ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 278 ตกตะลึง
ตอนที่ 278 ตกตะลึง
แม่นางเหลียนเป็นคนมีน้ำใจ เห็นแก่แม่นางเฉินที่ทำงานหนักตลอดทั้งเช้าท่ามกลางแสงตะวันแผดเผา อีกทั้งกระเพาะของนางยังร้องโครกครากจนดังไปทั่วบริเวณ ครั้นเห็นว่าแม่นางเฉินยังไม่อิ่มหนำจึงเรียกนางมาร่วมวงกินข้าว
ดูเหมือนว่าแม่นางเฉินจะไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย นางยัดขนมวอโถวเข้าปากและเคี้ยวอย่างมูมมาม พลางตักน้ำแกงในหม้อใส่ชามของตนจนเต็มก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ชินกับรสมือของเจ้าหรอกนะ แต่ไม่มีเนื้อก็ไม่เป็นไร! พี่สะใภ้รอง พรุ่งนี้ครอบครัวของท่านจะทำอาหารอะไรหรือ?”
“พรุ่งนี้กินผักดองเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยพลันรู้สึกประหลาดใจ เนื่องจากเมื่อใดที่พูดคุยกับแม่นางเฉิน นางจะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งจนกลายเป็นคนที่มีอารมณ์ไม่คงที่ ช่างเป็นความมหัศจรรย์ของหมู่บ้านไป๋ซีจริงๆ
“เจ้าอย่าโกหกอาสะใภ้นะ” แม่นางเฉินกล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้น “หลังจากแยกบ้านออกไป ครอบครัวของเจ้าก็ไม่ต้องกินอาหารที่มีแต่น้ำและน้ำมันอีก” นางเบ้ปากก่อนกล่าวต่อ “ไม่เหมือนที่บ้านใหญ่ที่ต้องกินอาหารจืด ๆ ทั้งสามมื้อ”
หยุนเชวี่ยส่งสายตาประหลาดใจให้แม่นางเฉิน “โอ้ หากท่านอาสะใภ้สามไม่บอก ข้าก็ไม่รู้เลยนะเจ้าคะ จุ๊ ๆ ท่านดูผอมลงไม่น้อย คางสามชั้นหดหายไปจนเหลือสองชั้นแล้ว…”
หยุนเยี่ยนกลั้นหัวเราะจนใบหน้าแดงก่ำ ขณะลอบเอื้อมมือไปแตะแผ่นหลังของน้องสาวเบา ๆ
แม่นางเฉินกำลังง่วนอยู่กับการเลียริมฝีปากที่มันเยิ้ม ก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ไม่สิ ตั้งแต่ที่มาทำนาชีวิตก็แย่ลง พวกเขาก็ชี้นิ้วสั่งให้ข้าทำงานทุกอย่างราวกับเป็นขี้ข้า ทั้งยังไม่ให้ข้ากินข้าวจนอิ่มอีก…”
หลังจากพูดจบ แม่นางเฉินก็สำลักข้าวและโก่งคอไออย่างยากลำบาก “แค่ก ๆ ๆ”
ครานี้หยุนเยี่ยนกลั้นหัวเราะไม่ไหวอีกต่อไป นางรีบหันหลังและระเบิดหัวเราะจนน้ำตาไหล
แม่นางเหลียนไม่สามารถปฏิบัติตนไร้มารยาทเช่นเด็ก ๆ ได้ ทว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำตัวปกติ ดังนั้นน้ำเสียงของนางจึงสั่นเครือเล็กน้อยเมื่อเอ่ยขึ้นมา “หลายวันมานี้พี่รองไม่ได้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ เพราะยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวข้าวที่ยังเหลืออยู่สองสามไร่จนไม่มีเวลาไปสนใจสิ่งอื่น…”
แม่นางเฉินพยักหน้าพร้อมเคี้ยวสาหร่ายในปาก ก่อนตักน้ำแกงใส่ชามของตนเองจนเต็ม จากนั้นใช้ช้อนไม้ตักซุปลูกเดือยเข้าปากอย่างไร้ยางอาย
นางซดน้ำซุปที่เหลืออยู่จนหมดหม้อก่อนเรอออกมาพร้อมลูบหน้าท้องอย่างหน้าไม่อาย แม่นางเฉินถอนหายใจแล้วมองไปที่ขนมวอโถวชิ้นสุดท้ายในจานด้วยความเสียดาย
แม่นางเหลียนเกรงว่าน้องสะใภ้จะท้องแตกตาย จึงเก็บชามพร้อมสั่งให้หยุนเยี่ยนเก็บของกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ทางด้านหยุนเยี่ยนก็รีบหยิบตะกร้าและเดินออกไป พลันได้ยินเสียงแม่นางเฉินตะโกนขึ้น “เยี่ยนเอ๋อ คราหน้าเอาอาหารราคาแพงที่บ้านเจ้ามาแบ่งให้อาสะใภ้ลิ้มลองบ้างสิ พี่สะใภ้รอง อย่าปิดบังกันเลย ข้าไม่ได้กินขนมที่บ้านของท่านนานเท่าใดแล้ว…”
หยุนเยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินก่อนเร่งฝีเท้าและวิ่งออกไป
หยุนเชวี่ยจงใจกลอกตาก่อนกล่าวเสียงดังขึ้นหลายส่วน “ท่านอาสะใภ้สามไม่รู้อะไร ขนมพวกนั้นโดนโจรปล้นไปหมดแล้วเจ้าค่ะ อย่าว่าแต่ท่านเลย ข้าก็ยังไม่ได้ลองสักคำ”
แม่นางเฉินรู้สึกอับอาย “เจ้าอย่าพูดปดสิ ข้าเห็นมากับตาว่าหลังจากที่ถูกโจรปล้นยังเหลืออีกหนึ่งกล่อง เฮ้อ เจ้าบอกว่าโจรชั่วขโมยไปใช่หรือไม่ เหตุใดจึงไม่เก็บในที่มิดชิดแต่แรก ไม่ระมัดระวังเอาเสียเลย…”
นางเป็นคนที่มีอุปนิสัยไม่คิดก่อนพูดหรือปากไม่มีหูรูด ซึ่งขณะนี้แม่นางเฉินรู้สึกเจ็บปวดหัวใจอย่างยิ่ง เพราะเสียดายขนมราคาแพงเหล่านั้น เมื่อผู้เฒ่าหยุนที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินคำว่า ‘โจร’ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปทันที
แม่นางเฉินไม่รู้สึกอับอายแม้แต่น้อยและรบเร้าจะชิมขนมเหล่านั้นไม่หยุด นางยังคงไม่รู้ตัวว่าหยุนเชวี่ยกำลังหลอกด่าตน เพียงรู้สึกว่าวันนี้เด็กสาวพูดจาไม่เข้าหูเท่านั้น
“สะใภ้สาม” ผู้เฒ่าหยุนเหลือบมองแม่นางเฉิน “กินอิ่มแล้วก็ไปทำงานเสีย เฝ้าเจ้าสามให้ดีล่ะ ไม่รู้ว่าป่านนี้หายหัวไปไหนแล้ว”
“เขาไม่เชื่อฟังข้าหรอกเจ้าค่ะ” แม่นางเฉินเหยียดยิ้มเจื่อนพลางลุกขึ้นยืนใช้มือปัดก้น ก่อนเอ่ยถามแม่นางเหลียน “พี่สะใภ้รอง พรุ่งนี้ครอบครัวท่านทำอาหารอะไรหรือ?”
แม่นางเหลียน…
ผู้เฒ่าหยุนก้มลงหยิบเคียว “ไปทำงาน”
เดิมทีจางซ่วนวางแผนไว้ว่าจะพักผ่อนครู่หนึ่งและค่อยตามไปทำงาน ทว่าขณะนี้นายจ้างรีบร้อนเกินไปทำให้เขาเจ็บปวดใจยิ่งนัก เพราะหากทำงานในตอนที่ยังอิ่มท้อง ผลงานจะออกมาไม่ค่อยดีนัก
แม้จะไม่พอใจ ทว่าจางซ่วนก็ยังทุ่มเทแรงกายและแรงใจให้กับการทำงานเช่นเดิม เนื่องจากค่าตอบแทนที่จะได้คือพืชผล ดังนั้นไม่ว่าจะลงแรงน้อยหรือมาก พืชผลเหล่านั้นก็ต้องตกเป็นของเขาอยู่วันยังค่ำ จางซ่วนส่ายศีรษะพร้อมพึมพำ
ยามเที่ยงคือช่วงเวลาที่ร้อนระอุมากที่สุด ดวงตะวันตั้งฉากกับผืนดินส่องแสงแผดเผาผิวหนังจนคล้ำไหม้ แม่นางเหลียนไม่ได้พักผ่อนเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ นางจึงสวมงอบและเดินตามหยุนลี่เต๋อออกไป
หยุนเชวี่ยยืดเส้นยืดสายก่อนตบบ่าเสี่ยวอู่เบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ แม้ทั้งสองพี่น้องจะไม่ได้เป็นกำลังหลักในการทำงาน ทว่าไม่อาจดูแคลนหน้าที่ของพวกเขาได้ เพราะหยุนเชวี่ยและเสี่ยวอู่มักวิ่งตามเก็บเม็ดข้าวที่ตกบนพื้นทุกครั้ง สำหรับเด็กที่อายุสิบกว่าปีแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ต้องวิ่งวุ่นจนขาทั้งสองข้างเป็นตะคริวตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ทันทีที่ลุกยืนขึ้น ทั้งสองก็เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยเดินมาจากที่ไกล ๆ พร้อมโบกมือให้พวกเขาอย่างกระตือรือร้น
“พี่ต้าหวัง!”
