ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 277 ว่าจ้างชั่วคราว
ตอนที่ 277 ว่าจ้างชั่วคราว
หยุนเชวี่ยยืดแขนขาออกเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ฉับพลันนางรู้สึกว่ากล้ามเนื้อตั้งแต่น่อง เอว ไปจนถึงช่วงไหล่นั้นดูเหมือนจะแข็งตัวขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักในการเก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูใบไม้ผลิตลอดหลายวันมานี้
“ท่านพ่อ ท่านบอกให้ท่านปู่จ้างคนงานเถิดเจ้าค่ะ ครั้งนี้เราจะไม่ช่วยเหลือพวกเขาอีกแล้ว” หยุนเชวี่ยใช้สองมือจับขอบเตียงพลางบิดตัวไปมาเพื่อยืดเส้นเอ็น
“อืม พรุ่งนี้ข้าจะบอกปู่ของเจ้าว่าเราละทิ้งพืชผลในทุ่งนาของเราไม่ได้” หยุนลี่เต๋อเอนตัวลงนอนพลางมองไปยังเสี่ยวอู่ที่นอนอยู่บนเตียงข้าง ๆ
เสี่ยวอู่ขยับตัวสองครั้งก่อนยื่นแขนข้างหนึ่งออกมานอกผ้าห่ม
เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศจึงเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ แม้ในตอนกลางวันยังคงร้อนระอุเช่นเดิม ทว่าเมื่อถึงเวลากลางคืนจะสัมผัสได้ถึงอากาศเย็นจนต้องห่มคลุมด้วยผ้าห่มผืนบาง
ผ้าห่มเหล่านี้ถูกมอบให้โดยแม่เฒ่าจูขณะที่พวกเขาแยกครอบครัวออกมา ฟูกทั้งของเตียงเล็กและเตียงใหญ่ต่างเก่ามากแล้ว ทว่าโชคดีที่แม่นางเหลียนมักเอามันออกมาตากแดดและซักอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นผ้าห่มของพวกเขาจึงมีกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ให้ความรู้สึกหอมสดชื่น
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงกรนในบ้านปีกตะวันตกก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วันถัดมา
ในยามบ่าย ผู้เฒ่าหยุนว่าจ้างชายผู้หนึ่งให้มาทำงานเกี่ยวข้าวแทนตนชั่วคราว ชายผู้นั้นมีรูปร่างผอม ไม่สูงมากนัก และมีผิวคล้ำแดด เขาสวมแขนสั้นที่มีผ้าหลายผืนเย็บปะต่อกัน กล้ามเนื้อบนท่อนแขนของเขาแข็งแรงและชัดเจน มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านการทำงานมาอย่างหนักหน่วง
อ้างอิงจากคำบอกเล่าของเขา ชายผู้นี้มีชื่อว่า จางซ่วน มาจากหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งตระกูลของของเขามีที่นาเพียงน้อยนิดและเสบียงอาหารที่เก็บเกี่ยวนั้นไม่เพียงพอ จึงฉวยโอกาสนี้หาเงินเพิ่มอีกเล็กน้อย หลังจากพูดจบเขาก็ฉีกยิ้มอย่างจริงใจ
การทำงานชั่วคราวนั้นจะได้รับค่าตอบแทนเป็นรายวัน โดยปกติแล้วในการว่าจ้างจะจ่ายค่าจ้างด้วยเงิน ทว่าการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงนั้นค่อนข้างแตกต่างออกไป เกษตรกรสามารถจ่ายค่าตอบแทนเหล่านี้ด้วยข้าวซึ่งเรียกว่า ‘เงินตราสกุลแข็ง’ ได้เช่นกัน ซึ่งจางซ่วนต้องการข้าวอย่างดีสิบห้าชั่งเป็นค่าตอบแทนต่อหนึ่งมู่ อีกทั้งผู้ว่าจ้างต้องเลี้ยงอาหารกลางวันเขาอีกหนึ่งมื้อ
เมื่อรู้ว่าผู้เฒ่าหยุนว่าจ้างผู้อื่นให้ทำงานแทน หยุนลี่เซียวผู้หยิ่งยโสจึงรู้สึกโล่งใจ เขาพลันวางท่าเป็น ‘นายจ้าง’ แล้วตำหนิจางซ่วนทันที
เมื่อถึงยามเที่ยง จางซ่วนก็ต้องตกตะลึงและพึมพำออกมาอย่างไม่รู้ตัว หลังจากพบว่านายจ้างของตนส่งรังนกและผักดองอันน่าขยะแขยงที่ก้นปิ่นโตมาให้เป็นอาหารกลางวัน
การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงต้องทำงานแข่งกับเวลา ดังนั้นพวกเขาจึงให้คนในครอบครัวเป็นคนส่งอาหาร เนื่องจากต้องการพักผ่อนให้มากกว่าเดิม หลังจากนอนพักจนหายเหนื่อยแล้ว พวกเขาจึงสะบัดแขนและออกไปทำงานต่อ
จางซ่วนกัดรังนกอันแห้งผากขณะได้ยินหญิงอ้วนที่นั่งอยู่ด้านข้างส่งเสียง ‘จุ๊ ๆ’ ก่อนชะโงกหน้ามองชามของเขาพลางพึมพำอย่างไม่พอใจ “เหตุใดพี่สะใภ้ใหญ่ถึงให้ข้ากินอาหารแบบเดียวกับลูกจ้างเล่า?”
