอย่างไม่รู้ตัว
หยุนเชวี่ยยกตะกร้าขึ้น เมื่อกินอิ่มก็ไม่ต้องสนใจพ่อครัวอีกต่อไป นางจึงโบกมือไล่เหอยาโถว “ไปสิ เจ้าคนเกียจคร้าน อย่ามาขวางเส้นทางการเป็นเศรษฐีของข้า”
เหอยาโถวหันไปมองทางทุ่งนาของตระกูลเฟิงอย่างเก้กัง เขาเห็นเฟิงสือยวินกำลังก้มตัวลงเกี่ยวข้าว รูปร่างของเขาผอมสูงและมีผิวคล้ำแดด เนื่องจากทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวัน
พลันใดนั้นเหอยาโถวพลันตกอยู่ในห้วงความคิด สายตาว่างเปล่า จนกระทั่งหยุนเชวี่ยตะโกนเสียงดัง “พี่สือยวิน วันนี้ท่านป้าสะใภ้เหอทำชาเขียวถั่ว สักครู่เหออวี้จะเอาไปมอบให้ท่านเจ้าค่ะ…”
หลังจากพูดจบ หยุนเชวี่ยก็ตบบ่าของเหอยาโถวเบา ๆ ก่อนเดินตัวปลิวออกไป
การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังจากทำงานอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาหลายวัน หยุนโม่ผู้ที่ไม่เคยทำงานหนักก็ทนความเหน็ดเหนื่อยไม่ไหวจนล้มป่วยนอนครวญครางอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียว
หยุนลี่เซียวบอกว่าเขาเสแสร้งว่าทำงานหนักจนล้มป่วยจนต้องหยุดทำงาน ทว่าปากของเขาก็ยังพูดอย่างมีเหตุผลฉะฉาน “ท่านพ่อ เราทุกคนต้องกินอาหารดี ๆ เช่นเดียวกับพี่ใหญ่มิใช่หรือ? ข้าว่าพวกเราจ้างคนงานชั่วคราวเกี่ยวข้าวในพื้นที่หลายมู่เถิด เฮ้อ ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว…”
ผู้เฒ่าหยุนโมโหจนเลือดลมพลุ่งพล่าน ทว่าขณะนี้มือของตนนั้นเต็มไปด้วยโคลน ไม่นานหลังจากข่มอารมณ์เขาจึงก้มหน้าทำงานต่อไป
สองวันที่ผ่านมาตระกูลอื่นเก็บเกี่ยวข้าวได้มากกว่าครึ่ง ทว่าในที่ดินของตนเองยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้เฒ่าหยุนจึงร้อนใจ หลังจากครุ่นคิดตลอดมื้ออาหาร เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอความช่วยเหลือจากหยุนลี่เต๋อ
“ไร้ค่า ๆ!” ผู้เฒ่าหยุนส่ายศีรษะ “เหตุใดข้าจึงต้องเลี้ยงดูเจ้าคนเกียจคร้านเหล่านี้ด้วย!”
หยุนลี่เต๋อไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยคำใด เขาจำได้ว่าในการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว น้องสามไม่ได้เกียจคร้านเช่นนี้ แม้ตอนนั้นเขาจะทำตัวเป็นอันธพาลเหลวแหลก ทว่าก็ยังคงมีความเกรงใจผู้เฒ่าหยุนอยู่บ้าง
“เจ้ารอง ข้าวในทุ่งนาของเจ้าเหลืออยู่อีกเท่าใด?”