อู๋ต้าหวังเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่ผึ่งผาย เขาเดินด้วยฝีเท้าที่ยาวและมั่นคง แม้รูปร่างของอู๋ต้าหวังจะดูไม่แข็งแรงนัก แต่กลับให้ความรู้สึก ‘แข็งแกร่งควบคู่กับมีความสามารถ’ กอปรกับคิ้วกระบี่และดวงตากลมโต ผิวของเขาคล้ำแดดเล็กน้อย เพราะต้องทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งสองวันที่ผ่านมา และเมื่อใดที่ฉีกยิ้มกว้างจะเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดส่งผลให้ผู้คนที่พบเห็นมีความสุขไม่น้อย
“พี่ต้าหวัง พี่มาได้อย่างไร?” เมื่อเห็นใบหน้าของอู๋ต้าหวัง หยุนเชวี่ยจึงดีใจยิ่งนัก “ท่านมาหาพี่สาวของข้าใช่หรือไม่? พี่สาวกลับบ้านไปแล้ว แต่อีกประเดี๋ยวก็มา ท่านนั่งรอสักครู่นะ ฮี่ฮี่”
อู๋ต้าหวังเกาศีรษะเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีความสุขที่ได้เห็นตน ใบหน้าอันหล่อเหลาและคล้ำแดดก็เปื้อนยิ้มทันที “ท่านพ่อของข้าบอกให้ข้ามาช่วยน่ะ”
“ช่วยรึ?” หยุนเชวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ นางไม่รู้มาก่อนว่าชายผู้นี้จะมีจิตใจงดงาม!
“อืม!” ต้าหวังพยักหน้า “ท่านพ่อของให้ข้ามาช่วยงานครอบครัวเจ้าสักสองสามวัน เพราะครอบครัวของเจ้ามีกำลังคนไม่พอ”
“แล้วครอบครัวท่านเล่า?”
“บ้านของข้าเลี้ยงหมูและฆ่าหมูเป็นหลักจึงมีที่นาไม่มาก อีกทั้งที่บ้านของข้ายังมีน้องชายอยู่ด้วย!” อู๋ต้าหวังหยิบเคียวออกมาก่อนเดินเข้าไปในทุ่งนาโดยไม่แม้แต่จะกล่าวทักทายพ่อตาในอนาคตของตน
หยุนเชวี่ยนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ นางก้มหน้ามองเสี่ยวอู่พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในอนาคตเจ้าอย่าเลียนแบบเขาล่ะ เขาซื่อสัตย์และไม่รู้จักประจบประแจง น่าเบื่อเกินไป”
เสี่ยวอู่งุนงง
ที่นาของครอบครัวหยุนเชวี่ยไม่กว้างขวางมากนัก หยุนลี่เต๋อเกี่ยวข้าวอยู่มุมหนึ่ง ส่วนอู๋ต้าหวังก็เกี่ยวข้าวอยู่อีกมุมหนึ่งโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองกันและกัน เพราะเขินอายเกินกว่าจะมองหน้าอีกฝ่ายหลังจากที่ไม่ได้พบปะกันมานาน
หยุนเชวี่ยจ้องมองทั้งสองคนอย่างจนปัญญาก่อนตะโกนเสียงดัง “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ต้าหวังมาช่วยครอบครัวเราเกี่ยวข้าวเจ้าค่ะ!”