หญิงผู้นั้นคือแม่นางเฉิน นางทำงานหนักตั้งแต่รุ่งสางโดยไม่ได้หยุดพัก แม้แต่อาหารดี ๆ ก็ยังไม่ตกถึงท้อง ทั้งวันนี้นางกินเพียงซุปที่รสชาติแย่กว่าปกติเพียงชามเดียวเท่านั้น
“ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอาหารเยอะเพียงใดจึงจะเพียงพอสำหรับท่านพ่อและท่านแม่ เจ้ายังไม่แก่ชราก็อดทนเอาเสียเถิด” แม่นางจ้าวกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะหยิบตะกร้าขึ้นมา
“หากกินข้าวไม่เพียงพอแล้วข้าจะทำงานอย่างไรเล่า? น้ำลายของข้าแห้งเหือดไปหมดแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้…” แม่นางเฉินหยิบตะเกียบก่อนคีบผักดองที่มีหน้าตาน่าเกลียดขึ้นมาจากก้นชาม จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองแม่นางจ้าวที่กำลังเดินออกไป
“นางปฏิบัติต่อข้าอย่างโหดร้ายขึ้นทุกวัน อีกทั้งมักเกี่ยงงานหนักทุกอย่างให้ข้าทำคนเดียว แล้วยังไม่ให้ข้ากินข้าวในปริมาณที่เหมาะสมอีก เหตุใดชีวิตของข้าจึงขมขื่นเช่นนี้…” แม่นางเฉินพรรณนาถึง ‘ชีวิตอันขมขื่น’ ไปพลางสะอื้นไห้ไปพลาง
จางซ่วนเหลือบมองแม่นางเฉิน ก่อนเลื่อนสายตาไปมองผู้เฒ่าหยุนที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ในมือของเขาถือรังนกสองใบ แสงแดดยามเที่ยงสาดส่องลงมาทำให้รังนกที่เหลืออยู่ในชามดูมันเยิ้มจนชวนสำรอก
ครอบครัวนี้แบ่งชนชั้นต่าง ๆ มากมาย แม้แต่ลูกสะใภ้ยังไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดี แล้วนับประสาอะไรกับลูกจ้างเช่นเขาเล่า อย่าว่าแต่คนบ้านนอกเลย ต่อให้เป็นครอบครัวขุนนางก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นจางซ่วนจึงไม่เห็นใจแม่นางเฉิน ขณะนี้สิ่งเดียวที่เขาคำนึงถึงคือครอบครัวที่ตระหนี่เพียงนี้จะจ่ายค่าจ้างให้ตนได้อย่างไร? เขาคงไม่ถูกฉ้อโกงใช่หรือไม่?
“ท่านพ่อ” หยุนลี่เต๋อเดินเข้ามาและนั่งลงเคียงข้างผู้เฒ่าหยุน จากนั้นยกอาหารในปิ่นโตให้บิดาพร้อมกล่าวคำเบา “เป็นอย่างไรบ้างขอรับ เขาทำงานได้ดีหรือไม่?”