“เหลือประมาณสามถึงสี่มู่ขอรับ” หยุนลี่เต๋อกล่าวตอบอย่างตรงไปตรงมา “แต่ยังไม่ได้ตีข้าวที่เก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้ว เพราะเชวี่ยเอ๋อและเสี่ยวอู่ยังเยาว์จึงช่วยอะไรได้ไม่มาก…”
หยุนลี่เต๋อเข้าใจสิ่งที่ผู้เฒ่าหยุนต้องการสื่อ ทว่างานในทุ่งนาของตนนั้นยุ่งมากเช่นกัน การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงต่างจากการเก็บเกี่ยวในฤดูอื่น พืชผลในทุ่งคือรากเหง้าของโชคชะตา หากชักช้าเกรงว่าในปีหน้าครอบครัวของเขาจะต้องอดอยาก
“อ้อ…” ผู้เฒ่าหยุนถอนหายใจยาวโดยไม่กล่าวคำใด เขายืนนิ่งเอามือไพล่หลังค่อมงอของตนอยู่กลางลานบ้าน หลังจากนั้นไม่นานก็ยกมือขึ้นโบกเป็นเชิงให้หยุนลี่เต๋อกลับไปได้
บางทีอาจเป็นเพราะผู้เฒ่าหยุนผ่านความผิดหวังมากมายจึงไม่แสดงความเศร้าสลดออกมามากนัก เขายืนมองเงาที่อยู่ห่างออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยโดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ถึงความคิดของชายชรา
แท้จริงกลับกลายเป็นหยุนลี่เต๋อที่คิดว้าวุ่นไปไกล
ในสายตาของชาวนา พืชผลและการเก็บเกี่ยวล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะแยกครอบครัวออกมาหรือไม่ หยุนลี่เต๋อก็ไม่สามารถปล่อยให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าได้ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
“ท่านพ่อคงเก็บเกี่ยวไม่ทันเป็นแน่” หลังจากกลับมาถึงบ้านในปีกตะวันตก หยุนลี่เต๋อก็นั่งลงข้างเตียงด้วยความลำบากใจก่อนบ่นออกมาสองสามประโยค “เจ้าสามช่างไร้ประโยชน์เสียจริง ส่วนหยุนโม่ก็โตเป็นหนุ่มเสียเปล่า…”
แม้จะกล่าวตำหนิ ทว่าในใจยังคงยับยั้งคำด่าทอไว้มาก คนซื่อสัตย์ไม่กล่าวคำหยาบ ดังนั้นหยุนลี่เต๋อจึงส่ายศีรษะด้วยความหดหู่ใจ
แม่นางเหลียนได้ยินเช่นนั้นจึงขมวดคิ้ว “เพียงแค่มองก็กลุ้มใจ นี่ผ่านไปกี่วันแล้ว พวกเขายังเก็บเกี่ยวพืชผลยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ ทำงานกันประสาอะไร เหตุใดจึงไม่รีบร้อนสักนิดเล่า?”
“เฮ้อ!”
“ต่อให้อยากช่วยมากเท่าใด แต่พวกเราไม่มีเวลาว่างมากพอหรอก! ปกติเพียงแค่รดน้ำพรวนดินก็หมดวันแล้ว เวลานี้เราจึงช่วยใครไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นพวกเขาจะกล่าวโทษเราไม่ได้…” แม่นางเหลียนครุ่นคิดอย่างหนักจนศีรษะแทบจะงอกออกมาเพิ่ม
คู่สามีภรรยาที่มีพละกำลังและแขนขาเท่ากับผู้อื่นมักสู้สุดใจเช่นไก่ชนเมื่อต้องจนตรอก ทว่าเหตุใดการลุกขึ้นสู้จึงยากเย็นสำหรับผู้อื่น?
“ไม่ต้องเหนื่อยนับว่าสบายตัว ใครไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำ มัวแต่นอนรอให้คนเอาอาหารมาป้อนเข้าปากอยู่ได้” หยุนเชวี่ยเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพราะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว นางเอาแขนหนุนศีรษะพร้อมกล่าวออก “พวกเขาเคยตัวกับการที่ท่านพ่อช่วยเป็นธุระจัดการให้ทุกอย่าง ท่านพ่อไม่เหนื่อยบ้างหรือ? นอกจากนี้ทุกคนคาดหวังเอาไว้ว่าลุงใหญ่ต้องสอบผ่านและเป็นขุนนางเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในเมือง ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดคิดจะออกแรงทำงาน”
แม่นางเหลียนมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตากังวลและร้อนใจ “เช่นนั้นพวกเรา…”
“ข้าบอกท่านพ่อแล้วว่างานในทุ่งนาของเรายังเหลืออยู่ไม่น้อย เฮ้อ… พรุ่งนี้ข้าจะตื่นแต่เช้าและพยายามเกี่ยวข้าวให้ได้มากกว่าเดิม” หยุนลี่เต๋อกล่าวก่อนดับไฟจากตะเกียงน้ำมัน
ครานี้หยุนเชวี่ยไม่ได้ห้ามปรามเขา เพราะนางรู้ดีว่าบิดาผู้ซื่อสัตย์ไม่เพียงแค่มีน้ำใจงาม แต่เขายังเป็นเกษตรกรผู้มีความกตัญญู ยึดมั่นถือมั่น และยำเกรงต่อแผ่นดิน