“อืม ทำงานคล่องแคล่วมาก” ผู้เฒ่าหยุนเหลือบมองจางซ่วนพลางเขย่าตะเกียบปฏิเสธ “อย่าเอาให้ข้าเลย ข้าแก่แล้ว กินมากไม่ได้ ทั้งยังทำงานหนักก็ไม่ได้เช่นกัน”
“งานที่ต้องใช้พละกำลังเช่นนี้ต้องกินให้อิ่ม ข้าสั่งให้เยี่ยนเอ๋อต้มน้ำแกงให้ท่านดื่ม เพราะวันนี้อากาศร้อนเกินไปจนเหงื่อออกมาก ท่านกินแค่รังนกเหล่านี้อย่างเดียวไม่เพียงพอหรอกขอรับ” หยุนลี่เต๋อกล่าว
ผู้เฒ่าหยุนพลันตระหนักได้ว่า ก่อนที่หยุนลี่เต๋อจะแยกครอบครัวออกไป เมื่อการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงมาถึง บุตรชายคนที่สองมักเป็นผู้ที่ทำงานหนักที่สุด เขาออกเรือนไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่และกลับมาเป็นคนสุดท้ายทุกครั้งโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว ส่วนแม่นางเหลียนที่ทำงานอยู่ในครัวยังตระเตรียมอาหารอย่างเหมาะสม รวมไปถึงหยุนเชวี่ยที่เทียวไปเทียวมาส่งน้ำชากาใหญ่ให้บิดาวันละหลายครั้ง
มือข้างที่ถือตะเกียบของผู้เฒ่าหยุนหยุดชะงักทันที เขาทอดสายตามองไปยังท้องทุ่งกว้างขวางของตนพลางลอบถอนหายใจ ภาพที่คุ้นเคยตลอดหลายสิบปีมานี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เนื่องจากเมื่อก่อนพื้นที่หลายมู่เหล่านี้เคยเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของตระกูลหยุน
เขาเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
แม่นางเฉินยื่นชามเปล่าไปตรงหน้าของหยุนลี่เต๋อพลางกล่าวเสียงดัง “พี่รองพูดมีเหตุผล ทำงานงานหนักก็ต้องกินข้าวให้อิ่ม แต่ดูข้าวในชามของข้าสิ… สาวน้อยเยี่ยนเอ๋อ น้ำแกงยังเหลืออยู่หรือไม่? ตักให้อาสะใภ้หน่อยสิ!”
นางไม่เคยมีมารยาทของผู้ดีเลยโดยเฉพาะเมื่อเห็นอาหารอยู่ตรงหน้า ดวงตาของแม่นางเฉินพลันเปล่งประกายขึ้น พร้อมเผยท่าทีตะกละหน้าไม่อายราวกับอดอยากอาหารมาหลายปี
ผู้เฒ่าหยุนขมวดคิ้วแน่น
“มีสิ พวกเราทำมาหม้อใหญ่เลย น้องสะใภ้สามมากินด้วยกันที่นี่เถิด” แม่นางเหลียนกวักมือเรียก
แม่นางเฉินตะเกียกตะกายลุกยืนขึ้น ก่อนปัดก้นอันอวบอัดและวิ่งไปหาแม่นางเหลียนอย่างมีความสุข “พี่สะใภ้รอง ข้าขอน้ำแกงเพิ่มอีกสองชาม วันนี้ที่บ้านท่านทำอาหารอะไรบ้างหรือ…”
จางซ่วนอ้าปากค้างด้วยความตกใจในความไร้ยางอายและความสามารถในการปีนป่ายของแม่นางเฉิน
หยุนเชวี่ยเบ้ปากอย่างเอือมระอา นางชิงคีบอาหารที่เหลืออยู่ใส่ลงไปในชามข้าวของหยุนเยี่ยนและเสี่ยวอู่อย่างรวดเร็วพร้อมจ้องมองแม่นางเฉินที่กำลังวิ่งเข้ามาราวกับต้องการปกป้องอาหาร
“โอ๊ย พี่สะใภ้รอง ข้ายังกินไม่อิ่ม ข้าวเหล่านั้นยังไม่ถึงครึ่งท้องของข้าด้วยซ้ำ” แม่นางเฉินชะโงกหน้ามองหม้อใส่อาหารพลางบ่นเสียงดัง “เหตุใดวันนี้ถึงไม่มีเนื้อเล่า? บ้านของท่านกินเนื้อกันด้วยไม่ใช่หรือ? หากไม่มีเนื้อแล้วข้าจะทำงานหนักได้อย่างไร? สาวน้อยเยี่ยนเอ๋อ อย่าหาว่าอาสะใภ้สามตำหนิเลยนะ อาหารของเจ้าใช้ไม่ได้เลย…”
หยุนเยี่ยนเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างจากแม่นางเฉิน เพราะเกรงว่าน้ำลายของนางจะตกลงในชามข้าวของตน
หยุนเชวี่ยมองผักดองอันน่าเกลียดที่กองอยู่ก้นชามของแม่นางเฉินพลางกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “อย่างน้อยก็ดีกว่าผักดองน่าขยะแขยงมิใช่หรือ หากอาสะใภ้สามไม่ชอบกินผัก ดังนั้นท่านอย่ากินเลยเจ้าค่ะ”